สถาบันราชประชาสมาสัยจัดตั้งขึ้น ?

pain.jpg

ผู้ป่วย เกิดความทุกข์ทรมานทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคม ถูกแบ่งแยกจากกลุ่มอย่างเด่นชัด การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยยากลำบาก ไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ที่ทำงานและสังคม บางคนไม่ไปทำการรักษากลัวที่ทำงานรู้ กลัวถูกรังเกียจ กลัวการถูกไล่ออกจากงาน นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของผู้ป่วยโรคเรื้อน …
โรคเรื้อน(Leprosy) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค เป็นโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย สามารถเกิดโรคในคนหรือในสัตว์บางชนิด เช่น ลิง แต่อาการไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย มีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ ในระยะหลัง ทำให้เกิดความพิการ การกุด การหงิกที่ มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป ในบางรายที่คนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อน มีโอกาสผู้คลุกคลี อาจติดเชื้อได้ทางการไอ จามรดกัน หรือในบางรายที่มีอาการหนักมากมีเชื้อตามโพรงจมูก
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนัก ห่วงใยและใส่ใจให้สำคัญกับผสกนิกรที่เกิดภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ จึงมีโครงการในพระราชดำริขึ้น โดยจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในปี พ.ศ.2499 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินทุนอานันทมหิดล แก่กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และนำเงินที่เหลือจากการก่อสร้าง สร้างมูลนิธิราชประชาสมาสัย อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย
นอกจาก มีพระราชดำริก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในการดูแล การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียน ราชประชาสมาสัย ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับลูกหลานของผู้ป่วยที่ถูกเลี้ยงแยกมา ได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้ไนการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข
นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทย มีการบริหารจัดการด้านระบบสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อนได้สำเร็จ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมสนองพระราชดำริพระองค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต้นปี พ.ศ. 2558 พบผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ขึ้นทะเบียนรักษา 576 ราย กระจายตามภูมิภาคต่างๆ มีระบบการบริการสาธารณสุขทั่วถึง และการจัดการกับโรคได้อย่างดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลในการป้องกัน แก้ปัญหาของพระองค์
พระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สิ้นสุดมิได้ ……..

……………………………………………….
Cr. Information &Picture 

www.woodrufflawyers.com
www.thaileprosy.ddc.moph.go.th
www.rdpb.go.th

บทความ  หลักสูตร  อบรม  โรคเรื้อน  ในหลวง  ร.9  สถาบัน  ราชประชาสมาสัย  ประสิทธิภาพ  Leprosy  กรุณา   

Advertisements

บริหารคนแบบซุนวู

Lonely-Man-Rex.jpg

ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน…
นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม
ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์
หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า ..
“การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก
ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง
อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ”
ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้
คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร
ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่
บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ
………………………………………………………………..
Cr. Picture


http://www.independent.co.uk 

บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ  รางวัล  ปัจจัย  เชลย 

 องค์กร  สำรวจ  survey  reward training 

ขี่อูฐที่พุชการ์(Pushkar)

Pushkar-Lake-2.jpg

          เมืองเล็กๆแห่งนี้ มีความคลาสสิค ไม่มีสนามบิน ใครเดินทางมาต้องลงที่สนามบินนิวเดลี มุมไบ และกัตตา มาลงเมืองจัยปูร์ นั่งรถเช่าต่อมา ที่นี่มีรถตุ๊กๆจากอัจเมอร์มา แต่ระยะทางระหว่างเมือง ค่อนข้างผจญภัยพอควร 

          ถ้านักท่องเที่ยวชอบแบบแอดเวนเจอร์และมาเป็นกลุ่ม ต้องบอกว่า สนุกสุดๆ พร้อมชมบรรยากาศรอบสองข้างทางที่อนุรักษ์ความดั้งเดิมไว้ได้อย่างลงตัว 

          เมืองพุชการ์ อยู่ประเทศอินเดีย เป็นเมืองที่มีทิวทัศน์สวยงาม ทั้งภูเขา ต้นไม้ และบ้านเรือนสร้างอยู่รายล้อมทะเลสาบ พื้นที่ส่วนใหญ่แห้งแล้ง เป็นทะเลทราย เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ชอบผจญภัยตะลุยแดดร้อนบนทะเลทราย นั่งขี่อูฐเที่ยว 

Pushkar-Camel-Fair-.jpg

           ที่นี่มีงานสำคัญประจำปี คือ เทศกาลอูฐ (Pushkar Camel Fair) ที่เป็นสีสันของเมือง (ช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน) ใครสนใจมาเที่ยวต้องมาช่วงนี้ คึกคักเป็นพิเศษ 

          ส่วนท่าน้ำทะเลสาบพุชการ์ เป็นสถานที่สำคัญไม่แพ้ริมแม่น้ำคงคาของอินเดีย ชาวฮินดูส่วนใหญ่นิยมเดินทางไปชำระกายใจ ที่ริมทะเลสาบแห่งนี้ ไม่เคยว่างเว้นทุกวัน 

          มีเรื่องเล่าถึงความเชื่อว่า ทะเลสาบแห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ทะเลสาบพุชการ์(Pushkar Lake) เป็นจุดที่พระพรหมทำดอกบัวหล่นลงมาบนพื้นโลก บริเวณแห่งนี้จึงมีชาวฮินดูมาอาบน้ำทุกวันในทุกจุดของทะเลสาบ เพื่อชำระล้างบาปตามความเชื่อของศาสนา 

          ที่นี่ค่าครองชีพไม่สูง นักท่องเที่ยวสามารถเดินจับจ่ายใช้สอยได้อย่างสบายตัว ใช้เงินสกุลรูปี อาหารเป็นแบบพื้นเมืองชาวพุชการ์ คนส่วนใหญ่ทานมังสวิรัติ อาหารขายตามท้องถิ่นจึงเน้นพวกธัญพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ส่วนพวกเนื้อสัตว์หาทานยากหน่อย แต่หากได้ไปเที่ยวแล้วจะไม่ลืมที่ต้องไปอีกครั้ง นอกจากได้อารมณ์ท่องเที่ยวแบบขี่อูฐชมเมืองสวยๆ อาหารและแหล่งช็อปปิ้ง ราคาไม่แพง ถูกจนคุณลืมการต่อราคาไปเลย 

          ชวนกลุ่มเพื่อนไปเที่ยวสักครั้งในชีวิต …. ขี่อูฐที่พุชการ์ 

………………………………………………..

Cr .Picture & Information 

https://www.holidify.com/blog/pushkar-camel-fair-india/ 

http://www.pushkarmela.org 

http://www.remotetraveler.com/camels-pushkar-camel-fair 

กาญจนา หงษ์ทอง , 100 เมืองสวยในเอเชีย 


 ขี่  อูฐ  พุชการ์  อินเดีย  Pushkar  ท่องเที่ยว  บทความ  มังสวิรัติ  ทะเลสาบ 
 แพง  รถตุ๊กตุ๊ก  ดอกบัว  ่ความเชื่อ  รูปี  เครื่องบิน ฮินดู

เรื่องเล่า “สติปัญญา กับความเด็ดขาด”

บังทอง.jpg

        การกระทำใดๆก็ตามที่ใช้ “สติปัญญา” หลายคราว ใน 3 ก๊ก ต้องอาศัยคนหมู่มากในการรบเพื่อชัยชนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องตัดสินใจกระทำการให้บรรลุเป้าหมาย ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่าง“ เด็ดขาด” ผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควรลงมือ คิด ทำ ตัดสินใจในทันที แบบเด็ดเดี่ยว 

          เล่าเรื่องของสติปัญญาและความเด็ดขาด น่าสนใจนำมาใช้ในการบริหารงาน ซึ่งมีที่มาต่างกันใน 3 ก๊ก สามารถนำมาใช้ในการทำงานปัจจุบันได้ดีเยี่ยม 

กล่าวถึง…. 

          ..เมื่อครั้งที่เล่าปี่ตัดสินใจจะยึดเอาเสฉวน หวดเจ้งซึ่งเป็นขุนนางเสฉวนบอกแก่เล่าปี่ว่า 

          “ เมืองเสฉวน มีภูมิฐานมั่นคงบริบูรณ์ทุกสิ่ง แต่หากผู้ใดหามีสติปัญญา ถึงจะตั้งตัวเป็นใหญ่ แต่ก็อาจเป็นของผู้อื่น บัดนี้เล่าเจี้ยงมีหนังสือมาถึงท่านก็เหมือนเอาเมืองมายกให้ท่าน ขออย่าได้ทิ้งเมืองเสฉวนเลย ” 

          แต่เล่าปี่ไม่ตอบรับทันที ขอบอกขอบใจ ขอกลับมาปรึกษาหารือก่อน 

ขณะเล่าปี่นั่งครุ่นคิดอยู่ … 

          บังทอง (หรือซือหยวน เกิดเมืองซียงหยาง มลฑลเกงจิ๋ว สมัยเด็ก ไม่ค่อยฉลาด แต่เมื่อโตขึ้นสนใจศึกษาวิชา หาความรู้กับจูกัดเหลียง ขงเบ้ง และบังทองยังเป็นจอมวางแผนที่หลักแหลม แม้เป็นผู้มีหน้าตาขี้เหร่แต่มีสติปัญญาล้ำเลิศ ) 

กล่าวว่า … 

          “ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญานั้น จะคิดทำสิ่งใดย่อมว่ากล่าวแตกฉานให้ปรากฎ ตัวท่านก็มากด้วยสติปัญญาจะมานั่งวิตกถอยหลังอยู่ฉะนี้หาควรไม่ ” 

บังทองนั้น จึงได้ช่วยวิเคราะห์ให้เล่าปี่ฟังอย่างละเอียดว่า 

           “ เมืองเกงจิ๋วนั้น ข้างตะวันออกซุนกวนเป็นอริ ฝ่ายทิศเหนือโจโฉเป็นศัตรู ทุกวันนี้เหมือนอยู่กลางไฟศัตรูอยู่รายรอบ เมืองเสฉวนผู้คนมาก บริบูรณ์ เห็นจะเป็นที่ตั้งตัวให้เป็นสุขได้ ” 

          แต่เล่าปี่อ้างถึงความสัตย์ ที่ไม่กล้าฉวยโอกาสแย่งเมืองเล่าเจี้ยง 

          แต่บังทองวิเคราะห์ว่า 

             “ ขณะนี้แผ่นดินบ้านเมืองยังไม่สงบสุข เกิดจลาจลต่างๆ หากเล่าปี่จะถือเอาความสัตย์มั่นมิได้ ภัยมาถึงตัวได้ ดังนั้นต้องรักษาตัวก่อน เมื่อบ้านเมืองสงบให้สนองคุณภายหลัง หากเล่าปี่มิคิดเอาเมืองเสฉวนในขณะนี้ นานไปเบื้องหน้าก็จะเป็นของผู้อื่น จะคิดทำการภายหลังเห็นจะไม่สำเร็จ จะป่วยการสติปัญญาผู้ช่วยอุปถัมภ์เสียเปล่า” 

           ข้อเสนอของบังทองถูกอกถูกใจเล่าปี่มาก บังทองถือเป็นจอมปราชญ์คนหนึ่ง ถึงแม้ในเรื่อง 3 ก๊กจะปรากฎตัวไม่กี่ตอน แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ จะเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ แม้สิทธิ์ในการตัดสินใจจะชี้ขาดอยู่ที่ผู้นำนักปราชญ์เช่นเล่าปี่ บังทองเป็นเพียงผู้ออกความคิดเห็น แต่มีส่วนสำคัญกระตุ้นความรู้สึก กระตุ้นการกระทำ ของเล่าปี่ให้ตัดสินใจทันที ด้วยสติปัญญาในการคิดแบบบังทอง

           ย้อนกลับมาในการบริหารงานปัจจุบัน การมีสติปัญญาหลักแหลม อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพร้อมด้วยทีมงานที่มีสติปัญญาช่วยกระตุ้นในการตัดสินใจ ที่รวดเร็วขึ้น ในการชี้การตัดสินใจเด็ดขาด ลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ทันต่อเหตุการณ์ 

            การเลือกผู้มาทำงานดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กร นั้น นอกจากผู้บริหารเลือกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ต้องเลือกผู้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แตกฉานมาร่วมงานสำคัญ เช่น ฝ่ายงานหลักๆของธุรกิจ การตลาด ทรัพยากรบุคคล ภาพลักษณ์องค์กร กำหนดกลยุทธ์ 

หากได้หัวเรี่ยว หัวแรงที่ดี ผู้บริหารไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเกิน มีทีมงานที่ดีช่วยเหลือสนับสนุน งานบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว 

          ดังนั้น แนวทางการเลือกคนเข้ามาทำงานนั้น ต้องเลือกผู้มีทั้งสติปัญญา เข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจ โดยมีเกณฑ์พิจารณาการเลือก 3 ด้าน คือ 

          1) ผลปฏิบัติงานและคุณลักษณะความสามารถอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีการประเมินผลแบบ รูปธรรม 

          2) มีทักษะการคิด วิเคราะห์ การบริหารดีเยี่ยม ประเมินจาก แบบประเมิน Competency และแบบประเมินการบริหาร 

          3) เป็นที่ยอมรับจากผู้ร่วมงาน มากกว่า 80 % ควรประเมินจากใบประเมิน 180 องศาร่วมด้วย 

          ในข้อหลังนี้ สำคัญมาก เพราะหากผู้นำที่ท่านเลือกไปนั้น เก่งแต่งานแต่ไม่เก่งบริหารคน ไม่เป็นที่ยอมรับ เดินไปทางไหนมีแต่คนเลี่ยงหนี ไม่อยากทักทาย ก่อให้เกิดการขาดความร่วมมือ ร่วมใจทำงาน งานเกิดภาวะคอขวด 

         โดยเฉพาะ ผู้นำที่ต้องทำงานประสานงานร่วมกับทุกสายงาน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการตลาด ต้องมีแนวทางการเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ที่ค่อนข้างละเอียด ใช่ว่าถูกใจแล้ว “ ลองผิด ลองถูก” ให้ทำไปก่อน ควรมีการประเมินผลงานภายใน 6 เดือน 

          เพราะหากเลือกผู้นำผิด การขับเคลื่อนงานไปได้ช้ามาก ปัญหางานไม่เดิน คนไม่เก่ง ไม่เกิดการพัฒนาทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคลากร วลีเด็ดที่มักได้ยินบ่อยๆจากคนทำงานพร่ำบ่นเบื้องหลังว่า เข้าสู่ยุค “ถอยหลังเข้าคลอง” 

…………………………………………….

Cr . Picture 


https://th.wikipedia.org

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  หัวหน้างาน  สติปัญญา  ผู้นำ  ตัดสินใจ  3ก๊ก  เล่าปี่ 
 บังทอง  ประเมิน  ถอยหลังเข้าคลอง  เลือก  180องศา วิเคราะห์  บุคคล  บริการ  บุคลากร   

หลักสูตรอบรมทีมงาน(Team Training Skills)

pic (Small) (Mobile).png

        ในการฝึกอบรม( In – house Training ) นอกจากหลักสูตรพัฒนาบริการ พัฒนาหัวหน้างานและอื่นๆอีกมากมายที่จัดอบรมขึ้น ผู้จัดอบรม ควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรด้านพัฒนาทีมงาน (Team Training Skills) 

          ผู้จัดหลักสูตรอบรม ควรพิจารณาหลักสูตรตามความเหมาะสมตรงตามนโยบายงาน ความเร่งด่วนงาน ความจำเป็นในการเพิ่มทักษะ โดยสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์หลังเข้าอบรม(Training evaluate) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้จัดควรเลือกขนาดกลุ่มผู้เข้าอบรม ให้เหมาะสมกับการทำกลุ่มกิจกรรมอบรม 

          บางครั้งจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณต้องพิจารณาหลายๆด้าน อาทิเช่น จัดไปแล้วผลลัพธ์ตอบกลับคุ้มค่าหรือไม่ ? เพิ่มความสามัคคี ? นำมาประเมินตามROI ยิ่งได้ผลดี 

การจัดอบรมแบบทีมนั้น ควรเน้น เรื่องการทำกลุ่มมากกว่าบรรยายอย่างเดียว การเข้ากิจกรรมกลุ่มในสัดส่วนการอบรม ทฤษฎี <ปฏิบัติ 

          จัดกลุ่มอบรมแบบกลุ่มใหญ่ ครั้งละหลายๆร้อยคน มักได้ความสนุกสนาน ประเมินผลค่อนข้างยาก การอบรมควรอยู่ในรูปแบบบรรยาย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ 

          หากเน้นWorkshopควรทำในแบบกลุ่มย่อยมากกว่า จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับทักษะตรง มีคุณค่า แต่ข้อเสียก็คือสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องจัดอบรมหลายรุ่น หากเทียบผลตอบแทนหลังอบรมกับประโยชน์แบบยั่งยืน หากการจัดไปแล้วเกิดประสิทธิภาพก่อประสิทธิผล เห็นควรลงทุนงบประมาณส่วนนี้ 

          ผู้เขียนขอตัวอย่าง หลักสูตรการอบรมทีม ดังภาพ 

TTC.jpg

………………………………………………………………………
คำถามชวนคิด 

การอบรมหลักสูตรทักษะการทำงานและหลักสูตรด้านปรับพฤติกรรมมาทำการอบรมนั้น 
ควรใช้สัดส่วนอบรมทฤษฎี : ปฏิบัติ เท่าใดเหมาะสม ? 

……………………………………………………………………
…………………………………………………………………… 


  บทความ  อบรม  หลักสูตร  ทีม  หัวหน้างาน  ทักษะ  บริการ  teamwork  team building 


 OD  Positive thinking  Negotiation Complaint Handling  ROI  Decision making  Problem solving 


 motivation   

แนวทางลดปัญหา Turnover

Businessman and a problem

        นี่คือแบบอย่าง การทำงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักสรรหา (Recruiter) นั่นคือ ในการลาออกแต่ละเดือนนั้น นักสรรหาบุคลากร ควรนำจำนวนผู้ลาออกหารจำนวนพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมด และพิจารณาหาสาเหตุทุกเดือน ไม่ปล่อยละเลยเป็นเรื่องปรกติ 

          นอกจากนั้น ควรพิจารณาหาเหตุผลเพิ่มเติม เช่น ตำแหน่งที่ลาออก ผู้ทำงานอยู่ในกลุ่มดาวเด่น ผลงานดี ตำแหน่งงานเฉพาะทาง กลุ่มนี้ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญขององค์กร ควรมีการกำหนดเกณฑ์เป้าหมาย ที่เกินจำนวนรับได้ ของจำนวนผู้ลาออกในกลุ่มนี้ หากเกินจำนวนนักสรรหาควรวางแผนพิจารณาร่วมกับผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหาร ในการหาทิศทางรองรับ แก้ปัญหาที่เหมาะสม 

          การลาออก ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ทำงานในการตัดสินใจส่วนหนึ่ง แต่เมื่อคัดเลือกสรรหาบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน หัวหน้างานในหน่วยงาน ต้องมีกระบวนการส่งเสริม ดูแล ควบคุม ติดตาม อย่างมีระบบ ทำอย่างไร ให้พนักงานสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายและใช้ชีวิตในที่ทำงานอย่างสะดวกใจ 

ตัวอย่าง แนวทางการลด Turnover พนักงาน 

turnover reduce.jpg

          แนวทางลดการลาออก แต่ละองค์กรต้องมีแผนป้องกัน แก้ไข ส่งเสริมที่อย่างจริงจัง ไม่มองการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของนักสรรหาบุคลากร เพราะความรับผิดชอบหลักในการดูแลบุคลากรเมื่อเข้าสู่สายงาน เป็นหน้าที่สำคัญของ Line Manager ในการจูงใจ รักษาพนักงานที่มีความสามารถ(Retain Talent) ให้ทำงานอยู่คู่องค์กร มีความรักศรัทธาในเพื่อนร่วมงานและฝ่ายบริหาร 
……………………………………………………………..
Cr.Picture 


http://www.governing.com/columns/smart-mgmt

turn over  line manager  retain talent  buddy  engagement  training  reward 


 recruiter  succcession plan  career path  planning  ลาออก อบรม  บทความ 


 หลักสูตร  สรรหา   

จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP)

idp_pic

     หลังจากผ่านกระบวนการ สรรหาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ทั้งทางผลปฏิบัติงานและสมรรถนะความสามารถ เมื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) อาจกำหนดแนวทางพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ความจำเป็น ระยะเวลาและงบประมาณขององค์กร 

          รูปแบบที่จัดทำทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  ex idp.jpg

          การเลือกจัดทำแผนพัฒนา เป็นระยะ 

          – จัดทำแผนพัฒนาระยะสั้น (Short Course) : อบรม(Training) , มอบหมายให้ศึกษางานดังกล่าวแล้วมาสรุป (Reading-Briefing) , ศึกษาดูงานในองค์กรตัวอย่าง (Best Practice) , เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) 

          – จัดทำแผนระยะกลาง (Middle Course) : ระบบจับคู่เพื่อคอยดูแลงานอย่างใกล้ชิด(Buddy) , พี่เลี้ยงคอยดูแลควบคุม (Monitoring) , ผู้เชี่ยวชาญสอนงานใกล้ชิด(Expert Briefing) , มอบหมายให้สังเกตรายงานเป็นระยะ (Observation) 

          – จัดทำแผนระยะยาว (Long Course) : มอบหมายโครงการให้จัดทำ (Project Assignment) , ส่งศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น (Continuing Education) 

          ตัวอย่างแผนพัฒนารายบุคคล(จากภาพ) ต้องลำดับการพัฒนาที่เร่งด่วนและสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ อาจแบ่งระยะเวลา พัฒนาแต่ละ GAP ที่พบแตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่า แต่ละรูปแบบต้องพัฒนาระยะสั้นหรือพัฒนาระยะยาว มีการผสมผสานรูปการพัฒนาในหนึ่งตำแหน่งต่างกัน แต่เมื่อจบการพัฒนาแต่ละจุด ต้องมีการประเมินผลลัพธ์ที่ได้ และทำการ Feedback ให้พนักงานท่านนั้นรับทราบ เพื่อนำมาปรับปรุง ส่งเสริมศักยภาพ (High Potential) ต่อไป 

          แต่ละองค์กรต้องมีการวางแผนพัฒนาที่เป็นรูปแบบมาตรฐานตนเอง ไว้ก่อน หลังมีการประเมินผลปฏิบัติงาน(KPI) ประเมินสมรรถนะความสามารถ(Competency)ในงานปลายปีแล้ว ผู้จัดทำที่รับผิดชอบดูแลแผนพัฒนา ควรมีการประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวม นำเสนอ วางรูปแบบ เสนองบประมาณ ที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 

……………………………………………………………

คำถามชวนคิด 

แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) นั้น ควรใช้พัฒนาบุคคลกลุ่มใดในองค์กร ? 

1) กลุ่มหัวหน้างาน , ผู้จัดการ 

2) กลุ่มพนักงานทำงานเกรด A ,B 

3) กลุ่มพนักงานที่หัวหน้าแผนกคัดเลือกขึ้น 

4) พนักงานที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน 

5) กลุ่มพนักงานดาวเด่น 

คำตอบ คือ …………………………………………………………………………

………………………………………………………

Cr.picture 

http://www.aussiecon4.org.au/read-books 

 IDP  GAP  จัดทำ  แผนพัฒนา  รายบุคคล  feedback  training  high  potential 

 บทความ  อบรม  บุคคล  HR  HRD  KPI competency  ตัวอย่าง