นักฟังที่ดี ไม่พลาดทุกงาน

นักฟัง.jpg

“ ไม่ควรพูดทุกคำที่คิด แต่ควรคิดทุกคำที่พูด ” เพราะการพูดเรื่อยเปื่อย พูดตลอดเวลา ไม่ละโอกาสให้ใครนำเสนอบ้าง อาจไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง ซ้ำยังทำให้ไม่รู้ความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะได้ข้อมูลกลับได้เปิดเผยข้อมูลตนเองเสียอีก

ควรใช้สติไตร่ตรองพิจารณา ให้รอบคอบ “ คำบางคำอาจใช้ได้กับคนบางคน แต่คนบางคนอาจใช้ได้กับคำบางคำ ” นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในสังคมต้องพึงระลึก ทุกขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือคู่แข่งทางการค้า หากคุณมีทักษะการพูดและการฟังที่ดี ย่อมส่งผลให้คุณมีชัยชนะทุกงานไปกว่าครึ่งทาง แน่นอน!!!

“ การฟัง ” ถือเป็นคลังอาวุธทางปัญญา ที่สำคัญไม่น้อยกว่าการพูด ติดตัวมนุษย์มาแต่เกิด ไม่ต้องไม่แสวงหามาจากไหน ทุกคนฟังมาแต่เกิดก่อนการพูดเสียอีก แต่จะอีกสักกี่คนที่ “ ฟังเป็น” เลือกจะรับไว้ เลือกจะปล่อยผ่าน การฟังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายคน ประสบความสำเร็จทางการเจรจาต่อรอง การประกอบธุรกิจ จากการใช้ทักษะการฟังที่ดีนี่แหละ

ขอยกตัวอย่าง นักขายในธุรกิจเครือข่ายด้านสุขภาพท่านหนึ่ง เป็นคนพูดเก่งมาก บุคลิกภาพดี มีทักษะการพูดที่ดี มีน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง แต่มักพูดแต่เรื่องของตนเอง เรื่องสินค้าตนเอง ไม่สนใจประเด็นอื่นๆของสินค้าที่เกิดขึ้น เพราะเขามีความมั่นใจในตนเองสูงมาก

…. อีกไม่นาน สินค้า ย่อมมีคู่แข่งเข้ามาเป็นข้อเปรียบเทียบ ? 
         …. ใครอยากนั่งฟังคนพูดมากๆ ฝ่ายเดียวล่ะ ? 
         …. ความมั่นใจสูงมากทุกสถานการณ์ ทำให้ผู้อื่นมองในทางลบได้ ? 
         …. บุคลิกภาพดี แต่งตัวดี พูดดี แต่ไม่รับฟังใคร ก็อาจตกม้าตายตอนจบได้ ? 
         ….บางครั้ง สินค้าถูกแบน ผู้ขายถูกแบน ตลอดไป ? 
         ….. เพื่อนเลิกคบเพราะพูดมาก พูดเยอะ พูดพร่ำเพรื่อ ? 

ดังนั้น การฟังให้มาก ถือเป็นหัวใจของผู้พูด หัวหน้างานที่ดี นักพูดที่ดี
เทคนิคการฟังที่ดี ประกอบด้วย

1. ผู้ฟังต้องมีสมาธิ ฝึกนิ่ง รับฟังในเรื่องที่อยู่ในประเด็นที่เกิดขึ้น 
หากใครมีปัญหาการฟัง ไม่สามารถอดทนต่อการฟังนานๆ ผู้เขียนแนะนำ ให้ฝึกนั่งสมาธิก่อนนอนวันละ 30 นาทีและตื่นมาทำสมาธิช่วงเช้าก่อนไปทำงานวัน 10 นาที อันนี้ช่วยได้มาก ฝึกในช่วงแรกๆ อาจมีกระสับกระส่าย แต่เมื่อนานไปสักระยะ 1-2 เดือน จะมีความสงบนิ่ง รับรู้ประเด็นต่างๆอย่างแยบยลขึ้น เรียกว่า มีกึ๋น รู้เท่าทันผู้อื่น

2. มองสายตาแบบ 2 4 8 10 การรับฟังอย่างตั้งใจ 
การมอง ถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งแสดงถึงการยอมรับ การเคารพ การให้เกียรติผู้พูดในขณะนั้น ไม่ใช่มองจ้องผู้พูดเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มองต่ำ ไม่มองสูง เอียงหน้าไปมาเลื่อนลอย แต่ให้ผู้ฟังฝึกมองผู้พูดตามเข็มนาฬิกา เลข 2 4 8 10 วางสายตาเป็นมิตร จ้องมองในข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า ละสายตาบางขณะ ไม่เท้าคางซึ่งเป็นอวัจภาษาที่แสดงถึงอาการเบื่อหน่าย อยากจบเรื่องราว ไม่กอดอกแสดงถึงการปิดรับข้อมูล ไม่เกาศีรษะเมื่อไม่เข้าใจ เบ้ปากบนเมื่อไม่พอใจ เก็บอารมณ์ไว้ภายในใจ เปลี่ยนท่าทางยกมือถามหรือส่งคำถามทางกระดาษสอบถามแทน

3. ฝึกการโต้ตอบ พยักหน้า 2 จังหวะ 
การเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ใช่นิ่งเฉย แต่เป็นการตอบสนองเชิงสัญลักษณ์ผ่านสายตาที่จ้องมอง น้ำเสียงตอบรับตามประโยคที่ที่รับการถามตอบ การพยักหน้าตอบรับควรเป็น 2 จังหวะ เมื่อเห็นด้วยหรือเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดกล่าวถึง
ทำไมต้อง 2 จังหวะน่ะหรือ ? เพราะการขานรับแสดงความเห็นด้วยคล้อยตามที่ดูจริงใจ เชื่อมั่นในคำพูดของผู้ที่อยู่ตรงหน้า ถือเป็นการให้เกียรติที่สุภาพ แสดงความเข้าใจ ไม่ควรพยักหน้ามากเกิน ไป บางคนพยักหน้าเข้าใจเรื่องนั้นๆ เป็น 10 ครั้ง อย่างนั้นทำให้ผู้ฟังเสียบุคลิกภาพ

4. หยุดพูดแทรกหรือสอบถามระหว่างดำเนินเรื่อง 
มารยาทที่ดีของการฟัง คือ ในขณะผู้พูดกำลังกล่าวถึง เล่าเรื่องใดๆก็ตาม ผู้ฟังที่ดีต้องตั้งใจฟัง หากสงสัยปัญหาไม่ยกมือถามทันที ถือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้พูด ให้เขียนรายละเอียดที่จะถามลงกระดาษบันทึกของตนเอง เพื่อรอสอบถามในช่วงท้ายเรื่องนั้น หรือพักเบรค เว้นเสียแต่ผู้พูดแจ้งไว้ ในช่วงต้นว่าสามารถสอบถามได้ตลอดเวลาที่สงสัย
ซึ่งการสอบถามในเรื่องที่สงสัย กลางห้องประชุมนั้น ผู้ถามไม่ควรยกมือถามเกินคนละ 1-2 คำถาม หากคนๆเดียวสงสัย จิปาถะ ถามเรื่องโน้น เรื่องนี้หลายๆครั้งมากกว่า 2 ครั้ง เสียเวลาผู้อื่น สร้างความรำคาญให้เพื่อนที่ร่วมประชุม ผู้เขียนแนะนำให้เก็บคำถามไว้สอบถามทางกระดาษท้ายรายการ เมลสอบถามตรง หรือขอรับคำปรึกษาตรง

5. คำถามชนะใจผู้ฟัง 
เคยเป็นไหม? เมื่อฟังเรื่องหนึ่งเรื่องใด ฟังการประชุม ฟังการสัมมนา ฟังการปราศรัย เมื่อจบรายการอยากสอบถามบางอย่าง แต่ไม่รู้จะขึ้นต้นคำถามอย่างไร หรือถามแบบใดให้เป็นคำถามที่กินใจผู้ฟังสุดๆ เทคนิคการตั้งคำถามง่ายๆ คือ ประโยคคำถามมีคำขึ้นต้น คำบรรยายและบทสรุปท้ายคำถาม ให้ใช้คำถามแนว ทำไม ? ทำอะไร? ที่ไหน ? อย่างไร?
เช่น คุณได้เข้ารับฟังเรื่องกลยุทธ์การนำ LEAN มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ แต่คุณทำงานด้านการตลาดของบริษัทผลิตกระเป๋าหนังสตรี จึงสงสัยว่า แล้วจะนำเจ้า LEAN นี่ไปใช้ในงานการผลิตกระเป๋าอย่างไร?
คำถามที่ไม่ควรใช้ : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า เราพัฒนาระบบงานตามมาตรฐาน ISO มาตลอด 10 กว่าปีนี้ คิดว่าระบบLEAN มีประโยชน์มากๆนะคะ แต่จะมาเชื่อมโยงกับงานการผลิตกระเป๋าได้อย่างไรคะ เพราะบริษัทเรามีสาขาทั้งในและต่างประเทศ พนักงานกว่า 1000 คน พบปัญหาความยุ่งยากมาก พนักงานทำงานไม่เป็นระบบทั้งที่มีระบบงานที่ดีอยู่แล้ว ? จริงๆเราก็อยากลองทำLEAN ค่ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ระบบใดก่อน (ลักษณะคำถามเชิงบ่นพรรณา ไม่ได้ความ)

คำถามที่ดี : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า บริษัทดำเนินธุรกิจมา 10 ปี ค่ะ (คำขึ้นต้น)
บริษัทไม่เคยทำระบบLEAN มาก่อน แต่มีการจัดทำ SOP ,ISO มีระบบประเมินผลงานPMS มีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนงาน งานช้า สินค้าส่งไม่ทันนานๆครั้งในประเทศยุโรป (คำบรรยาย )
ดิฉันเรียนสอบถามท่านวิทยากร ให้ช่วยเสนอแนะ แนวทางการทำ LEAN ของบริษัท ควรเริ่มทำแผนกใดหรือส่วนงานใดก่อนดีคะ (บทสรุปช่วงท้ายคำถาม)

6. ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi” อมยิ้ม 
คงไม่มีใครอยากพูดให้คนหน้าบูดบึ้งฟัง เพราะพูดไปแล้วเสียอารมณ์เปล่าๆ ไม่มีความสุขทั้งผู้พูดผู้ฟัง ดังนั้น ผู้ฟังที่ดี ต้องช่วยส่งเสริม สนับสนุนผู้พูด ปรบมือชื่นชม อมยิ้มขณะฟังเรื่องที่แปลกใหม่ เรื่องที่ชื่นชอบ เสียงปรบมือแทนคำขอบคุณ ให้เกียรติผู้พูดเมื่อจบการสนทนาในเรื่องนั้นๆ
วิธีการฝึกอมยิ้มให้สวย ต่างจากการฝึกยิ้มให้สวย หลายท่านอาจได้รับทราบว่า หากฝึกยิ้มให้สวยต้องพูดคำว่า “ 14 ” สิบสี่ แต่นั่นคือการฝึกยิ้มสำหรับนางงามนางสาวไทย แต่การฝึกอมยิ้มให้สวยแบบนักฟังที่ดี ต้องฝึกตั้งแต่การส่งสายตายิ้ม ยิ้มแย้มพอดีในขณะฟัง ไม่มากไปและไม่บึ้งตึง ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi”

7. คิดคำถามเชิงบวกและเชิงลบ 
เมื่อจบการฟัง ต้องมีคำถามเกิดขึ้นในใจกับตนเองว่า “ เราจะนำเรื่องราวที่ได้รับไปใช้กับตนเองอย่างไร ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ” หลายครั้ง ที่เรามักจดรายละเอียดจากการฟังอย่างตั้งใจ เมื่อจบการรับฟังเรื่องใดๆก็ตาม คุณวางเอกสารที่จดนั้นลงบนโต๊ะเดิม ทำงานตามหน้าที่ประจำวันต่อไป ไม่ได้นำเรื่องที่ฟังไปใช้ประโยชน์จริง อย่างนั้นเรียกว่า “ ฟังไปก็เสียเวลาเปล่า          ” ให้ปรับตัวเองเป็นนักฟังที่ดีใหม่ มีเป้าหมายในการฟังทุกครั้ง
เมื่อจบการรับฟังทุกเรื่อง ทุกครั้ง ต้องตั้งเป้าหมายกับตนเองเสมอว่า “ นำไปปรับใช้ ต่อยอดอย่างไร ระยะเวลาที่จัดทำ ” เท่านี้ คุณก็ได้ถือว่า เป็นนักฟังที่เลอค่า
ทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนักฟังที่ดี ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แต่ละสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าจะรับฟังเรื่องใด ทุกเรื่องให้แง่คิดในการดำรงชีวิต ขึ้นอยู่กับผู้ฟังจะเลือกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ตำแหน่งหน้าที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต
สำหรับ หัวหน้างานที่ดีนั้น ต้องฟังข้อมูลลูกน้องให้มากกว่าพูด เรียบเรียงจัดลำดับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากการฟังทำให้ผู้ฟังมีความได้เปรียบในการสังเกต ท่าที ท่าทางฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังมีระยะเวลาจัดลำดับ แยกแยะ วิเคราะห์เรื่องราวที่ได้ฟังอย่างรอบคอบอีกด้วย
หากคิดจะทำการสิ่งใด ฟังให้เยอะพูดให้พอดี ย่อมมีชัยชนะแก่ฝ่ายตรงข้ามแน่นอน ….

Advertisements

ป้องกันปัญหาจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล

KPI.jpg

“ ถ้ามีความเข้าใจ KPIs ทุ่มเทในการวางแผน ดำเนินการจัดทำอย่างจริงจังทุกภาคส่วน สัมฤทธิ์ผลได้ไม่ยาก ไม่มีข้อกังขา ไม่มีข้อโต้แย้งให้คนจัดทำต้องท้อถอย ”
หากมองภาพรวมประโยชน์ในการจัดทำ KPIs(Key Performance Indicator) นั้น มีประโยชน์ทั้งองค์กร หากดำเนินกิจกรรม(Activity)ในการทำงานบรรลุผลสำเร็จ นั่นหมายถึงตัวชี้วัดผลงาน(KPIs)บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย(Goals) ส่งผลดีต่อความสำเร็จในพันธกิจ(Mission)ที่ตั้งไว้ เป็นไปตาม วิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร ส่งผลดีต่อการวางกลยุทธ์ในปัจจุบันและอนาคตองค์กร

ประโยชน์โดยรวมที่ควรจัดทำ KPIs ในทุกองค์กร คือ 

1. เป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมหลักในงาน ตามหน้าที่ในงานจริง
2. เป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน ผลิตภาพงาน (Productivity) ของพนักงานทุกระดับ
3. เป็นแนวทางกำหนดขอบเขตการปฏิบัติงาน วิธีการดำเนินงาน ตามมาตรฐานงาน
4. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ในการพัฒนาไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น
5. เป็นเครื่องมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทุกภาคธุรกิจ
6. เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ (Motivation)พนักงานในการทำงาน ทุ่มเทให้ได้ผลงานสูงสุดตามเป้าหมาย
7. เป็นเครื่องมือในการจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (High Potential People) เข้ามาทำงานในองค์กร

ในการจัดทำ KPIs นั้น ต้องวางแผน ดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน มีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน ในช่วงแรกของการจัดทำ ผู้จัดทำที่ดีต้องวางกรอบการจัดทำให้ชัดเจน มีการอบรมเพื่อทำความเข้าใจทุกภาคส่วน โดยเริ่มตั้งแต่อบรมในระดับบริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ต่อมาจึงอบรมทำความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ พนักงาน ให้มีความเข้าใจในการจัดทำขององค์กรร่วมกัน
หากอาศัยกระบอกเสียงจากหัวหน้างานส่งต่อข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของฝ่ายบริหาร อีกทั้ง ข้อมูลมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง เกิดกำแพงกั้นความคิด พนักงานรู้สึกเพิ่มภาระงาน ยุ่งยาก ซับซ้อน เกิดความท้อถอยเบื่อหน่าย ตามมา

วิธีป้องกันปัญหาที่ดี นั้น เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบายตามแผนภาพ ด้านล่าง

KPI2.jpg

ผู้รับผิดชอบ วางแผนจัดทำดี หากไม่ชำนาญอาจหาตัวช่วที่เหมาะสม ตามงบประมาณองค์กร คือ ที่ปรึกษา (Consultant) เข้ามาช่วยวางระบบ (System Planning) ติดตาม (Monitoring) ประเมินผล (Evaluation) เป็นระยะ เมื่อถึงระยะการประเมินจริงภาคครึ่งปีถึงปลายปี ควรทำการประชุมถึงผลลัพธ์การประเมิน เพื่อหาทิศทางพัฒนาปรับปรุง ตั้งเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
ทุกๆปี มีการปรับเกณฑ์ ตัวชี้วัดให้เหมาะสม หากตัวชี้วัดใดบรรลุผล อาจปรับแนวทางการตั้งตัวชี้วัดแนวลบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด สูญเสีย เป็นต้น
ลองนำเทคนิค การป้องกันปัญหาการจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล ระยะแรก ไปใช้ดูนะคะ!! เชื่อแน่ว่า ความสำเร็จในแต่ละองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน จะเร็วหรือช้านั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ความชำนาญ การวิเคราะห์ที่เที่ยงตรง รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง จริงใจ
“ การจัดทำ KPIs เปรียบเสมือน การปลูกต้นไม้ให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หาเมล็ดพันธุ์อย่างดีที่ต้องการ มีผู้ดูแล ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ มีแสงสว่างให้ต้นไม้ได้ผลิดอก ออกผลและหมั่นรดน้ำพรวนดิน แน่นอน เมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่อมมีกิ่ง ก้านใบ แข็งแรง ให้ร่มเงาเป็นไม้ยืนต้น ที่ยั่งยืน ”
…………………………………..
Cr.Picture

https://www.assetivity.com.au 

เปลี่ยนความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน (How to changing From Conflict to Creativity)

dolphins.jpg

ผู้จัดการที่ดี “ อย่าคลุกวงใน อย่าไปตะลุมบอนคน” ควรหาวิธีการจัดการความขัดแย้งในทางสร้างสรรค์ (Creativity) ทำอย่างไรให้ปัญหาที่เกิดขึ้น ถูกสะสางไปในทางบวก หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่มีใครแพ้ชนะ แต่ปัญหาพ่ายแพ้ไป แต่ผู้จัดการต้องกล้าเผชิญกับปัญหาทุกด้านแบบเด็ดขาด ตัดสินเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นกลาง มีความชอบธรรม เพราะนี่คือหน้าที่ผู้นำ
การเป็นผู้นำในทีมที่ดีเยี่ยมนั้น “ ต้องแข็งกร้าวกับปัญหาและอ่อนโยนต่อบุคคล ” เมื่อเกิดปัญหาความขัดแย้งในที่ทำงาน ระหว่างทีมงาน หรือปัญหาภายในทีมงาน ผู้นำต้องสามารถเปลี่ยนความขัดแย้งเป็นแรงผลักดัน ผู้นำที่ดีต้อง…

ไม่ปฏิเสธว่าไม่ใช่หน้าที่…
ลำดับความสำคัญของปัญหา….
แยกแยะปัญหาที่เกิดขึ้น มีผลกระทบต่อใคร…
วางตัวเป็นกลาง ทุกครั้ง…
แก้ปัญหาที่ต้นเหตุมากกว่าปลายเหตุ …
ทำแผนภูมิก้างปลาวิเคราะห์หา…
แก้ปัญหาทีละจุด…
ปัญหาได้รับการแก้ไขในทางบวกมากกว่าลบ

แต่หากปัญหามาจากคนสองฝ่าย ท่านจะพบว่าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากยิ่งกว่าการแก้ปัญหาการทำงานเสียอีก แนะนำว่า หากพบปัญหาลูกน้อง ผู้ใต้บังคับบัญชา มีปัญหาสารพัด ไม่ถูกคอ ไม่ถูกใจ ไม่ต้องตา ไม่ต้องใจ ผู้นำควรใช้หลักการกำจัดเรื่องโต้แย้งเชิงสร้างสรรค์ระหว่างบุคคล ด้วยหลักการ 3 ก ดังนี้

1. กติกาของทีม : ผู้นำทีมควรมีการประชุม ทำกติกาข้อตกลงร่วมกัน ในทีม กฎนี้ใช้เพื่อให้ทุกคนในทีม ทราบกติกา มารยาทในการอยู่ร่วมกันแบบสันติ ดังนั้น กฎกติกาที่ตั้งขึ้นควรได้รับการยอมรับของทุกคน ไม่ตึงเกินไป ไม่หย่อนเกินไป เช่น กติกาแห่งการทักทาย สวัสดีเมื่อพบเจอกันทุกเช้า กติกาการขอใช้ห้องประชุม กติกาในการประชุม กติกาการโต้แย้งในการทำงาน กติกาเมื่อเกิดปัญหาระหว่างบุคคล การใช้ห้องอาหาร การตำหนิติเตียนเพื่อนร่วมงาน มารยาทในการแต่งกาย
2. กระบวนการยุติธรรม : นำปัญหาและผู้มีปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในองค์กร ไม่ควรเรียกฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดมาปรับความเข้าใจเพียงฝ่ายเดียว ยิ่งทำให้เกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นอาจถูกมองในแง่ลบไม่เป็นกลาง ควรมีผู้บังคับบัญชาสูงสุดเข้าร่วมเป็นคนกลาง ให้เวลาทั้งสองฝ่ายได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน วิธีการนี้ถือว่าได้ผลดีทั้งสองฝ่าย แต่สำคัญสุดคือ คนกลางต้องวางตัวเหมาะสม ไม่แสดงความคิดเห็น เข้าไปมีส่วนร่วมตัดสิน ให้ทั้งสองฝ่ายตัดสินปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้หลักการ WIN-WIN
3. การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ : หลายปัญหามักเกิดจากแค่คำพูดไม่กี่คำ ท่าทางไม่กี่ท่า สายตาเพียงแวบหนึ่ง แต่สามารถทำเรื่องเล็กให้กลายเป็นเรื่องใหญ่ “ รอยขาดบนเสื้อผ้าเย็บปะได้ แต่บาดแผลจากคำพูดฝังใจเย็บปะยาก” ดังนั้น เมื่อเกิดประเด็นที่เป็นปัญหา การสื่อสารที่ดีมีส่วนช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ง่ายในพริบตา เปลี่ยนความเกลียดเป็นความเข้าใจ เปลี่ยนไม่มีใจเป็นใส่ใจความรู้สึก เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้ง ผู้นำที่ดีต้องใช้หลักการแบบถ้อยที ถ้อยอาศัยกัน กล้าเปิดใจพูดในสิ่งที่คิด ควรหาห้องในการพูดคุยทั้งสองฝ่าย ห้องควรมีบรรยากาศผ่อนคลาย โล่งกว้าง เงียบสงบแต่ไม่ใช่ห้องเย็นเพื่อเชือดใคร ให้เวลา 1 ชั่วโมง เพื่อบุคคลดังกล่าวได้พูดคุยทำความเข้าใจในเรื่องที่เกิดขึ้น สำหรับหลักการในการสื่อสารข้อนี้แนะนำว่า ให้ใช้หลักการพูด ด้วยน้ำเสียงระดับธรรมดาลงมาถึงเสียงต่ำสุดในการพูดคุยกัน ไม่ใช้เสียงสูงหรือใช้อารมณ์เข้ามาเป็นตัวเชื่อมการสนทนา เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เริ่มอยู่ในสภาวะตึงเครียด ผู้ที่เป็นคนกลางควรแสดงตนเป็นผู้เชื่อมสัมพันธ์ที่ดี พูดเชิงแนะความรู้สึกหรือประมวลสรุปสิ่งที่พูดไปแต่ละคน ไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวของตนเอง
แนะนำว่าการใช้หลักการข้อนี้ควรกระทำเมื่ออารมณ์สงบ ผ่านระยะเวลาเหตุการณ์นั้นมาได้ช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือมากกว่า 3 ชั่วโมงแล้ว ซึ่งมีผลว่า หลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อารมณ์แต่ละฝ่ายมีความสงบเย็นลง
ความขัดแย้งหลายเหตุการณ์ในองค์กร มักเป็นเรื่องการเมืองในองค์กร เรื่องระหว่างบุคคล เรื่องความไม่ลงรอยระหว่างหัวหน้างานกับลูกน้อง เรื่องระหว่างพนักงานกับนโยบายผู้บริหาร ทุกสิ่งนั้นเมื่อเกิดความขัดแย้ง แน่นอนล่ะย่อมทำให้การทำงานมีปัญหา เกิดภาวะคอขวดในที่ทำงาน กลืนไม่เข้าคายไม่ออก บางคนตัดสินใจลาออกก็มี
ดังนั้น ผู้ที่มองเห็นปัญหานั่นคือหัวหน้างานผู้จัดการ ไม่ควรละเลยเป็นเรื่องไกลตัว ต้องรอบคอบในการวางแผนการแก้ปัญหาความขัดแย้ง เจรจาต่อรอง (Negotiation) แบบสร้างสรรค์ นี้ถือเป็นภาระหน้าที่สำคัญอีกประการหนึ่งของหัวหน้าที่ดี การสวมหมวกสองใบในฐานะผู้นำจึงต้องใช้หมวกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ในการสร้างงาน สลายรอยร้าว สร้างแรงผลักดันที่ดีให้เกิดแก่ทีม หากทำได้คุณคือหัวหน้าที่มีชัยชนะต่อความขัดแย้ง ไม่ว่าเหตุการณ์ใดมากระทบกระทั่ง คุณสามารถแก้ไขได้อย่างแยบยล
หัวหน้าหรือผู้นำทีมที่ดีจึงต้องกล้าเผชิญกับปัญหา และพร้อมแก้ปัญหาในทุกวันเมื่อก้าวเข้าสู่สังคมการทำงาน อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ตำแหน่งหัวหน้านั้น “ ยิ่งสูง ยิ่งหนาว” ?
มีเรื่องเล่าชวนคิด …..คนหนีเงา
ชายวัยกลางคน คนหนึ่งทุกครั้งที่ออกจากบ้าน เขาพยายามวิ่งและเร่งฝีเท้าเดินหนีตนเอง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนแผดเผา กลางที่แจ้ง เขาทำอย่างนี้ทุกวัน จนเป็นที่ชินตาของผู้พบเห็น
“ ทำไม จึงวิ่งและเดินเร็ว” หญิงชราแปลกใจและเอ่ยถาม
“ ฉันเกลียดเงาตัวเอง เกลียดเท้าอันใหญ่โตของตัวเอง มาก ไปๆๆ ”
ชายคนดังกล่าวพูด สีหน้าอิดโรย เหงื่อไหลพรั่งพรูออกจากรูขุมขน
“ เงามันกลับเป็นเพื่อนที่ดีต่อฉัน มันไปทุกที่ไม่มีบ่นและจะไปพร้อมกับลมหายใจฉันในวันข้างหน้า ” หญิงชราเอ่ยขึ้น ด้วยสีหน้าและท่าทางมีความสุข
จากนั้น ชายคนดังกล่าว ไม่หยุดการหนีเงา กลับวิ่ง วิ่งและวิ่งให้เร็วยิ่งขึ้นเพื่อหนีเงาที่ติดตามตัว หนีรอยเท้าอันใหญ่เบ้อเร่อ เขาเร่งฝีเท้าไม่ยอมหยุด จนหมดแรงและเป็นลมลงกลางท้องถนน กระทั่งถึงแก่ความตายในที่สุด
….สังคมทุกวันนี้ หลายคนไม่ต่างจาก คนหนีเงาตัวเอง พยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่มาบำรุงกาย บำรุงใจให้สุข พยายามหนีปัญหา หนีความทุกข์ที่มากระทบ แต่มักลืมเงาที่มีติดตัว ลืมทุกข์ที่ติดตามมาตลอดเวลา หากเรามองปัญหาเสมือนเงาตามตัว แก้ไขอย่างถูกทาง โดยเดินเข้าที่ร่ม ไม่นาน…ปัญหาที่ว่ายาก ยิ่งใหญ่ กลับกลายเป็นเรื่องที่ง่าย ท้าทายความสามารถตัวเราเสียอีก …..
………………………………………………………………….
Thanks for picture 
www.reference.com 

อบรม  หลักสูตร  ต่อรอง  ปัญหา  แรงผลักดัน  สื่อสาร  หัวหน้า  ผู้จัดการ  ผู้นำ  น้ำเสียง  ระดับคำพูด

ทีมงาน  Win Win  Negotiation conflict  ความขัดแย้ง

บริหารคนแบบซุนวู

Lonely-Man-Rex.jpg

ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน…
นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม
ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์
หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า ..
“การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก
ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง
อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ”
ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้
คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร
ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่
บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ
………………………………………………………………..
Cr. Picture


http://www.independent.co.uk 

บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ  รางวัล  ปัจจัย  เชลย 

 องค์กร  สำรวจ  survey  reward training 

เรื่องเล่า “สติปัญญา กับความเด็ดขาด”

บังทอง.jpg

        การกระทำใดๆก็ตามที่ใช้ “สติปัญญา” หลายคราว ใน 3 ก๊ก ต้องอาศัยคนหมู่มากในการรบเพื่อชัยชนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องตัดสินใจกระทำการให้บรรลุเป้าหมาย ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่าง“ เด็ดขาด” ผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควรลงมือ คิด ทำ ตัดสินใจในทันที แบบเด็ดเดี่ยว 

          เล่าเรื่องของสติปัญญาและความเด็ดขาด น่าสนใจนำมาใช้ในการบริหารงาน ซึ่งมีที่มาต่างกันใน 3 ก๊ก สามารถนำมาใช้ในการทำงานปัจจุบันได้ดีเยี่ยม 

กล่าวถึง…. 

          ..เมื่อครั้งที่เล่าปี่ตัดสินใจจะยึดเอาเสฉวน หวดเจ้งซึ่งเป็นขุนนางเสฉวนบอกแก่เล่าปี่ว่า 

          “ เมืองเสฉวน มีภูมิฐานมั่นคงบริบูรณ์ทุกสิ่ง แต่หากผู้ใดหามีสติปัญญา ถึงจะตั้งตัวเป็นใหญ่ แต่ก็อาจเป็นของผู้อื่น บัดนี้เล่าเจี้ยงมีหนังสือมาถึงท่านก็เหมือนเอาเมืองมายกให้ท่าน ขออย่าได้ทิ้งเมืองเสฉวนเลย ” 

          แต่เล่าปี่ไม่ตอบรับทันที ขอบอกขอบใจ ขอกลับมาปรึกษาหารือก่อน 

ขณะเล่าปี่นั่งครุ่นคิดอยู่ … 

          บังทอง (หรือซือหยวน เกิดเมืองซียงหยาง มลฑลเกงจิ๋ว สมัยเด็ก ไม่ค่อยฉลาด แต่เมื่อโตขึ้นสนใจศึกษาวิชา หาความรู้กับจูกัดเหลียง ขงเบ้ง และบังทองยังเป็นจอมวางแผนที่หลักแหลม แม้เป็นผู้มีหน้าตาขี้เหร่แต่มีสติปัญญาล้ำเลิศ ) 

กล่าวว่า … 

          “ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญานั้น จะคิดทำสิ่งใดย่อมว่ากล่าวแตกฉานให้ปรากฎ ตัวท่านก็มากด้วยสติปัญญาจะมานั่งวิตกถอยหลังอยู่ฉะนี้หาควรไม่ ” 

บังทองนั้น จึงได้ช่วยวิเคราะห์ให้เล่าปี่ฟังอย่างละเอียดว่า 

           “ เมืองเกงจิ๋วนั้น ข้างตะวันออกซุนกวนเป็นอริ ฝ่ายทิศเหนือโจโฉเป็นศัตรู ทุกวันนี้เหมือนอยู่กลางไฟศัตรูอยู่รายรอบ เมืองเสฉวนผู้คนมาก บริบูรณ์ เห็นจะเป็นที่ตั้งตัวให้เป็นสุขได้ ” 

          แต่เล่าปี่อ้างถึงความสัตย์ ที่ไม่กล้าฉวยโอกาสแย่งเมืองเล่าเจี้ยง 

          แต่บังทองวิเคราะห์ว่า 

             “ ขณะนี้แผ่นดินบ้านเมืองยังไม่สงบสุข เกิดจลาจลต่างๆ หากเล่าปี่จะถือเอาความสัตย์มั่นมิได้ ภัยมาถึงตัวได้ ดังนั้นต้องรักษาตัวก่อน เมื่อบ้านเมืองสงบให้สนองคุณภายหลัง หากเล่าปี่มิคิดเอาเมืองเสฉวนในขณะนี้ นานไปเบื้องหน้าก็จะเป็นของผู้อื่น จะคิดทำการภายหลังเห็นจะไม่สำเร็จ จะป่วยการสติปัญญาผู้ช่วยอุปถัมภ์เสียเปล่า” 

           ข้อเสนอของบังทองถูกอกถูกใจเล่าปี่มาก บังทองถือเป็นจอมปราชญ์คนหนึ่ง ถึงแม้ในเรื่อง 3 ก๊กจะปรากฎตัวไม่กี่ตอน แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ จะเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ แม้สิทธิ์ในการตัดสินใจจะชี้ขาดอยู่ที่ผู้นำนักปราชญ์เช่นเล่าปี่ บังทองเป็นเพียงผู้ออกความคิดเห็น แต่มีส่วนสำคัญกระตุ้นความรู้สึก กระตุ้นการกระทำ ของเล่าปี่ให้ตัดสินใจทันที ด้วยสติปัญญาในการคิดแบบบังทอง

           ย้อนกลับมาในการบริหารงานปัจจุบัน การมีสติปัญญาหลักแหลม อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพร้อมด้วยทีมงานที่มีสติปัญญาช่วยกระตุ้นในการตัดสินใจ ที่รวดเร็วขึ้น ในการชี้การตัดสินใจเด็ดขาด ลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ทันต่อเหตุการณ์ 

            การเลือกผู้มาทำงานดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กร นั้น นอกจากผู้บริหารเลือกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ต้องเลือกผู้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แตกฉานมาร่วมงานสำคัญ เช่น ฝ่ายงานหลักๆของธุรกิจ การตลาด ทรัพยากรบุคคล ภาพลักษณ์องค์กร กำหนดกลยุทธ์ 

หากได้หัวเรี่ยว หัวแรงที่ดี ผู้บริหารไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเกิน มีทีมงานที่ดีช่วยเหลือสนับสนุน งานบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว 

          ดังนั้น แนวทางการเลือกคนเข้ามาทำงานนั้น ต้องเลือกผู้มีทั้งสติปัญญา เข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจ โดยมีเกณฑ์พิจารณาการเลือก 3 ด้าน คือ 

          1) ผลปฏิบัติงานและคุณลักษณะความสามารถอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีการประเมินผลแบบ รูปธรรม 

          2) มีทักษะการคิด วิเคราะห์ การบริหารดีเยี่ยม ประเมินจาก แบบประเมิน Competency และแบบประเมินการบริหาร 

          3) เป็นที่ยอมรับจากผู้ร่วมงาน มากกว่า 80 % ควรประเมินจากใบประเมิน 180 องศาร่วมด้วย 

          ในข้อหลังนี้ สำคัญมาก เพราะหากผู้นำที่ท่านเลือกไปนั้น เก่งแต่งานแต่ไม่เก่งบริหารคน ไม่เป็นที่ยอมรับ เดินไปทางไหนมีแต่คนเลี่ยงหนี ไม่อยากทักทาย ก่อให้เกิดการขาดความร่วมมือ ร่วมใจทำงาน งานเกิดภาวะคอขวด 

         โดยเฉพาะ ผู้นำที่ต้องทำงานประสานงานร่วมกับทุกสายงาน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการตลาด ต้องมีแนวทางการเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ที่ค่อนข้างละเอียด ใช่ว่าถูกใจแล้ว “ ลองผิด ลองถูก” ให้ทำไปก่อน ควรมีการประเมินผลงานภายใน 6 เดือน 

          เพราะหากเลือกผู้นำผิด การขับเคลื่อนงานไปได้ช้ามาก ปัญหางานไม่เดิน คนไม่เก่ง ไม่เกิดการพัฒนาทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคลากร วลีเด็ดที่มักได้ยินบ่อยๆจากคนทำงานพร่ำบ่นเบื้องหลังว่า เข้าสู่ยุค “ถอยหลังเข้าคลอง” 

…………………………………………….

Cr . Picture 


https://th.wikipedia.org

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  หัวหน้างาน  สติปัญญา  ผู้นำ  ตัดสินใจ  3ก๊ก  เล่าปี่ 
 บังทอง  ประเมิน  ถอยหลังเข้าคลอง  เลือก  180องศา วิเคราะห์  บุคคล  บริการ  บุคลากร   

หลักสูตรอบรมทีมงาน(Team Training Skills)

pic (Small) (Mobile).png

        ในการฝึกอบรม( In – house Training ) นอกจากหลักสูตรพัฒนาบริการ พัฒนาหัวหน้างานและอื่นๆอีกมากมายที่จัดอบรมขึ้น ผู้จัดอบรม ควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรด้านพัฒนาทีมงาน (Team Training Skills) 

          ผู้จัดหลักสูตรอบรม ควรพิจารณาหลักสูตรตามความเหมาะสมตรงตามนโยบายงาน ความเร่งด่วนงาน ความจำเป็นในการเพิ่มทักษะ โดยสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์หลังเข้าอบรม(Training evaluate) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้จัดควรเลือกขนาดกลุ่มผู้เข้าอบรม ให้เหมาะสมกับการทำกลุ่มกิจกรรมอบรม 

          บางครั้งจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณต้องพิจารณาหลายๆด้าน อาทิเช่น จัดไปแล้วผลลัพธ์ตอบกลับคุ้มค่าหรือไม่ ? เพิ่มความสามัคคี ? นำมาประเมินตามROI ยิ่งได้ผลดี 

การจัดอบรมแบบทีมนั้น ควรเน้น เรื่องการทำกลุ่มมากกว่าบรรยายอย่างเดียว การเข้ากิจกรรมกลุ่มในสัดส่วนการอบรม ทฤษฎี <ปฏิบัติ 

          จัดกลุ่มอบรมแบบกลุ่มใหญ่ ครั้งละหลายๆร้อยคน มักได้ความสนุกสนาน ประเมินผลค่อนข้างยาก การอบรมควรอยู่ในรูปแบบบรรยาย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ 

          หากเน้นWorkshopควรทำในแบบกลุ่มย่อยมากกว่า จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับทักษะตรง มีคุณค่า แต่ข้อเสียก็คือสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องจัดอบรมหลายรุ่น หากเทียบผลตอบแทนหลังอบรมกับประโยชน์แบบยั่งยืน หากการจัดไปแล้วเกิดประสิทธิภาพก่อประสิทธิผล เห็นควรลงทุนงบประมาณส่วนนี้ 

          ผู้เขียนขอตัวอย่าง หลักสูตรการอบรมทีม ดังภาพ 

TTC.jpg

………………………………………………………………………
คำถามชวนคิด 

การอบรมหลักสูตรทักษะการทำงานและหลักสูตรด้านปรับพฤติกรรมมาทำการอบรมนั้น 
ควรใช้สัดส่วนอบรมทฤษฎี : ปฏิบัติ เท่าใดเหมาะสม ? 

……………………………………………………………………
…………………………………………………………………… 


  บทความ  อบรม  หลักสูตร  ทีม  หัวหน้างาน  ทักษะ  บริการ  teamwork  team building 


 OD  Positive thinking  Negotiation Complaint Handling  ROI  Decision making  Problem solving 


 motivation   

เทคนิคปรับบุคลิกภาพตนเอง

mask.jpg

ปัจจุบันผู้บริหารองค์กร ต้องดูดี มีสง่า ราศรีจับ หากแต่งตัวโทรม ผมยุ่ง นุ่งกางเกงยับ รองเท้าฝุ่นจับ คงไม่มีใครชื่นชมปรบมือให้ แถมยังได้ยินเสียงพลายกระซิบตามหลังมาอีกว่า “ ดูไม่ได้เอาเสียเลย นายเรา !! ”

“ ส่วน หัวหน้างาน พนักงาน ทั่วไปไม่จำเป็นต้องบุคลิกดีก็ได้ ” ไม่จริงอย่างมากค่ะ …..
ไม่ว่าดำรงตำแหน่งใดในงาน เราต้องฝึกปรับตนเองให้มีบุคลิกภาพที่ดี น่านับถือ สง่างาม ใครเห็นเป็นสะดุดตา
บุคลิกภาพที่ดีนั้น ปรับแก้ได้ทุกคน สามารถแก้ไขเปลี่ยนจุดด้อยที่มีอยู่ในตนเป็นจุดเด่นขึ้นมาได้ โดยง่าย แต่นั่นต้องอาศัยการฝึกอบรม เพาะบ่มจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลิกภาพ
ในวันนี้ ผู้เขียนขอแนะนำพื้นฐาน การปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ด้วยเทคนิคการปรับ 3 อย่างในตัวเอง ทำได้ง่าย ทำเองได้ที่บ้านไม่ต้องเข้าคอร์สฝึก
คือ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก ปรับเปลี่ยนท่าเดิน และสุดท้ายปรับเปลี่ยนเสียงพูด หากนำไปปรับแก้ไขใช้จริง เพื่อนที่เคยขำๆคุณ ลูกน้องที่เคยมองเมิน หัวหน้าที่คอยดูแคลน ต้องมองเหลียวหลัง และถามคุณว่า “ ไปทำอะไรมา ดูดีขึ้น ?”

พื้นฐานการปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ดังนี้ 

 ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก 
+ เปลี่ยนชุด เสื้อผ้า รองเท้า ให้เหมาะกับงาน มีความเป็นมืออาชีพ หากต้องทำงานในตำแหน่งตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไปถึงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ต้องใส่สูท ผูกเนคไท ผู้ชายท่านใดยังเคยชินกับการใส่เสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังย่นพันปี คุณพลาดอย่างแรงค่ะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือคุณตกไปแล้ว ลองเปลี่ยนดูค่ะ
สำหรับผู้หญิงให้ใส่ชุดเดรสหรือสวมเชิ้ต ใส่สูทพอดีตัวทับ กระโปรงยาวลงมาคลุมเข่าประมาณ 1- 3 นิ้ว กำลังดีค่ะ สีสูทน้ำเงิน เทา ขาว ดำ น้ำตาล คือสีพื้นฐานที่เข้าได้ดีหลายสีผิว คงเอกลักษณ์ความน่ายำเกรง รองเท้าหากไม่เคยชินกับรองเท้าส้นสูง แนะนำให้ใส่รองเท้าส้นต่ำหรือส้นเตารีดแบบต่ำ ไม่แนะนำให้ใส้รองเท้าส้นหนาๆ หรือรองเท้าไม่มีส้นปลายเปิด เพราะดูไม่สมาร์ท
+ ทรงผม ผมที่เคยกระเซอะกระเซิง ทั้งหญิงและชายให้เดินเข้าร้านนักออกแบบทรงผม เลิกตัดผมกับร้านประจำเดิมๆ เพราะเราตัดประจำ ชีวิตเราจึงอยู่แบบเดิมๆอย่างนี้เป็นประจำ เน้นให้ทรงผม ออกแบบมาเข้ากับรูปหน้าดูทันสมัย ยอมจ่ายเงินหนึ่งครั้งเพื่อซื้อคุณคนใหม่ ผู้ชายนักบริหารแนะนำให้ตัดผม เปิดหน้า ผมหน้าสั้นไม่มีไรผมมาเคลียหน้าตาแบบทรงหนุ่มเกาหลี ทรงผมสั้นนี้เหมาะกับนักธุรกิจ ผู้บริหาร หัวหน้างาน
สำหรับผู้หญิงนักบริหาร หัวหน้างาน ไม่เหมาะตัดผมหน้าม้าหนาเตอะยกเว้นแนวแฟชั่น วัยทำงานทั่วไป หากตัดผมหน้าม้าให้สไลด์ผมม้าบางหรือปัดม้าข้าง จะดูดีกว่า หากผมยาวควรมัดรวบขึ้นหรือรวบผมครึ่งหัว หน้ารูปทรงไข่มั่นใจไม่กลมดิ๊ก ตัดสั้นได้แบบสบายหัวเลยค่ะ ผมดัดโรลก็สวยไปอีกแบบ ดูมีความมั่นใจขึ้น แต่ถ้าคิดดัดผมจริงล่ะก็ ต้องศึกษาโครงหน้าตนเอง ให้ดัดแล้วดูสวยสะพรั่งมิใช่เพิ่มตัวเลขอายุ ? ที่สำคัญลักษณะนิสัยส่วนตัว เป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบวุ่นวายกับการทำผมหรือไม่ ? ผมดัดต้องหมั่นเซ็ทผมให้ดูดีทุกวัน มิเช่นนั้นผมพองชี้ฟู ดูไม่เข้าท่า
+ แต่งหน้า ผู้บริหารหญิงหน้าซีดหน้าดำ เห็นรอยเท้ากาเต็มใบหน้า คงไม่มีลูกน้องคนไหน สดใสสดชื่นอยากร่วมงานด้วย ควรเลือกการแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว
 – สีผิวขาวอมเหลือง ควรเลือกแต่งหน้าโทนสีพาสเทล สีผมบลอนด์อมทอง บลอนด์เขียว ทองประกายแดงเรื่อ ,
– ผิวสองสี ผิวสีแทน ผิวสีน้ำผึ้ง ควรแต่งหน้า โทนสีส้มอมชมพูระเรื่อ เอิร์ธโทน โทนสีน้ำตาลส้ม สีผมเน้นโทนสว่างสีเชสต์นัต น้ำตาลส้มปานกลาง สีคาราเมล
– คนผิวขาว ควรแต่งหน้า โทนสีเบจ สีชมพู สีผมบลอนด์ทอง ดำน้ำตาล ดำเข้ม
+ มีของติดมือ นอกจากมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้างกาย หากคุณคือผู้บริหาร หรือมีแนวโน้มจะเติบโตด้านหน้าที่การงาน แนะนำให้มีสมุดแพลนเนอร์ พกติดตัวเสมอเมื่อต้องร่วมประชุมหรือฟังวาระต่างๆ อย่าเดินตัวเปล่าเล่าเปื่อยไปแบบบันทึกลงหน่วยความจำซ้ายขวา เพราะดูไม่มีความเตรียมพร้อม ไม่ใส่ใจ ส่วนเครื่องประดับที่ต้องติดตัวเสมอคือนาฬิกา เพราะนอกจากทำให้เรารู้เวลาแล้ว ยังสามารถบริหารเวลาได้แบบมืออาชีพ อีกด้วย
 ปรับเปลี่ยนท่าเดิน 
เราหัดเดินมาแต่เริ่มตั้งไข่ แต่เมื่อโตเข้าวัยผู้ใหญ่ ต้องหัดเดินแบบสมาร์ทแล้วล่ะ การเดินไปทำงาน ในพื้นที่ของออฟฟิศคุณน่ะแหละ คือ รันเวย์ระดับโลก ผู้เขียนไม่ได้ให้คุณไปฝึกเดินแบบ แต่ให้ฝึกการเดินอย่างสง่างาม คุณเดินเข้าทำงานตามปกติ แต่คุณสามารถทำให้ดูดีสะดุดตาได้ ไม่ยาก
สาวๆต้องหัดเดินมองตรง มือส่ายเล็กน้อย ก้นย้อยพองาม( ย้ำว่าย้อย มิใช่ย้วย ) แววตามีจุดมุ่งหมายไม่เลื่อนลอย หากมีของหยิบจับถือมาด้วย ให้ฝึกลงน้ำหนักตัวกับสิ่งของ ฝึกลงน้ำหนักกับท่าทางที่เดิน ฟังแล้วดูยาก แต่จริงๆไม่ยากเลย เราถืออะไรมาก็แบ่งน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งลงสิ่งของนั้น ฝึกถือของเดินหลังตรง คือ ถ่ายเทน้ำหนักลงไปตามอวัยวะที่เคลื่อนไหว จะใส่ส้นสูงแค่ไหนไม่มีมีเดินเซค่ะ ไม่ลงน้ำหนักทั้งหมดที่ส้นเท้า ฝึกเดินให้สวยต้องฝึกรายตัวค่ะ บางคนฝึกนานหลายเดือน หลังฝึกท่าเดินเปลี่ยนเป็นคนใหม่แบบน่ามองเชียวคุณ
ผู้ชายฝึกง่าย ยกเว้นผู้ชายที่ผอมมาก อ้วนมาก หรือเดินหลังค่อมมานานมากๆ หลายปี ต้องปรับท่าเดินใหม่หมด การปรับแก้ไขนี้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องหาสาเหตุและค่อยปรับกันไป
นึกถึงท่าเดินการทรงตัวนกเพนกวิน ทำไมเพนกวินเดินตัวเอียง ตัวตรง แต่ละพื้นที่ต่างกัน เมื่อเดินบนบกพื้นทั่วไป จะสังเกตเห็นเพนกวินเดินตัวตรง แต่จะเดินอย่างช้า ๆเพื่อควบคุมการทรงตัว น้ำหนักตัว ลงปลายเท้า แต่ถ้าเดินในที่หนาวเย็น บนพื้นน้ำแข็ง พื้นหิมะ นกเพนกวินจะเดินเอนตัวมาข้างหน้า บางครั้ง เพนกวินมีวิธีการเคลื่อนที่ที่เร็วมากเพื่อปรับสภาวะ ความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การไถลตัวไปตามทางลาดชันหรือพื้นที่ลื่นเป็นน้ำแข็ง อย่างเร็ว
ถ้าฝึกการเดินเองที่บ้าน แนะนำให้ทำทุกวันค่ะ ก่อนนอนวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ฝึกนำหนังสือปกแข็งพอควร จำนวนมากกว่า 2 เล่ม ( น้ำหนัก 3 ขีด – ครึ่งกิโลกรัม ) วางไว้เหนือศีรษะ ฝึกเดินไป เดินกลับ เดินขึ้นลงบันได ฝึกเดินถือของขณะมีหนังสือบนศีรษะ เดินด้วยพูดด้วย(หมายถึงสื่อสารกับผู้อื่นที่อยู่ตรงนั้นค่ะ) ฝึกทุกวันๆ ทำแบบนี้ให้ครบแต่ละเดือน และลองสังเกต จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงท่าเดินตนเอง ลองเดิน มองหน้ากระจกบานใหญ่ จะพบว่าคุณเดินสวย ดูดี สง่างาม ได้เองโดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็ปัง!!! ถ้าเดินไม่ดี แต่หน้าตาดีก็พังค่ะ หน้าไม่ช่วยอะไรแน่ มีนางงามระดับโลกคนไหน หน้าตาดี เดินขี้เหร่บ้าง !!
 ปรับเปลี่ยนเสียงพูด 
เสียงพูดสำคัญสำหรับทุกหน้าที่งาน ฝึกพูดด้วยประโยคที่มั่นใจ เสียงหนักแน่น ซึ่งผู้เขียนเคยลงบทความไปแล้ว ในเรื่อง “ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ครั้งก่อน ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ ระดับเสียงพูดก็สำคัญ ต้องฝึกการพูดโทนเสียง 5 ระดับ ต่ำมาก ต่ำ เสียงธรรมดา เสียงสูง เสียงสูงมาก ซึ่งการพูดให้ได้โทนเสียงที่เหมาะกับตนเอง ดูน่าเกรงขาม เป็นงานเป็นการบางคนมาจากพรสวรรค์ แต่ถ้าใครบังเอิญสวรรค์สร้างโทนเสียงจิ้งหรีด ห้าวหาญ แหบแห้งติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถปรับโทนเสียงให้ดูน่าฟัง คมชัดดีขึ้นได้
การนำเสียงแต่ละระดับ ไปใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มีความแตกต่างกัน เพราะหากใช้โทนเสียงผิดสถานการณ์ เรื่องร้ายจะกลายเป็นรุนแรง เรื่องดีจะกลับแย่ลง
การฝึกพูดระดับเสียงต่างๆนี่ ต้องอาศัยการฝึกทุกวัน ฝึกพูดออกเสียง อ่านหนังสือมากๆ ใครที่มักพูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด เสียงไม่สม่ำเสมอ ให้ฝึกพูดคำควบกล้ำ ฝึกพูดประโยคยาวๆ เช่น เช้าฟาดผัดฟักเย็นฟาดฟักผัด , ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็กยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่ , กินมันติดเหงือกกินเผือกติดฟันกินทั้งมันกินทั้งเผือกติดทั้งเหงือกติดทั้งฟัน …. ลองฝึกประโยคเหล่านี้ดูนะคะ ท่องวันละ 100 รอบ ท่องไปสักเดือนหนึ่ง( 100 รอบ X 30 วัน = 3,000 รอบต่อหนึ่งประโยค) รับรองพูดคล่อง ลื่นดีไม่มีสะดุด
สำหรับหัวหน้างานนั้น สำคัญมาก ต้องฝึกพูด ฝึกใช้เสียงสั่งงาน ฝึกการประชุมทีม เสียงนี่แหล่ะจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์แรกพบ ให้คนศรัทธายำเกรง ส่วนลูกน้องหรือพนักงานทั่วไป ควรฝึกการใช้เสียงสื่อสาร การประสานงานให้ชัดเจน มีเสน่ห์ ชวนฟัง ทำงานง่ายขึ้น
ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ผู้เขียนเองก็ผ่านจุดที่ต้องฝึกอย่างหนักแบบนี้มาก่อน แรกๆรู้สึกถึงความมั่นใจ คิดว่า ดูไม่ยากเลยใครๆก็ทำได้ แค่การปรับบุคลิก พูด เดิน ยืน นั่ง เราทำเป็นประจำ
แต่เมื่อเข้าสู่การฝึกจริงนานนับเดือน ปกติเป็นคนอดทนและถึกมาก(รู้สึกอย่างนั้น) กลับท้อแท้ ช่วงสัปดาห์แรก เพราะต้องฝึกอย่างหนัก ทำซ้ำๆ ท่าทางเดิม คำพูดเดิมแทบคอแห้ง พูด เดินวนอยู่แบบนั้น ฝึกนับไม่ถ้วนกี่หลายพันครั้ง ด้วยต้องเรียนรู้รสชาติการฝึก อีกทั้งต้องเป็นผู้ฝึกผู้อื่นต่อไป
ลองนำเทคนิคที่ผู้ขียนแนะนำให้ ไปฝึกกันนะคะ ลองปรับเปลี่ยนกันไป มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ แต่เชื่อเถอะ พรแสวงน่ะ !! บทจะดีเลิศฟ้าก็ต้านไม่อยู่….

ใครเอาเนยแข็งของฉันไป(Who Moved My Cheese ?)

swiss-cheese.jpg

ในยุคของการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าคุณคือGen ไหน ต้องพร้อมรับมือกับทุกปัญหาที่เกิด มนุษย์มีความคิดหลายด้าน มุมมองที่แยบยล อยู่ที่แต่ละคนจะดึงศักยภาพแต่ละด้านออกมาใช้ประโยชน์มากน้อยเพียงไร “ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” หนังสือเขียนเรื่องเชิงเปรียบเทียบตัวละครสี่ตัว การปรับตัวยอมรับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของแต่ละบุคคล

4894.jpg

หนังสือเล่มนี้ ขายดีทั่วโลก 1 ใน 100 เล่ม หนังสือที่น่าอ่าน ปัจจุบัน ตีพิมพ์เผยแพร่ไปแล้วกว่า 40 ภาษา จำได้ว่าเคยอ่านหนังสือต้นฉบับเล่มนี้ นานหลายปีแล้ว หนังสือเล่มบางๆ กระดาษสีขาวนวล พกพาติดกระเป๋าง่าย หยิบจับขึ้นมาอ่านกี่ครั้ง ได้อารมณ์การเดินตามหาเนยแข็ง หอมกรุ่น ในเขาวงกตแต่ละวงเสมือนตัวละครทุกครั้งไป
รู้สึกประทับใจและชอบแนวคิดในการเขียน นิยามเรื่องเนยแข็งนี้ ใช้ได้กับการทำงานทุกยุค ทุกสมัย ทุกวัย ใช้ปรับเปลี่ยนคนในองค์กร ปรับเปลี่ยนความคิด การกระทำ พร้อมเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงทุกสถานการณ์

spencer j.jpg

นายแพทย์ สเปนเซอร์ จอห์นสัน (Spencer Johnson )ได้เขียนถึงปัญหาความซับซ้อนในสมองมนุษย์ ที่หาทางออกได้โดยง่าย มีวิธีการที่ใครๆก็เข้าถึงได้ แต่เราทุกคนมักลืมมันไป
ตัวละครในเรื่อง มี 4 ตัว คือ หนูชื่อ สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ มีการปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว , มนุษย์ตัวจิ๋ว ชื่อ เฮม ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเรื่องใดๆก็ตาม และฮอว์ มีการปรับตัวได้ทันเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่คับขัน
แต่ละตัวนั้น ถูกสร้างเปรียบเทียบอุปนิสัยที่แตกต่างกัน ภายใต้แรงกดดันจากสิ่งเร้าภายนอก สังคมที่มากด้วยความท้าทายในเขาวงกต ถ้าเปรียบคนทำงานในองค์กร ทุกคนต่างแสวงหาความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิตตนเอง เมื่อพบอุปสรรคหรือพบความผิดพลาด ไม่สมหวัง การเปลี่ยนแปลงที่ได้มาด้วยความไม่ชอบธรรม สูญเสียตำแหน่งงานที่เคยทำ มีการโอนย้ายตำแหน่ง เปลี่ยนผู้นำ บางคนทำใจยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้ ตัดสินใจหลีกหนีปัญหาและเปลี่ยนเป้าหมายที่มี บางคนทำงานกับความเคยชินไปวันๆ โดยหลงลืมการพยายาม การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“ ใครเอาเนยแข็งของฉันไป ?” พูดถึง ตัวละคร 4 ตัว ที่มีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทุกๆวัน หนูและมนุษย์ตัวจิ๋ว จะใส่รองเท้าคู่ใจ วิ่งออกไปหาเนยแข็งในเขาวงกต พวกเขาออกเดินทางทุกเช้าอย่างนั้นทุกวัน ทำจนเคยชินออกไปทุกวัน แต่แล้ววันหนึ่ง พบว่าเนยแข็งที่เคยกินอย่างเอร็ดอร่อย ได้หายไป ? ใครเอาไป ?
สนิฟฟ์และสเคอร์รี่ ด้วยสัญชาตญาณการปรับตัวแบบสัตว์ตัวเล็ก ไม่คิดอะไรมาก สมองไม่มีความซับซ้อนเหมือนมนุษย์ สัตว์ตัวจิ๋วตามหาแหล่งอาหารเรื่อยไป เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารประทังชีวิต และทำอยู่อย่างนั้นแบบไม่ย่นย่อ
เฮมและฮอว์ คือ มนุษย์ตัวเล็ก มีความยึดมั่น ถือมั่น กลวิธีคิดสลับซับซ้อน มีความเคยชินกับสังคม ถิ่นที่อยู่ ปรับตัวได้ช้า และมีทัศนคติเป็นกำแพงกั้นความสำเร็จ โดยเฉพาะเฮมที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเขา
สำหรับ ใครก็ตามที่กำลังตามหาความสำเร็จที่หายไป ผิดหวังกับความจริงที่อยู่ตรงหน้า แนะนำให้อ่านเรื่องนี้ อาจได้ไอเดียแปลกใหม่ มีแรงขับสู้ใหม่ ในวันพรุ่งนี้
สำหรับฉบับแปล ภาคภาษาไทย หากผู้อ่านสนใจลองไปหาอ่านฉบับเต็มตามแผงหนังสือ ที่ใช้ภาษาแปลได้อย่างเข้าถึงต้นฉบับ ของ คุณ ประภากร บรรพบุตร ใช้ภาษาได้ดี ทีเดียวค่ะ

Cr Picture 
https://willsrandomweirdness.wordpress.com
http://www.goodreads.com/author/show/3340.Spencer_Johnson  

Who Moved My Cheese  ใครเอาเนยแข็งของฉันไป  บทความ  หลักสูตร  สัมมนา  องค์กร  ปรับตัว  เปลี่ยนแปลง  แนวคิด  ซับซ้อน  หนังสือ GEN  ทัศนคติ  กำแพง  เขาวงกต

“ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ฝึกง่ายๆ

shout.jpg

สำคัญมาก ก่อนพูดทุกครั้งเราเป็นนายคำพูด ผู้พูดควรไตร่ตรองทุกประโยคที่พูด “ อย่าพลั้งพลาดให้คำพูดกลับมาเป็นนายเรา ” การพูดดีมีเสน่ห์ น้ำเสียงชวนฟัง ไม่จำเป็นต้องเกิดมาหน้าตาหล่อ สวย เสียงดี ทุกคนสามารถพูดให้เกิดเสน่ห์แก่ตนเอง ฝึกได้ไม่ยาก รวมไปถึงหลายคน พูดสร้างความสำเร็จในอาชีพมาแล้ว นับไม่ถ้วน แต่มีไม่น้อยที่คำพูดทำให้ ขาดที่ยืนในสังคม ด้วยประโยคที่ “ไม่ทันคิด” ให้รอบคอบ
ไม่ว่าผู้จัดการหัวหน้า ลูกน้อง ทำงานสายอาชีพใด พบว่า น้ำเสียงมีส่วนสำคัญทำให้ “ ชีวิตเกิดหรือดับ…อนาคต” ยกเว้น บุคคลพิเศษที่ไม่สามารถใช้เสียงสื่อสารได้ สวรรค์สร้างมาให้เขามีจิตใจเข้มแข็ง ฝึกปรือทักษะการสื่อสารด้วยภาษามือ แทนการใช้เสียงพูด
ดังนั้น เมื่อเราสามารถพูดได้อย่างอิสระแล้ว เราควรใช้สิทธิในการสื่อสารที่มีอยู่ อย่างสร้างสรรค์ สร้างเสน่ห์ สร้างมิตรภาพแทนสร้างศัตรู
หากหมั่นฝึกฝนการพูด ฝึกสังเกตนักพูด ผู้ประกาศ ผู้บริหาร หัวหน้างาน แม่ค้า ตำรวจ ทหารหรือผู้ร่วมงาน จะพบว่าแต่ละคนมีลักษณะการพูด ท่าทางความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่างกัน แน่นอนหากคุณหมั่นฝึกการพูด ใช้น้ำเสียงตนเอง คุณจะเรียนรู้โทนเสียง จังหวะการพูดตนเองได้ดี ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด งานประชุม นำเสนองาน พบปะลูกค้า สนทนากับกลุ่มเพื่อน คุณจะสามารถพูดได้ดีและดีเยี่ยมอย่างน่าทึ่ง
เราเกิดมามีโทนเสียงแตกต่างกัน แต่สามารถทำให้เสียง น่าฟัง น่าเชื่อถือได้ ซึ่งวิธีฝึกนั้นไม่ยากเกินไป ก่อนอื่น มาเรียนรู้การดูแลเสียงของเรา ให้มีความคมชัด พูดได้คล่องแคล่ว ซึ่งเป็นพื้นฐานข้อแรกในการฝึกใช้น้ำเสียง

 การดูแลเสียงก่อนและหลังพูด 

ออกกำลังกาย : แน่นอน หากร่างกายแข็งแรง เราจะมีพลังในการใช้เสียงมาก แต่หากเราเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เจ็บป่วย ไม่สบาย คุณจะพบว่า น้ำเสียงมีลักษณะช้า ไม่กระตือรือร้น ผู้ฟังฟังแล้วเกิดความรู้สึกเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ตามผู้พูด วิธีออกกำลังกายที่ดีนั้น เช่น ว่ายน้ำ แอโรบิค โยคะ ถ้าไม่มีพื้นที่กว้างบริเวณรอบบ้าน เราสามารถออกกำลังกายในห้องได้ เช่น ซิทอัพ หรือวิดพื้น วันละ 100 ครั้ง นอกจากช่วยลดพุงแล้ว กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง ได้เหงื่อดี ปอดขยาย มีพลังอีกมากในการใช้น้ำเสียง ถ้าอยากได้บรรยากาศผ่อนคลาย เดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง สบายๆพอมีเหงื่อ วันละ 30 นาที ระยะทางไกลพอควร
ฝึกหายใจ : การหายใจ ต้องฝึกให้เป็นจังหวะ มีความพอดี ปกติเราหายใจเข้า หายใจออกเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามทีคุณต้องใช้น้ำเสียงพูด เป็นเวลานาน หรือเปล่งน้ำเสียงให้ดังกังวาน การหายใจนั้นสำคัญมาก ควรรู้จังหวะฝึกให้สัมพันธ์กับการพูด
– หายใจเข้า ฝึกหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจเข้า หน้าท้องจะพอง ขยายตัวออกเล็กน้อย ลองฝึกประจำทุกวัน จะพบว่าทำได้เองแบบธรรมชาติ
– หายใจออก ฝึกหายใจออก ช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจออกหน้าท้องแบนราบ แฟบลง สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมไว้หน้าท้องมากหน่อย ให้สังเกตว่าหน้าท้องยุบลงเล็กน้อย เมื่อหายใจเข้าหน้าท้องกลับมาเท่าเดิม
– ขณะพูด ฝึกหายใจเข้า หายใจออกและฝึกพูดไปพร้อมกับหายใจ อย่างธรรมชาติ ช่วงแรกๆ พบว่าหากเรามัวแต่ กังวลเรื่องจังหวะหายใจ และการขึ้นลงของหน้าท้อง เราจะพูดแบบไม่เป็นธรรมชาติ เสียงมีลักษณะเกร็งๆ เล็กน้อย ดังนั้น ข้อควรจำในช่วงฝึกใหม่ๆ จังหวะที่เราหายใจเข้า ไม่ควรพูด

คำถามคือ แล้วจะหยุดพูดช่วงหายใจเข้าอย่างไร ? 

… ช่วงหายใจเข้านั้น เป็นช่วงที่แบ่งประโยคพูด เพื่อเริ่มต่อประโยค หรือใจความถัดไป ใช้เวลา ไม่เกิน 1-2 วินาที ในช่วงรอยต่อระหว่างประโยค จังหวะแบ่งการหายใจ ฝึกแรกๆอาจดูไม่คล่อง แต่เมื่อเคยชิน รับรองพูดปรื๋อเลยค่ะ
– พูดนานๆ เมื่อต้องใช้เสียงพูดนาน หรือเปล่งเสียงก้องนานๆ พลังในการพูดจะเริ่มลดลง วิธีการคือ ให้หายใจปกติตามธรรมชาติ ข้อห้าม สำหรับนักพูดที่ดี คือ ห้ามถอนหายใจขณะพูดในที่สาธารณะ ดูไม่สุภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อต้องพูดนานๆ หลายชั่วโมง
ผู้เขียนแนะนำ ให้ผู้พูด ดื่มน้ำอุ่นกลั้วคอพอดับกระหาย ไม่ดื่มอิ่มแปร้นะคะ ลดโทนเสียงดังลง 1 จังหวะ เพื่อถนอมเสียงให้มีความต่อเนื่องตลอดงาน หรือนักพูดบางท่าน จะมีเทคนิคการเบรคพักเสียงตนเอง ในขณะหนึ่ง เรียกว่า “ หยุดพูดแบบไม่หยุด” กล่าวคือ ใช้เทคนิค โยนคำถามแก่ผู้ฟัง เพื่อรอคำตอบจากผู้ฟังหลายกลุ่ม หรือการทำกิจกรรม ระหว่างพูด เช่น กิจกรรมกลุ่มแบบ Workshop สันทนาการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยพักเสียงผู้พูดได้ดีทีเดียว แต่ระยะเวลาไม่ควรนาน เพราะจะดึงความน่าสนใจผู้พูดไป
พักผ่อน : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะหากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบในร่างกายจะไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เสียงไม่สดชื่น ดูเหนื่อยง่าย การพักผ่อนที่ดี คือ นอนหลับวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากเป็นไปได้ นอนก่อน 22.00 น. ถือว่าดีมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ระบบในร่างกายได้พัก เพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ในวันถัดไป แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เพราะต้องเร่งงานหนัก นอนน้อยช่วงนั้น เป็นเวลาสั้นๆ ไม่ควรนอนน้อยไปกว่า 6 ชั่วโมง วันต่อไปต้องปรับโหมดการนอนเข้าสู่เวลาปกตินะคะ
เครื่องดื่มและน้ำเปล่า : สำคัญไม่แพ้ เรื่องอื่นใด คือ เครื่องดื่มที่ดื่มก่อนใช้เสียง ควรดื่มน้ำอุ่น หากเป็นไปได้ควรงดชา กาแฟ เพราะทำให้คอแห้งง่าย หากจำเป็นต้องดื่มชา กาแฟ กันง่วง (บางท่านติดงอมแงม ขาดกาแฟเหมือนร่างกายขาดสารกระตุ้นให้ตื่น) แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้ว สำหรับนมนั้น ไม่ควรดื่มก่อนพูดเช่นกัน เพราะทำให้เกิดอาการเรียก ภาษาชาวบ้านว่า “ เหนียวในลำคอ” ทำให้การพูดไม่คล่อง ติดขัดได้ แต่หากจำเป็นจริง ให้ดื่มนมแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้วเช่นกันค่ะ
อาหาร ของว่างที่ควรรับประทาน : ไม่ว่าคุณจะต้องใช้น้ำเสียง หรือวันพักผ่อนทั่วไป แนะนำทานอาหารว่าง ผลไม้กลุ่มวิตามินซีทุกวัน ผิวพรรณสวย เสียงใส ควรหลีกเลี่ยงอาหารเย็นจัด อาหารมัน อาหารทอดกรอบ อาหารร้อนจัด อาหารรสชาติเค็มปี๋ เปรี้ยวจี๊ด หวานแบบน้ำตาลเรียกพี่ หากหลีกเลี่ยงได้ คุณจะรักษาน้ำเสียงได้ดีตลอดทุกวัน สำคัญไปกว่านั้น คือสุขภาพดีตามมา อีกด้วย สำหรับใครที่ชอบพกพาลูกอม หมากฝรั่ง ยาอมชุ่มคอ ติดกระเป๋าประจำ ควรงดรับประทานของประเภทนี้ ยิ่งทำให้ลำคอเกิดอาการชา อักเสบ คอแห้งได้ง่าย
ควรรับประทานอาหารแต่พอดี ไม่อิ่มแปร้พุงกางเกินพอดี อาจเกิดอึดอัดพุง แน่นท้อง หาวเรอ เอ้ออ้าตามมาเป็นได้
ห้ามนอนเปิดแอร์เย็นจัด : ผู้อ่านคงแปลกใจว่า นอนเปิดแอร์ เกี่ยวอะไรกับเสียงพูด เกี่ยวข้องแน่นอนค่ะ เพราะอากาศเย็นมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ยิ่งนอนในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ชื่นใจ วันรุ่งขึ้น คุณจะรู้สึกเหมือนเสียงแหบแห้ง มีอาการคัดจมูกได้ หากวันรุ่งขึ้นต้องใช้เสียงพูดนานๆ แนะนำให้นอนในห้องแอร์ธรรมชาติ (งดเปิดแอร์ ประหยัดไฟดีค่ะ) แต่ถ้าห้องนอนลักษณะทึบ ปิดกั้นลมตามธรรมชาติพัดเข้ามา คุณสามารถนอนเปิดแอร์ได้ เปิดอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา หาผ้าห่มนวมหนาๆ สิ่งของที่ลืมไม่ได้เวลาจัดกระเป๋าเดินทาง คือ ผ้าพันคอ ต้องมีไว้ติดกระเป๋าเดินทางตลอด พกพาไปทุกที่ เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย รับรองตื่นขึ้นมาตอนเช้า คุณจะรู้สึกสดชื่น สบายตัว
งดใช้เสียง : ในการรักษาเส้นเสียงให้น่าฟัง นักร้องหลายท่านเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เสียงยังทรงพลัง และไม่แตกกระเจิง เพราะเขาเหล่านั้นรู้จักรักษาเส้นเสียง การถนอมเสียงคือ งดใช้เสียงดังต่อไปนี้
– งดการตะโกนดังๆ การตะโกนทำให้เส้นเสียงแตกง่าย บางรายต้องได้รับการผ่าตัดก็มี (โดยเฉพาะหัวหน้างาน ต่อไปต้องงดตะโกน ถามหางานหรือต่อว่าลูกน้อง ดังๆ ) ยืนคุยใกล้ๆ เรียกมาปรับความเข้าใจระยะรู้ใจ ดีกว่า “ตะโกนดังไปสามบ้านแปดบ้าน”
– งดตะโกนแข่งเสียงคู่ เหมือนนกเขาขันคู่ กล่าวคือ พูดเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้าง เช่นเสียงรถยนต์ , เสียงเครื่องจักรทำงาน , เสียงเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกัน
– งดพูดเสียงสูง การพูดทั่วไป การตำหนิหรือการสั่งงาน ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสูงปรี๊ดแตก ยิ่งทำให้เส้นเสียงพังง่าย ความรู้สึกคนฟังก็พังลงเช่นเดียวกัน วิธีการที่ดี คือ น้ำเสียงผู้พูดกดเสียงลงหรือเพิ่มโทนเสียงตนเอง 1-2 จังหวะ เปลี่ยนเป็นเสียงสูงระดับ 1 หรือเสียงต่ำระดับ 1 อยู่ในจังหวะกำลังดี น้ำเสียงพูดทั่วไป เสียงธรรมดาไม่เหมาะกับการสั่งงานหรือการเจรจา ตำหนิ ติชมงาน

ฝึกน้ำเสียงให้ทรงเสน่ห์ 

สำหรับ วิธีฝึกน้ำเสียงให้กลายเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ผู้เขียนขอเริ่มจาก ให้คุณผู้อ่าน

1. วิเคราะห์น้ำเสียง : ตัวคุณเอง เพื่อประเมินน้ำเสียงตัวเราว่า มีลักษณะโทนเสียงแบบใด จะได้ปรับน้ำเสียง ท่าทาง ให้เหมาะกับตนเอง มีความเป็นธรรมชาติ การพูดที่มีเสน่ห์ คือ พูดธรรมชาติ น้ำเสียงตรึงใจผู้ฟัง ท่าทางถูกจริตพองามสัมพันธ์กับเสียงพูด วิธีวิเคราะห์เสียง คือ ฝึกวิเคราะห์ลักษณะเสียงตัวเรา ว่าจริงๆแล้วคุณเองมีเสียงแบบไหน ใหญ่ เล็ก แหลม สูง
ฝึกพูด บันทึกเสียงตนเองเพื่อฟัง ให้พูดประโยคทั่วไป ฝึกอ่านข้อความ เรื่องเล่า ในห้องโถงกว้างๆ (เหมือนการพูดคนเดียว น่ะแหล่ะ) เมื่อได้ยินเสียงตนเองหรือเปิดให้เพื่อนฟัง จะทราบทันทีว่าเสียงเราเมื่อได้ฟังแล้วเป็นเสียงแบบใด
2. ปรับโทนสูงต่ำเสียง : เมื่อวิเคราะห์แล้วว่า ตนเองมีพื้นฐานเสียงแบบใด ให้ฝึกปรับโทนเสียง ให้เสียงมีความดัง เบา สม่ำเสมอ ไม่พูดแบบท่องหนังสือ พูดดังเว่อวังเกินงาม หลักการ คือ พูดไปแล้วรู้สึกเสียงดังเป็นธรรมชาติ น่าฟัง ข้อนี้ ต้องฝึกเล่าเรื่อง ฝึกพูดในกลุ่มเพื่อน ในครอบครัว ยิ่งมีคนคอยฟัง ติชมด้วยยิ่งดี
3. ปรับจังหวะเว้นวรรคเสียง : คือการฝึกเว้นวรรคประโยค เว้นวรรคคำ ฝึกหยุดนิ่งบางช่วง จังหวะที่ต้องพูดในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกผู้ฟัง ในข้อนี้ ผู้พูดควรฝึกหยุดชั่วขณะหนึ่ง แสดงสีหน้า ท่าทางไปพร้อมกับการฝึกหายใจที่ถูกต้องควบคู่กัน แบบธรรมชาติไม่ดูแสร้งทำ เพราะคนฟังรู้สึกได้ค่ะ
4. เปลี่ยนน้ำเสียง : คือ การฝึกเพื่อเปลี่ยนน้ำเสียง ที่เราเป็นอยู่ ให้มีความคมชัด หนักแน่น ยิ่งใหญ่ น่าหลงใหล ชวนคล้อยตาม ในข้อนี้ไม่ใช่การฝึกเลียนแบบเสียงใคร ไม่ต้องผ่าตัดกล่องเสียงให้วุ่นวาย แต่เป็นการนำเสียงตนเอง ที่สวรรค์สร้างมาคู่กับเราแต่เกิด ปรับเปลี่ยนให้เป็นธรรมชาติ สะกดใจผู้ฟัง มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง บางคนเกิดมาน้ำเสียงเล็ก ใหญ่ แหลม เสียงแหบ ต่างกัน เหล่านี้ ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหา สามารถแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเสียงหล่อ เสียงสวยเหมือนใคร
วิธีเปลี่ยนเสียง คือ ฝึกให้น้ำเสียงมีความหนักแน่น เสียงนิ่ง มีความก้องกังวาน ฐานเสียงกว้าง ปรับเสียงใหญ่ให้เป็นเสียงทุ้ม ปรับเสียงเล็กเปลี่ยนให้เป็นน้ำเสียงดัง มีช่องเสียงกว้างสม่ำเสมอ ปรับเสียงแหบให้ชวนฟังมีน้ำเสียงหนักเบา เน้นประโยคที่สำคัญ
เรื่องเปลี่ยนเสียงนี่ หลายท่านบอกผู้เขียนว่ายาก จริงๆไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนการอ่านมากๆ อ่านหนังสือทุกวัน ฝึกอ่านเรื่องที่หลากหลาย (อ่านเกินวันละ 7 บรรทัดนะคะ) ฝึกพูดนำเสนองาน นำเสนอในห้องประชุม ฝึกแสดงความคิดเห็น พูดต่อหน้าสาธารณชนจำนวนมากบ่อยๆ หากไม่มีพื้นที่ฝึกจริงๆ แนะนำ ฝึกพูดในห้องน้ำ พูดใต้ต้นไม้ ยืนคุยกับธรรมชาติ ( ระวัง ข้อนี้นิดหน่อย ใครเห็นและไม่เข้าใจ อาจคิดว่า เราไม่เต็มเต็ง ) ฝึกยืนอ่านบทวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบันบ่อยๆ ประจวบกับการประสานท่วงท่าที่สัมพันธ์กับน้ำเสียงในเรื่องที่พูด รับรองสะกดใจผู้ฟังแน่นอน
5. หาระดับความดังสุด เบาสุดของเสียง : ฝึกพูดดังๆเพื่อหาจุดที่เราคิดว่า ผู้ฟังได้ยินพอดี ไม่ดูตะโกนมากไป จุดเสียงดังสุดและเสียงเบาสุด (พูดดังแบบผู้ฟัง จำนวนผู้ฟัง 50 คนขึ้นไปได้ยิน พูดเบาแบบ จำนวนผู้ฟัง 10 คนได้ยิน)
เล่ากันมาพอควรแล้ว สำหรับหลายท่านที่สนใจ เรื่องวิธีพูดสร้างเสน่ห์ในโอกาสต่างๆ หากมีเวลา ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังโอกาสหน้าค่ะ วันนี้ลองไปเริ่มฝึกดูแลเสียง ฝึกวิเคราะห์เสียงตนเอง ฝึกพื้นฐานทั่วไปด้านการพูดก่อนค่ะ ในครั้งหน้า เสียงที่คุณพูดมาตั้งแต่เกิด แต่ละลักษณะเช่น เสียงสูง เล็ก ใหญ่ พูดรัว เสียงแหบ บ่งบอกถึง ตัวคุณเป็นคนแบบใด วิธีปรับแก้แบบไหนเหมาะสม ดูมีเสน่ห์ให้คนเหลียวหลังมอง ขอติดไว้ก่อนนะคะ?

บทความ  อบรม  การพูด  หลักสูตร  training  น้ำเสียง  หัวหน้างาน  สร้างเสน่ห์  นักพูด  โทนเสียง

จังหวะ  ฝึกพูด  ผู้บริหาร  สะกดใจ

ภาษากายต้องห้ามสำหรับหัวหน้า

courage3

หากคุณ คือ ผู้นำในวันนี้ ต้องอ่านบทความนี้ เพราะบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่วางไว้หรือตกม้าตายก่อนจบเรื่องก็เป็นได้ ยิ่งหากดำรงตำแหน่งอยู่ในระดับหัวหน้างานแล้วล่ะก็ หน้าตา ท่าทางและคำพูด สำคัญมากในการบริหารงาน เพราะสิ่งเหล่านี้ จะสะท้อนความเป็นตัวตนของตัวคุณเอง ดูสุขุม สุภาพ น่าเกรงขาม เกรี้ยวกราด หยาบกระด้างหรือทำให้คนเกลียดเพราะคำพูด ทำให้คนรักเพราะท่าทาง มีให้เห็นมามากแล้ว
วันนี้ผู้เขียนจึง นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพสู่ผู้นำที่สง่างาม
ภาษากายแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ภาษากายเชิงบวกและภาษากายเชิงลบ กล่าวคือ หากหัวหน้าไม่อยากให้ผู้คนรอบข้างมองในแง่ลบ เราเป็นหัวหน้าที่ยิ่งทะนง ยโสโอหัง ควรฝึกภาษากายในเชิงบวกไว้ เพราะภาษาในด้านลบย่อมส่งผลต่อความเคารพ ศรัทธาของผู้คนรอบข้าง สื่อถึงการดูถูกบุคลิกภาพภายในตัวหัวหน้า

 ภาษากายที่คุณต้องห้าม 

– การสั่งงาน ห้ามใช้นิ้วชี้สั่ง ไม่ว่ากรณีใดๆ ควรผายมือ 45 องศา ลงไปในตำแหน่งที่ต้องการสั่ง หรือหากต้องการชี้ตำแหน่งสำคัญในกระดาษให้ลูกน้องเห็น อาจใช้ปากกาทาบวางไปบนตำแหน่งดังกล่าว ทำมุม 45 องศา
– การใช้น้ำเสียง หลายครั้งที่ลูกน้องทำงานได้ไม่น่าพึงพอใจ หรือทำงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน หัวหน้ามักใช้สีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวด เสียงแข็ง นั้นคือ สิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน คือ หัวหน้าทำน้ำเสียงจริงจัง สั่งงานพูดคุย กดเสียงโทนต่ำ สีหน้านิ่ง มองตรงที่ลูกน้อง พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมไปหลายโค้ง เพราะการพูดอ้อมไปเรื่อยก่อนเข้าสู่ประเด็น ลูกน้องจะพาลเหมารวมว่าคุณดูเสแสร้ง ไม่จริงใจ
– การใช้น้ำเสียงสูงปรี๊ดหรือด่าประจาน ใช้อารมณ์โกรธลงไปที่ใบหน้าทั้ง คิ้ว ตา จมูก ปาก นั่นแหละ คือคุณแพ้พ่ายการกระทำของลูกน้อง คุณมีอารมณ์ไม่มั่นคงพอที่จะควบคุมใคร หากเจอปัญหาแบบนี้บ่อยๆ เชื่อเถอะอีกหน่อย ลูกน้องขวัญกระเจิงหนีหายไปกันหมด แล้วคราวนี้ คุณจะหาทีมที่ดีมาร่วมงานได้อีกเมื่อไร วิธีแก้ไข คือ ฝึกควบคุมการตั้งสติ นั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน
– ท่าทางการนั่ง เคยไหมที่คุณเตรียมข้อมูลในการพูดคุยงาน อย่างดี นั่งในท่าที่สบาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าหลายชั่วโมง อิริยาบสเดิมๆคุณกลับมาอีกครั้ง คือ นั่งหลังงอ มือเท้าคาง นั่งเอนหลังบ้าง มือกอดอกฟังลูกน้องพูดเหล่านี้ คือ ท่าทางที่แสดงถึงความไม่มืออาชีพ เสียบุคลิกภาพ ดังนั้น ผู้นำหรือหัวหน้างานที่ดีต้องรักษาท่าทางในการนั่งแบบมืออาชีพ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในงาน นั่งหลังตรง เอนตัวได้เล็กน้อย มือวางพนักเก้าอี้ได้บ้าง ไม่กอดอก เท้าสลับวางแตะพื้นเป็นรูปตัววี มือวางทาบบนโต๊ะฟัง

  ภาษามือสื่อความหมาย 

+ เอามือถูหู แสดงถึงการเบื่อ ไม่อยากฟัง อยากมีส่วนร่วมในการพูดบ้าง 
          + เอามือเกาคอ ลูบคอ แสดงถึง ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ 
          + เอามือเท้าคาง แสดงถึง อาการเบื่อหน่าย อยากจบการสนทนา 
          + เอากำปั้นเท้าคาง แสดงถึง อาการครุ่นคิด มีข้อสงสัย 
          + เอามือปิดปาก แสดงถึงการปิดบังอำพรางบางสิ่ง หรือการปกปิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ 
          + เอามือกอดอก แสดงถึงการปิดกั้นไม่รับข้อมูลใดๆ 
          + เอามือเสยผม แสดงถึงความไม่มั่นใจ ไม่พร้อม 
          + เอามือเกาศีรษะ แสดงถึง มีข้อสงสัย ไม่เข้าใจ ไม่พึงพอใจ 

ที่ผู้เขียนเล่ามาทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของภาษากายที่หัวหน้าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและฝึกตนเอง ให้ปฏิบัติตนแบบหัวหน้ามืออาชีพ เป็นกิจนิสัย เพราะบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ได้เป็นพรสวรรค์แต่กำเนิด แต่สามารถฝึกให้เกิดขึ้นได้ด้วยพรแสวงแห่งตน
ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้รับการปรึกษาจากฝ่ายบริหารองค์กรหนึ่ง เรื่องรักพี่เสียดายน้อง “การปรับเลื่อนตำแหน่งหัวหน้างาน 2 คน” คือ A และ B ให้เลือก 1 คนเป็นผู้จัดการฝ่าย
ดูจากผลการปฏิบัติงาน ความสามารถในงาน ทั้ง A และ B นั้นดีเยี่ยมเท่ากัน ประสบการณ์ทำงานนานเท่ากัน อีกคนจบจากต่างประเทศ อีกคนทำงานจากต่างประเทศ แต่ในที่สุด ผู้บริหารตัดสินใจเลือก B เนื่องจาก B มีความมั่นคงทางอารมณ์ พูดจาฉะฉาน บุคลิกภาพการแต่งตัวดี ส่วน A ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ ใจร้อน ภาพลักษณ์ที่หลายคนพบภาพแรก คือ ดูหน้าตาดุ คิ้วขมวด พูดน้อย
ดังนั้น บุคลิกภาพ ท่าทาง การพูดมีความสำคัญมิใช่น้อย หากหัวหน้าท่านใดประเมินตนเองแล้ว ดูบุคลิกภาพเริ่มย่ำแย่ อารมณ์ปรวนแปร ต้องฝึกรับผลการ Feedback พฤติกรรมหัวหน้า จากลูกน้องมาใช้เป็นกระจกสะท้อน คุณไม่อยากรู้หรือลูกน้องคิดอย่างไรกับคุณ ? ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ดีเสียอีกเพราะปรับตัวได้ทัน มีแต่ลูกน้องปรบมือให้รัวๆ

บทความ  หลักสูตร  หัวหน้างาน  ผู้จัดการ  ภาษากาย  ภาษามือ  ท่าทาง  บุคลิกภาพ  feedback

ภาพลักษณ์  พัฒนาบุคลิก  personality