สถาบันราชประชาสมาสัยจัดตั้งขึ้น ?

pain.jpg

ผู้ป่วย เกิดความทุกข์ทรมานทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคม ถูกแบ่งแยกจากกลุ่มอย่างเด่นชัด การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยยากลำบาก ไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ที่ทำงานและสังคม บางคนไม่ไปทำการรักษากลัวที่ทำงานรู้ กลัวถูกรังเกียจ กลัวการถูกไล่ออกจากงาน นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของผู้ป่วยโรคเรื้อน …
โรคเรื้อน(Leprosy) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค เป็นโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย สามารถเกิดโรคในคนหรือในสัตว์บางชนิด เช่น ลิง แต่อาการไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย มีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ ในระยะหลัง ทำให้เกิดความพิการ การกุด การหงิกที่ มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป ในบางรายที่คนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อน มีโอกาสผู้คลุกคลี อาจติดเชื้อได้ทางการไอ จามรดกัน หรือในบางรายที่มีอาการหนักมากมีเชื้อตามโพรงจมูก
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนัก ห่วงใยและใส่ใจให้สำคัญกับผสกนิกรที่เกิดภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ จึงมีโครงการในพระราชดำริขึ้น โดยจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในปี พ.ศ.2499 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินทุนอานันทมหิดล แก่กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และนำเงินที่เหลือจากการก่อสร้าง สร้างมูลนิธิราชประชาสมาสัย อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย
นอกจาก มีพระราชดำริก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในการดูแล การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียน ราชประชาสมาสัย ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับลูกหลานของผู้ป่วยที่ถูกเลี้ยงแยกมา ได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้ไนการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข
นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทย มีการบริหารจัดการด้านระบบสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อนได้สำเร็จ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมสนองพระราชดำริพระองค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต้นปี พ.ศ. 2558 พบผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ขึ้นทะเบียนรักษา 576 ราย กระจายตามภูมิภาคต่างๆ มีระบบการบริการสาธารณสุขทั่วถึง และการจัดการกับโรคได้อย่างดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลในการป้องกัน แก้ปัญหาของพระองค์
พระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สิ้นสุดมิได้ ……..

……………………………………………….
Cr. Information &Picture 

www.woodrufflawyers.com
www.thaileprosy.ddc.moph.go.th
www.rdpb.go.th

บทความ  หลักสูตร  อบรม  โรคเรื้อน  ในหลวง  ร.9  สถาบัน  ราชประชาสมาสัย  ประสิทธิภาพ  Leprosy  กรุณา   

Advertisements

รู้เรื่องเส้นทางเกลือของพ่อ

salt.jpg

        ในสมัยก่อนนั้น คนที่อาศัยอยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่บนที่ราบสูง อยู่บนดอย ป่วยเป็นโรคเอ๋อ โรคคอพอก และความผิดปกติจากโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงให้ความสนพระทัยในการป้องกัน แก้ไขปัญหาด้านสุขภาพพสกนิกรของพระองค์ 

         เมื่อครั้ง เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ประชาชนจำนวนมากในถิ่นทุรกันดารป่วยเป็นโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทั้งเด็กเล็ก วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ จึงพระราชทานให้นำเกลือไอโอดีนไปแจก แม้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก มีพระราชกระแสรับสั่งให้ดำเนินการนำเฮลิคอปเตอร์นำเกลือไปแจกแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว 

         ช่วงแรกๆในการผลิตเกลือผสมไอโอดีน จ. เชียงใหม่ ค่อนข้างลำบากมาก การขนส่งและการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน เท่าที่ควร 

         เริ่มต้นจากโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทรเป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนมีปัญหาการได้ยิน ได้ผลิตเกลือไอโอดีนขึ้นมา โดยการผลิตนั้น นำไอโอดีนขนส่งมาจากบ่อเกลือจังหวัดน่านแล้วเข้าสู่ กระบวนการ คือ ใช้พลั่วผสมบนกระบะสแตนเลส นำมาผสมไอโอดีนแพ็กใส่ถุงด้วยมือ แต่ชาวบ้านหลายคนไม่กล้านำมาใช้ 

         ปี พ.ศ. 2536 พระองค์เสด็จทอดพระเนตร การผลิตเกลือ โดยเครื่องผสมเกลือไอโอดีนที่วิทยาลัยเทคนิค จ. เชียงใหม่คิดค้นขึ้น ถวายแด่สมเด็จพระเทพ ฯ โดยสมเด็จพระเทพฯทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ให้คิดค้น เครื่องผสมเกลือไอโอดีนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน 

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานพระราชดำริแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม ความว่า 

         “ ให้พิจารณา การแก้ปัญหาของการขาดสารไอโอดีนของราษฎร โดยการสำรวจพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ ถึงปัญหาและความต้องการเกลือ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่จะมีปัญหาและความต้องการไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ ต้องสำรวจ เส้นทางเกลือ ว่าผลิตจากแหล่งใด ก็น่าที่จะนำเอาไอโอดีนไปผสมกับแหล่งผลิตต้นทางเกลือ เสียเลยทีเดียว ” 

         ในครั้งที่ พระองค์เสด็จพระราชทานเกลือด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ที่อำเภอ สะเมิง จ.เชียงใหม่ นั้น พระองค์ได้รับเชื้อไมโครพลาสมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พระองค์มีพระทัยเต้นไม่ปกติ และเข้ารับการผ่าตัดในปี พ.ศ. 2538 

         หลังได้รับการผ่าตัดไม่นาน พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในโครงการต่าง ๆ ดังเดิม โดยมิได้ทรงพักพระวรกาย ยังทรงงานอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย 

         วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2540 สภาควบคุมโรคไอโอดีนานาชาติ (International Council For Iodine Deficiency Disorder : ICCIDD) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสภาฯ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อสดุดีเกียรติคุณแด่พระองค์ เนื่องจากทรงเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิก ดำเนินงานด้านโครงการควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก 

          นับแต่นั้นมา วันที่ 25 มิถุนายน ของทุกปี จึงถือเป็นวันไอโอดีนแห่งชาติ 

          น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้….. 

Cr. Picture & Information 

http://www.wisegeek.com/what-is-rock-salt.htm 

http://www.rdpb.go.th 

http://www.ohm.go.th 

ปลาทรงเลี้ยงจากแม่น้ำไนล์

ปลานิล.jpg

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ อยู่ในระหว่างที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหลังภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ ขาดแคลนอาหาร ข้าวยากหมากแพง
ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งจัดตั้งโครงการขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ให้คลายทุกข์และพ้นจากภาวะวิกฤติดังกล่าว หนึ่งในนั้น คือ โครงการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาหมอเทศ
ในปี พ.ศ. 2494 พระองค์ได้รับพันธุ์ปลามาจากนักชีววิทยาประมงท้องถิ่นที่ทำงานให้กับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( Food and Organization of United Nations: FAO)
ดังนั้น พระองค์มีพระราชดำริ ให้เจ้าหน้าที่จากกรมประมงดัดแปลงสระว่ายน้ำภายในพระที่นั่งอัมพรสถานให้กลายเป็นบ่อเพาะพันธุ์ปลาและทรงพระราชทานลูกปลาที่ทรงเพาะเลี้ยงให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานต่างๆ นำไปเพาะเลี้ยง แจกจ่ายให้กับประชาชน

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87

ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งลูกปลาเข้ามาน้อมเกล้า ฯ ถวายพันธุ์ Tilapia Nilotica จำนวน 50 ตัว ให้กับพระองค์ เล่ากันมาว่าลูกปลาเหลือรอดจากการเดินทางในครั้งนั้น เพียง 10 ตัวเท่านั้น พระองค์ได้นำมาเพาะเลี้ยงในสวนจิตรลดา และพระราชทานนามว่า “ ปลานิล ” ตามแหล่งที่มาของปลาชนิดนี้จากแม่น้ำไนล์ ( Nile) ส่วนในสื่อมวลชนญี่ปุ่นกล่าวถึงที่มาของชื่อปลานี้ว่า “นิล” มาจากตัวอักษรคันจิตัวหนึ่งในพระนามอากิฮิโตะ คือ ตัว 仁 ตัวอักษรนี้ในภาษาญี่ปุ่นมีวิธีอ่านสองแบบ คือฮิโตะหรือนิน
ปลานิล (Cichlidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tilapia niloticus สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีเป็นรูปร่างคล้ายปลาหมอเทศ (O. mossambicus) แตกต่างกันที่ ปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับกันไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้นและลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล มีลายดำพาดขวางตามลำตัว มีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร
อาหารของปลานิล คือ ไรน้ำ, ตะไคร่น้ำ, ตัวอ่อนของแมลง, กุ้งฝอย ตลอดจนพืชผักชนิดต่าง ๆที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ

สารพัดประโยชน์ของปลานิล ที่คุณอาจไม่เคยรู้ 

1. เพิ่มการทำงานระบบประสาทและสมองเพราะปลานิลที่โอเมก้า 3 ไม่น้อยไปกว่าปลาทะเลน้ำลึกบางพันธุ์ ช่วยเพิ่มการจดจำของสมอง และป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
2. มีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
3. แหล่งโปรตีนที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
4. ไขมันน้อย เหมาะสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพหรือลดน้ำหนัก เช่น ผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ ภาวะน้ำหนักเกิน
5. ผิวพรรณสดใสเต่งตึง เพราะปลานิลมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เปล่งปลั่งสดใส
6. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจเพราะเป็นปลาที่มีโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ 
แม้ปัญหาการขาดแคลนอาหารจะเริ่มบรรเทาลง แต่พระองค์ยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลานิลแดง ซึ่งเป็นการพัฒนาโดยการผสมระหว่างปลาหมอเทศและปลานิล เป็นต้น
ต่อมาภาคเอกชนมีการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล ให้มีความทนต่ออากาศ แหล่งน้ำ ลักษณะลำตัวใหญ่ขึ้น เช่น ปลาทับทิม เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จากปลานิล โดย บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี สามารถนำมาเลี้ยงได้ดีในน้ำกร่อย เนื้อแน่น มีรสชาติอร่อยกว่าปลานิลธรรมดา ลักษณะผิวของปลามีสีขาวอมแดงระเรื่อคล้ายทับทิม จึงได้รับการพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “ปลาทับทิม”
ยังมีปลาอีกหลายสายพันธุ์ ที่ทรงดูแลและพัฒนาขึ้นอีก เช่น ปลากระโห้ปลาที่เป็นสัญลักษณ์ กรมประมง กรุงเทพมหานครฯ เป็นปลาน้ำจืดที่เกล็ดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อสวนจิตรลดา ซึ่งปลาชนิดนี้ เข้าข่ายว่าใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที แต่ต่อมาเมื่อผสมเทียมได้สำเร็จ สามารถนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม
……………………………………………………………………….
Cr.Picture & information 
http://www.rdpb.go.th
http://www.ohm.go.th
http://www.tnewsonline.tv/contents/17204
http://www.sanook.com 
http://www. pasusat.com

บทความ  ความรู้  ร.9  ในหลวง  พ่อหลวง  ปลานิล  ปลาทับทิม  ปลาทรงเลี้ยง  โครงการพระราชดำริ  FAO

ปลากระโห้  กรมประมง  ซีพี CP

“ วุ้นชุ่มปาก ” หนึ่งในโครงการพ่อหลวง ร.๙

jelly.gif

เราอยากรับประทานอะไรก็ตามใจปากได้ แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก(Oral Cancer) ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกทานตามใจชอบมากนัก ด้วยพยาธิสภาพของโรคที่เป็น
ปกติช่องปาก (Oral Cavity) ประกอบด้วย เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆภายใน เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เนื้อเยื่อภายในปาก เพดานปาก เหงือก ลิ้น
ทุกตำแหน่งในช่องปาก ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ทุกส่วน มะเร็งช่องปากพบได้ 3-5% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นโรคมะเร็งพบบ่อย 1 ใน 10 ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคน อายุ 40 ขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

mouth.jpg

สาเหตุ 
1) การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
2) ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ
3) เคี้ยว หมาก พลู ยาฉุน ยาเส้น เนื่องจากสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีสารก่อมะเร็งเจือปน
4) การระคายเคืองของเยื่อเมือก เยื่อบุช่องปาก ไม่ได้รับการรักษาเช่นฟันผุ เหงือกอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง
5) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV, Human Papilloma virus หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (Oral sex)

 อาการของมะเร็งช่องปาก 
1) มีฝ้าสีขาว (Leukoplakia) หรือสีแดง (Erythroplakia) ในเยื่อเมือกบุช่องปาก หรือลิ้น
2) มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หาย นานเกิน 2-3 สัปดาห์
3) มีตุ่ม ก้อนในช่องปากขนาดใหญ่ บางครั้งอาจใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจไม่มีอาการเจ็บปวด
4) มีก้อนเนื้อบริเวณเหงือก พื้นปาก เพดานปาก มีผลทำให้ฟันโยกหรือหลุด ผู้สูงอายุบางราย ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้
5) มีการกลืนลำบากหรือมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร จากการอุดกั้นของก้อนเนื้อ หรือจากการเจ็บแผลมะเร็งภายในปาก
6) มีเลือดออกกระปริบ กระปรอยหรือออกผิดปกติในช่องปาก
7) มีก้อนที่ลำคอ บริเวณต่อมน้ำเหลืองลำคอโต มักไม่มีอาการเจ็บปวด

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจ พอจะทราบที่มาที่ไปของอาการผู้ป่วยอย่างคร่าวๆแล้ว สำหรับอาการที่ค่อนข้างใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างยากลำบาก ซึ่งรวมไปถึงผู้ป่วยในภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
โครงการน้ำลายเทียมในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์มีพระประสงค์ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการผลิตน้ำลาย ให้ผู้ป่วยมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการกลืนลำบาก การแสบคอ ส่งผลให้ผู้ป่วยพูดไม่ชัด จึงทรงรับสั่งให้สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการศึกษาวิจัย จนสามารถผลิตน้ำลายเทียม ตามพระประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง           “วุ้นชุ่มปาก” ( Oral Moisturizing Jelly ) คือสูตรต้นแบบนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล ที่คิดค้นขึ้นในโครงการน้ำลายเทียม
นอกจากจะใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งช่องปากแล้ว ยังใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่เกี่ยวกับการสร้างต่อมน้ำลาย โรคเกี่ยวกับหลอดคอ โรคเกี่ยวกับกล่องเสียง หรือผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาต้านซึมเศร้า ยาขับปัสสาวะ ยารักษาการอักเสบ ยกเว้นกลุ่มสเตรียรอยด์
ลักษณะวุ้นชุ่มปาก เป็นวุ้นใสเหมือนเจล มีให้เลือกหลายกลิ่น หลายรสชาติ เช่น กลินมิ้นท์มะนาว กลิ่นสตรอเบอร์รี่ ให้ความชุ่มชื้นในปากได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ผู้ป่วยที่ใช้น้ำลายเทียมไป 2-4 สัปดาห์ พบว่า ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งได้อย่างดี และเมื่อใช้ไป 1 เดือน ช่วยให้น้ำลายมีค่าความเป็น กรด-ด่าง ปรับค่าความเป็นกรด -ด่าง ได้ดีกว่าตอนก่อนใช้
ในต่างประเทศพบว่า น้ำลายเทียมชนิดเจล มีราคาสูงมาก เมื่อนำมาจำหน่ายในไทยผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูง ผู้ป่วยบางรายหรืออยู่ห่างไกลชนบทที่มีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสหาซื้อมารับประทาน
แต่โครงการในพระราชดำรินี้ มิได้จัดจำหน่าย หากแต่แจกจ่ายฟรีสำหรับประชาชนที่มีปัญหาการเจ็บป่วยด้วยภาวะโรค หรือการสร้างน้ำลายเทียม นี้คืออีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงห่วงใยใส่ใจพสกนิกรชาวไทย ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้น …

CR. Picture : Jelly by fremox – Dribbble , quenchnot.wordpress.com 

บทความ  ความรู้  ร.9  โครงการ  พระราชดำริ  วุ้น  เจลลี่  มะเร็ง  ช่องปาก  cancer  jelly  mouth  พระเจ้าอยู่หัว  พ่อหลวง

เลือก“ปลาดอรี่” แบบไหนอร่อย ?

dolly1

         เคยสงสัยไหม? ทำไมปลาดอรี่ที่วางขายตามแผนกอาหารแช่แข็ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ไม่มีผิวหนังหรือเกล็ดให้เราเห็น ? หลายคนคงได้ชิมรสชาติหลากหลายเมนู ของปลาแพนกาเซียส ดอรี่ ไปกันแล้ว 

          ซึ่งต้องบอกว่า มีความแตกต่างจากปลาแม่น้ำบ้านเรา น่าทานไปอีกแบบ ช่วงหลายปีมานี้ ปลาชนิดนี้มีวางขายในซุปเปอร์มาเก็ตจำนวนมาก รวมทั้งอยู่ในรายการอาหารราคาแพง 

          ปลาดอรี่นั้น มี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.สายพันธุ์ปลา ในกลุ่มแพนกาเซียสหรือปลาสวาย ลักษณะตัวยาว เรียว เนื้อขาว ผิวมัน ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย 2. สายพันธุ์ปลาดอรี่(John Dory) ซึ่งปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ลักษณะหน้าสั้น ตาโต ตัวกลมอ้วน เนื้อสีขาว ราคาแพง 

           ในสายพันธุ์แรกนั้น ชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ Pangasius Hypothalamus บ้านเราเรียกปลาชนิดนี้ ว่าปลาสวาย ซื้อหาได้ง่ายตามท้องตลาด แต่ปลาสวายในประเทศไทย ส่วนใหญ่เลี้ยงด้วยหัวอาหารเม็ด ที่อุดมด้วยไขมัน แป้งหรือพวกรำ ส่วนเวียดนามมีการเลี้ยงปลาด้วยอาหารประเภทโปรตีน ปลาป่น จำกัดอาหารที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปลามีไขมันแทรกในชั้นผิว ประเทศไทยเพาะเลี้ยงอยู่ในบ่อหรือพื้นที่จำกัด ไม่มีระบบการถ่ายเทน้ำที่สะอาด ส่วนในเวียดนามใช้ระบบถ่ายเทน้ำ เลี้ยงในแม่น้ำใหญ่อาศัยจังหวะน้ำขึ้นลง ในการถ่ายเทน้ำ ทำให้เนื้อปลามีลักษณะแตกต่างกัน

 

           ประเทศเวียดนามนั้น มีการเลี้ยงและผลิตเนื้อปลาแพนกาเซียส ดอรี่ (ภาษาท้องถิ่นเรียกปลาจา) เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และผลิต ปีละไม่ต่ำกว่า 1ล้านตัน มีการส่งออกประมาณ 90% ไปยังตลาดหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ กว่า 20 ประเทศ ทำให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกปลาชนิดนี้ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ทีเดียว 

           ปลาแพนกาเซียส ดอรี่ เป็นปลาธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนาม จึงได้รับการส่งเสริมตามนโยบายของเวียดนาม โดยมีพื้นที่เลี้ยงปลาประเภทนี้ทั้งหมดประมาณ 5,500 เฮกตาร์ (ประมาณ 34,375 ไร่) โดยพื้นที่เลี้ยงหลักอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง 

          สำหรับ ปลาดอรี่(John Dory) สายพันธุ์ที่สอง ชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ Zenopsis Conchifera สายพันธุ์นี้ ราคาค่อนข้างสูงมาก รสชาติอร่อยกว่าสายพันธุ์แรก (นักชิมหลายคนว่ากัน) ซึ่งเป็นปลาอาศัยอยู่ในท้องทะเลลึกแถบมหาสมุทรแอตแลนติก แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรียกว่า ต้องใช้ทั้งฝีมือและความชำนาญในการหาปลาจอห์น ดอรี่ ชนิดนี้ ลักษณะเมื่อแล่เนื้อปลา เนื้อปลามีสีขาว ไม่ยาว คล้ายสามหลี่ยมกว้าง เนื้อค่อนข้างมากไม่มีไขมันแทรกตามเนื้อปลา เนื้อปลาแน่นหวานชวนรับประทาน เนื่องจากปลาชนิดนี้ อาศัยอยู่ตามธรรมชาติใต้ท้องทะเล กินซากพืช สาหร่าย

dolly4

         สำหรับเมนูอิ่มอร่อย ส่วนใหญ่ ไม่ต่างจากชนิดสายพันธุ์แรก เช่น Fish’n Chip ,Steak เมนูอาหารไทย ปลาดอรี่ผัดฉ่า ข้าวต้มปลาดอรี่ ปลาดอรี่ผัดคึ่นช่าย เป็นต้น 

dolly5

        สำหรับ คุณผู้อ่านสะดวกซื้อแบบไหนไปประกอบอาหารหรือเลือกมื้ออาหารจานโปรด แล้วแต่สะดวก เพราะทั้งสองสายพันธุ์ให้คุณค่าทางโภชนาการ โอเมกา 3 อยู่ไม่น้อย ปลาแพนกาเซียส ดอรี่หาซื้อง่ายตามท้องตลาด และห้างสรรพสินค้า ราคาถูก แต่ปลาจอห์น ดอรี่ นั้น ราคาแพงและวางขายเฉพาะบางซุปเปอร์มาเก็ต อร่อยหรือไม่อร่อยนั้น นักชิมต้องลองตัดสินกันดู !! 

………………………………………………………………..

ขอบคุณข้อมูลและภาพ 

www.westcoastseafood.com 

www.marksfoods.co.uk 

shiberty.com 

www.linkedin.com 

www.hakvoortfood.nl 

http://cp-enews.com/cp_food_safety 

www.fishing.net.nz 

ตำนาน “ว่าว”

kite

เล่ากันว่า เมื่อ 2000 ปีก่อน มีช่างฝีมือจีน นามว่า “หลู่ปาน” ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นรูปนกการเวกไม้ ทำเป็นว่าวตัวแรก ตั้งชื่อเรียกว่า “มู่เอวียน” บางหลักฐานกล่าวว่า เมื่อ 2400 ปี มาแล้ว ผู้ทำว่าวไม้คนแรก ชื่อ “ม่อจื่อ” โดยทำไม้ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้ เรียกว่านกไม้ แต่เมื่อลอยอยู่ไม่นานนกดังกล่าวก็ตกลงสู่ท้องดิน
ว่าว นั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ประเทศจีน โดยภาษาจีนนั้นเรียก “เฟิงเจิง” “จื่อเอวียน” “เย่าจื่อ” หลังสมัยตงฮั่นไช่หลุน มีการผลิตกระดาษ จึงนำกระดาษมาประกอบทำเป็นตัวว่าว สมัยยุคห้าราชวงศ์จีนนั้น หลี่เย่ ใช้แป้งเปียกติดกระดาษทำว่าวเป็นรูปนก ใช้ด้ายผูกเชื่อมสำหรับดึงตัวว่าว และนำไปปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า

kite2.jpg

ในสมัยฮั่น เล่ากันว่า ขุนสึกหานซิ่นใช้ว่าวทดสอบทิศทางลมในทางทหาร ส่วนในสมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ใช้ว่าวสำหรับส่งข้อความสารแต่ไม่สำเร็จ ในสมัยราชวงศ์ถังจางผี ถูกข้าศึกโอบล้อมจำนวนมากจึงใช้ว่าวเป็นตัวส่งข่าวสารขอความช่วยเหลือทางการทหาร
ต่อมามีการดัดแปลงลักษณะว่าวให้มีสีสันและเพิ่มเสียงอันไพเราะ โดยในปลายราชวงศ์ถัง มีการนำขลุ่ยขนาดเล็กๆ ที่ใช้ในการขับเล่นดนตรี ติดไว้กับตัวว่าว เมื่อต้องลมพัดพามา ทำให้มีเสียงดังไพเราะคล้ายมีคนเล่นเครื่องดนตรีกู่เจิงอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า “จื่อเอวียน”
ในสมัยราชวงศ์ชิง มีนักกลอนหลายคนเขียนพรรณนาเกี่ยวกับว่าวไว้ จำนวนมาก ว่าวถือเป็นศิลปะของจีนที่รุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง

ประวัติการเล่นว่าวในประเทศไทย 

สมัยกรุงสุโขทัย
เอกสารกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือว่า “พระร่วงเจ้าทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่า เป็นท้าวเป็นพระยา” และกล่าวถึงว่าวหง่าว (มีเสียงดัง) ในสมัยนั้น และในหนังสือตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (นางนพมาศ) กล่าวถึงเดือนยี่ พระจันทร์โคจรอยู่ในกลุ่มดาวปุษยะ (ดาวปุยฝ้ายหรือดาวรวงผึ้ง) กระจุกดาวเปิดในราศีกรกฏไว้ว่า “เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษก เถลิงพระโคกินเลี้ยงเป็นนักขัตรฤกษ์ หมู่นางในก็ได้ดูชุดชักว่าวหง่าว ฟังสำเนียงเสียงว่าวร้องเสนาะลั่นฟ้าไปทั้งทิวาราตรี”

สมัยกรุงศรีอยุธยา 
การเล่นว่าวมีปรากฏในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวไว้ว่า ”….ว่าวของพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา ๒ เดือนในฤดูหนาว”…และยังกล่าวว่า …”ว่าวเป็นกีฬาที่เล่นอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวยาม” ในกรุงศรีอยุธยามีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกฏมณเฑียรบาลห้ามมิให้ประชาชนเล่นว่าวทับพระราชวัง ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) ในเวลากลางคืนรอบพระราชนิเวศน์จะมีว่าวต่างๆลอยอยู่ ว่าวนี้ติดโคมส่องสว่าง และลูกกระพรวนส่งเสียงดังกรุ่งกริ๋ง ในสมัยพระเพทราชาได้ยกทัพไปปราบพระยายมราชเจ้าเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นกบฏ เข้าตีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ พระองค์ชอบการเล่นว่าว จึงใช้ว่าวจุฬาผูกหม้อดินดำชักขึ้นข้ามกำแพงเมืองนครราชสีมาแล้วจุดไฟชนวนให้ตกใส่บ้านเรือนภายในกำแพงเมือง เกิดไฟไหม้โกลาหลสามารถเข้าตีเมืองนครราชสีมาได้สำเร็จ เมื่อถึงปลายกรุงศรีอยุธยามีข้าศึกสงครามบ้านเมืองไม่สงบ การเล่นว่าวจึงซบเซาตลอดมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 
การเล่นว่าวเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองศ์ทรงเล่นว่าวจุฬาที่สนามข้างวัดพระแก้ว แข่งขันกับว่าวปักเป้าของกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ที่ท้องสนามหลวง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การเล่นว่าวเริ่มคึกคักขึ้น เช่นมีสนามเล่นว่าวบริเวณสามยอด ซึ่งมีพระยาอัพภันตริกามาตย์เป็นนายสนาม ต่อมาย้ายมาเล่นบริเวณสะพานเสี้ยว สนามหน้ากระทรวงยุติธรรม มีจางวางท้วมทำว่าวจุฬา
เล่น สนามบริเวณวัดโคก(วัดพลับพลาชัยปัจุบัน) มีนายอำเภอจั่น และนายแสง ทำว่าวเล่นบริเวณนี้ ต่อมาเมื่อมีบ้านเรือนมากขึ้นจึงย้ายไปเล่นที่สระปทุม (เขตปทุมวัน) สนามนี้มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสวัสดิวัฒนวิสิษฐ์ทรงให้ความอุปถัมภ์ แต่เนื่องจากห่างไกลการคมนาคมไปมาไม่สะดวก จึงเปลี่ยนไปเล่นที่บริเวณที่สนามวัดดอน(เขตยานนาวา) แต่ถูกนักเลงท้องถิ่นก่อกวนอยู่เสมอ จึงย้ายไปเล่นที่บริเวณหัวลำโพงได้ระยะหนึ่ง เมื่อทางราชการได้เริ่มก่อสร้างสถานีรถไฟหัวลำโพง จึงย้ายไปเล่นกันที่บริเวณสวนอนันต์ได้ประมาณ ๒ ปีก็ย้ายไปเล่นที่ริมคลองตลาด เมื่อบ้านเมืองเจริญมากขึ้นไม่สะดวกในการขึ้นว่าว จึงย้ายไปเล่นบริเวณบางขุนพรหม และสุดท้ายมาปักหลักเล่นกันที่ทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง)จนถึงปัจจุบัน

ประเทศจีนนั้น มีแหล่งผลิตว่าวหลายแห่ง เช่น นครปักกิ่ง เมืองเทียนสิน เมืองไคเฟิง เมืองเหวยฝาง เมืองหนานทง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลซานตุง เป็นต้น ซึ่งแหล่งผลิตว่าวและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการส่งออกว่าว ที่ใหญ่ที่สุด คือ เมืองเหวยฝาง
รูปแบบการทำว่าวนั้น มีความหลากหลาย ไปตามยุคสมัย โดยแต่เดิม นิยมทำรูป นก งู ปลา หนอน ตะขาบ มังกร ต่อมามีการดัดแปลงรูปว่าวอิงตามบุคคลทางประวัติศาสตร์ เช่น เทพเจ้าเห้งเจีย
ต่อมามีการดัดแปลงว่าวไปตามจินตนาการตัวการ์ตูน เช่น โดราเอมอน โปเกมอน พิคาจู คิตตี้ ซุปเปอร์แมน เป็นต้น
การทำว่าวนั้น มีเทคนิคที่แตกต่าง ต้องอาศัยความชำนาญยิ่ง เพราะทำให้ว่าวลอยอยู่บนท้องฟ้าเล่นลมได้นานทีเดียว ว่าวของจีนนั้นมีความพิถีพิถันในการทำ โดยเหลาไม้ไผ่ให้บางตามขนาด เลือกไผ่ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไปเพราะจะทำให้โครงว่าวไม่แข็งแรง นำแป้งเปียกมาติดกระดาษกับโครงว่าว วาดลวดลายอันวิจิตรลงบนตัวกระดาษว่าว ตกแต่งด้วยพู่สีสันต่างๆ เมื่อปล่อยว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่าวจะมีความอ่อนช้อยสวยงาม มีเสียงไพเราะน่าฟัง
ส่วนว่าวไทยนั้นนิยม ทำว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงู ว่าวอีลุ้ม ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวหัวแตก ว่าเต่า ว่าวใบไม้ ว่าวปลาวาฬ ว่าวควาย เป็นต้น
ในทางความเป็นสิริมงคล ว่าวนั้นยังบ่งบอกถึงภาพบนตัวว่าวที่แสดงถึงโชคลาภ วาสนา ความปิติยินดี อายุมั่นขวัญยืนอีกด้วย
การเล่นว่าวของจีนนั้น ไม่ต่างจากการเล่นว่าวเมืองไทยมากนักคือ นิยมเล่นว่าวในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงต้นลมหนาว นิยมเล่นในที่โล่งกว้าง ท้องทุ่ง สนามหญ้าลานกว้าง ไม่ควรเล่นในที่ต้นไม้ใหญ่สูง เพราะเมื่อลมอ่อนกำลังลง ว่าวจะตกลงสู่พื้น ซึ่งอาจไปเกาะเกี่ยวต้นไม้หรือตึกได้

kite3

จะเห็นว่าความสวยงามจากศิลปะโบราณของจีน ประยุกต์กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพเทศกาลเล่นว่าวในปัจจุบันของจีนทุกปี ไม่เพียงแต่เป็นกีฬาเพื่อสุขภาพแต่ในมุมมองของความเชื่อคนไทยส่วนหนึ่ง เชื่อว่า หากนำว่าวไปบนบาน จักทำให้กิจการ การงาน หน้าที่ อายุ ยืนยาว เจริญรุ่งเรือง บางครั้งเราจึงพบว่าว วางเคารพบูชาอยู่ตามต้นไม้ใหญ่หรือตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บางแห่งหลายร้อยหลายพัน

kite4.jpg

คนในเมืองหลวงของไทย หากอยากมีมุมพักผ่อนคลายเครียดในวันหยุดนั้น สามารถหาซื้อว่าวโบราณได้ที่บริเวณใกล้ท้องสนามหลวง และปล่อยว่าวขึ้นฟ้าสักรอบสองรอบ เห็นจะลดอายุได้มากทีเดียว !!!
…………………………………………………………………………………….
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลเพิ่มเติม 

http://hs6ap.igetweb.com 
http://thai.cri.cn/ 
https://th.aliexpress.com 
http://www.hamanan.com 
http://www.manager.co.th 

…………………………………………………………………………….

ติดตามบทความ ได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา

กำจัดใยแมงมุมง่ายนิดเดียว

Garden-spider.jpg

“แมงมุมขยุ้มหลังคา แมวกินปลาหมากัดกระพุ้งก้น” เคยได้ยินแต่เด็ก คุ้นๆกันบ้างไหมเอ่ย แมงมุมบางชนิดมีพิษร้ายแรง อาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งในประเทศไทยพบทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล พบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แมงมุมแม่ม่ายหลังเพลิง พบกระจายไม่มาก ซึ่งค้นพบครั้งแรกที่ จ.ฉะเชิงเทรา และชนิดสุดท้าย คือแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน พบเฉพาะในถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ ซึ่งหากได้ติดตามข่าวจะพบว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับภาวะแทรกซ้อนและพิษโดยตรงของแมงมุม ซึ่งทุกคนก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปครับ ฟินิกซ์เองมีวิธีการหลีกเลี่ยง แหล่งสร้างรังเจ้าแมงมุมสารพัดชนิดมาฝาก
โดยปกติ แมงมุม (Spider) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกสัตว์ขาปล้อง หรืออาร์โธพอด เช่นเดียวกับแมลง กิ้งกือ ปู จัดอยู่ในอันดับ Araneae มีรูปทรง ลักษณะ และขนาดแตกต่างหลากหลายกันออกไป บางชนิดมีลำตัวที่กว้างมาก บางชนิดมีรูปร่างที่เพรียวยาว ขณะที่บางชนิดกลับมีรูปร่างที่คล้ายกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น เช่น มด หรือปู เพื่อใช้ในการพรางตัว
แมงมุม ถูกค้นพบแล้วกว่า 40,000 ชนิด จะกินแมลง หาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ ยกเว้น เราไปเข้าใกล้แหล่งอาหารหรือสัมผัสรังใยแมงมุม อาจถูกแมงมุมกัดได้ ทางที่ดี ควรระมัดระวังไม่เข้าไปในป่าทึบ ปิดบ้านให้มิดชิด ทำความสะอาดบ้านไม่ให้เป็นแหล่งสร้างรังแมงมุม ป้องกันแมงมุมเข้าบ้าน
วันนี้ฟินิกซ์ขอนำผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับวิธีกำจัดเจ้าสายใย ยืดยาวอย่างใยแมงมุม หรือเรียกตามท้องถิ่นว่า “หยากไย่”มาฝากกันครับ เพื่อบ้านของทุกคนจะได้สะอาดสดใส ปราศจากสายใยตาข่าย รกรุงรัง

10 วิธีกำจัดใยแมงมุม 

1. ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ 

แน่นอน แมงมุมชอบทำรังในที่มุมห้อง มุมโต๊ะ ตู้เตียง ที่มีฝุ่นละออง โดยเฉพาะหากบริเวณบ้านนั้นมีรอยแตกร้าว เป็นรู ช่อง สามารถเป็นทางเชื่อมออกไปหาแหล่งอาหารของแมงมุมนอกบ้าน ยิ่งทำให้แมงมุมสร้างใยจำนวนมาก ทางที่ดีหมั่นทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ พร้อมปิดบ้านให้มิดชิดป้องกันแมงมุมเข้ามาทำรัง

2. เลี้ยงแมวไล่แมงมุม 

เจ้าแมวเหมียวที่ท่านเลี้ยงไว้นอกจากช่วยจับหนู แมลงสาบ จิ้งจกแล้วยังเป็นยามในบ้านชั้นดีที่ช่วยวิ่งไล่จับแมงมุม ทำให้แมงมุมไม่กล้ามาทำรังภายในบ้านอีก ต้องบอกว่าคุณประโยชน์น้องแมวนี่มหาศาลนะครับ เพราะบรรดาแมงมุมจะหวาดกลัว น้องแมวเหมียวจะจับแมงมุมมาขยุ้มหัวใจเล่น แมงมุมเตลิดไปไกลทีเดียว

  3. อร่อยกับเกาลัดก็เหลือไว้บ้างนะ

นอกจากเกาลัดจะมีรสชาติ อร่อยสุโก่ยแล้วยังมีประโยชน์ที่แฝงมากับกลิ่นเกาลัด ทำให้แมงมุมไม่ชอบเอามากๆเลยทีเดียว นำเกาลัดไปวางตามมุม ซอกหรือจุดที่คิดว่าอาจเป็นแหล่งสร้างใยแมงมุม เจ้าแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลย แต่ต้องระวังน้องมดมาก่อกวนเกาลัดแทนนะครับ

 4. ใช้เกลือดูดความชื้น 

เกลือนอกจากเป็นส่วนผสมของการปรุงอาหาร หมักดอง โรยหน้าสารพัดอาหารคาวหวาน เกลือมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความชื้น ป้องกันการมาทำรังของแมงมุม เพราะเมื่อไม่มีความชื้นแมงมุมจะสร้างใยไม่สำเร็จ “มันท้อแท้” ครับ โดยนำเกลือใส่ถุงตาข่ายหรือใส่ชามใบเล็กใปวางตามจุดต่างๆ ใกล้แหล่งสร้างใย วิธีนี้ก็ช่วยได้ผลดีทีเดียว

5. สเปรย์น้ำส้มสายชู 

นำน้ำส้มสายชูยี่ห้อใดก็ได้ผสมให้เข้ากับน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรวมตัวของกลิ่นที่สมบูรณ์แบบ แล้วใส่ขวดแบบหัวฉีดสเปรย์ นำมาฉีดพ่นตามจุดอับ มุมต่างๆ แค่นี้แมงมุมก็ไม่กล้ามาทำรังแล้ว เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวเอามากๆ รับรองแมงมุมโกยอ้าว !ไปจากบ้านแน่นอน บ้านอาจมีกลิ่นอมเปรี้ยวผสมผสานกลิ่นหอมน้ำมันมะพร้าวแทน

   6. สเปรย์เปปเปอร์มินต์ 

ซึ่งเปเปอร์มินต์สกัดมาจากสมุนไพรในจำพวกสะระแหน่ มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อันเป็นคุณสมบัติที่แมงมุมไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง เพียงผสมน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์กับน้ำเปล่าฉีดพ่น บริเวณจุดต่างๆ หรือมุมบ้านที่แมงมุงสร้างใย เหล่าบรรดาแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลยครับ

 7. ใช้กลิ่นน้ำมันซีตรัสช่วยไล่แมงมุม

น้ำมันซีตรัสสกัดจากเปลือกผลไม้หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ส้มโอ ใช้วิธีเดียวกับกลิ่นเปปเปอร์มินต์ ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น หรือบางท่านอาจจุดอโรมาน้ำมันหอมระเหยแทน วิธีนี้ช่วยขับไล่แมงมุมออกจากบ้านได้ คนสมัยก่อนยังใช้ภูมิปัญญาไทย แบบใช้ได้ดีและเห็นผล นั่นคือ นำเปลือกส้ม ผิวมะนาว ผิวส้มโอ มาวางไว้ตามจุดมุมห้อง วิธีนี้ก็ใช้ได้ผลนะ แถมภายในบ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆของซีตรัส

 8. น้ำมันซีดาร์มีประโยชน์

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากไม้สนซีดาร์ มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมันหอมระเหยจากแก่นไม้จันทน์ มีกลิ่นอ่อนๆคล้ายไอดิน นอกจากฉีกพ่นป้องกันแมงมุมแล้ว ยังสามารถไล่มด แมงสาบได้อีกด้วย เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ชอบกลิ่นเปเปอร์มินต์หรือซีตรัส เพราะกลิ่นซีดาร์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายคล้ายกลิ่นไอดินยามเช้า

 9. ยาสูบแมงมุมกลัว  

ทราบหรือไม่ในตัวมวนบุหรี่ ที่เรียกยาเส้นหรือยาฉุน นั้น มิใช่ทำอันตรายต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว ควันบุหรี่น่ะ มีอันตรายร้ายแรงต่อตนเองและผู้อื่น แต่ในตัวยาเส้นกลับมีคุณประโยชน์ ต่อการไล่แมงมุม หากนำมายาเส้นผสมน้ำแล้วคั้นเอาน้ำ มาฉีดพ่นสามารถไล่แมงมุมได้ผลดี ในสมัยก่อน ชาวสวนผลไม้ยังนิยมนำยาเส้นมาผสมน้ำฉีดพ่นไล่แมลงที่มากัดกินผลไม้ แทนการใช้ยาฆ่าแมลง อีกด้วย ว้าว!! ฟินิกซ์ คิดว่า บุหรี่มีแต่ข้อเสีย ที่ไหนได้ยังมีประโยชน์มากมาย หากแต่ นำมาใช้ให้ถูกวิธีกันนะครับ

 10. ติดมุ้งลวดซะเลย 

เล่าให้ฟังมาหลายวิธีแล้ว สุดท้ายที่ช่วยป้องกันสัตว์ แมลงต่างๆมารบกวนได้ดีที่สุด คือ การติดมุ้งลวดครับ เพราะช่วยป้องกันได้ดี ป้องกันฝุ่นละอองเข้าบ้านได้ดีอีกด้วย การติดมุ้งลวดใช้เวลาไม่นาน ปัจจุบันราคาไม่แพงเกินไป ที่สำคัญในช่วงฤดูฝน ยุงลายมักแพร่พันธุ์จำนวนมาก มุ้งลวดช่วยได้มากทีเดียวครับ แต่หลายบ้านก็ไม่นิยมติดมุ้งลวด ด้วยสาเหตุทำให้บ้านไม่สวยบ้าง ไม่น่าชวนมองบ้าง ตามแต่ความเห็น ความสะดวกแต่ละท่านครับ

เอาเป็นว่า มีหลายวิธีที่ให้เลือกนำมาทดลองใช้ ในการไล่แมงมุม ลองนำไปใช้ดูนะครับเพื่อสถานที่พักอาศัยของเราจะได้สะอาด น่าอยู่ ปลอดโปร่งสบายตา

ขอบคุณข้อมูล : https://th.wikipedia.org 


ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

โดย อ.วีย์รฎา

ลาก่อนเอลนินโญ่ สวัสดีลานินญ่า

so hot

“ร้อนแทบละลาย หนาวแทบขาดใจ” คือ สถานการณ์ที่คนไทยทุกคนกำลังประสบอยู่ วันนี้ฟินิกซ์ ขอพาทุกท่าน ไปรู้จักกับคำว่า “เอลนินโญ่”กับ “ลานินญ่า” ที่ใครๆทั้งโลกต่างพูดถึง แหม !!ฟังๆไปแล้วก็นึกถึง ลาซานญ่า นะครับ อร่อยและได้คาร์โบไฮเดรต น้ำลายไหลแล้วสิครับ แต่ สองคำนี้ ต่างกันครับ ไม่อร่อยแถมหนาวๆร้อนฝุดๆ มาดูกันว่ามีความหมายและมีที่มาจากอะไรกันนะ
น่าสนใจมากเลยทีเดียว…..
เอลนีโญ (El Nino) มาจากภาษาสเปน แปลว่า “เด็กชาย” เป็นรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกห้าปี
มีประวัติที่เล่าต่อกันมา ย้อนหลังไปราว 1500 ปี ชื่อนี้ได้มาจากชาวเปรูที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงหนือของประเทศ ซึ่งอยู่ติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใกล้ๆเส้นศูนย์สูตร ชาวเปรูในท้องถิ่นดังกล่าวได้สังเกตเห็นในบางปีจะมีกระแสน้ำอุ่นไหลมาตามแนวชายฝั่ง พร้อมกันนั้นสภาวะภูมิอากาศจะผิดปกติไป เช่น ฝนไม่ตกในบริเวณที่เคยตกประจำแต่กลับไปตกในพื้นที่ที่แห้งแล้งกันดารซึ่งไม่ค่อยมีฝนตก ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน ปลาที่เคยมีให้ชาวประมงจับมากมายกลับมีจำนวนน้อยลง เมื่อปลาในทะเลมีน้อยลง นกซึ่งกินปลาเป็นอาหารก็พากันอพยพไปหากินถิ่นอื่น ส่งผลให้มูลนกมีปริมาณน้อยและมีคุณค่าทางปุ๋ยต่ำลง คนเก็บมูลนกขายก็เดือดร้อนไปด้วย
ประมาณปี พ.ศ. 2433 พวกเขาจึงได้ขนานนามกระแสน้ำอุ่นนี้ว่า El Nino ซึ่งจะมาในช่วงใกล้กับวันคริสต์มาส เป็นเทศกาลฉลองการมาบังเกิดของพระเยซูเจ้า ที่ทรงเป็น เด็กชาย
โดยเรียกปรากฏการณ์ที่กลับกันกับเอลนิโญว่าลานีญา เอลนิโญเป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสน้ำอุ่น ส่วนลานีญา จึงเป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสน้ำเย็น
ปรากฏการณ์เอลนิโญ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานนับพันปี
ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียทางตอนเหนือ ซึ่งการที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ นั่นเอง
ส่วน ลานีญา (La Nina) นั้น ภาษาสเปน แปลว่า “เด็กหญิง” กล่าวคือ ลานีญา มีความผันผวนของสภาพอากาศโลกซึ่งเป็นปรากฏการณ์ช่วงระยะเวลาเย็นลงของน้ำทะเลของปรากฏการณ์เอลนิโญ โดยจะส่งผลให้พื้นที่ที่เคยมีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปอีก และในบริเวณที่มีฝนตกเป็นประจำจะมีฝนตกชุกยิ่งขึ้น
ประเทศที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากตั้งอยู่ตำแหน่งใต้เส้นศูนย์สูตร ตรงมหาสมุทรแปซิฟิก คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลความชุ่มชื้นจากพายุฝน ที่ก่อตัวจากมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยเป็นประจำ
แต่เมื่อเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ พายุก็เปลี่ยนทิศทางขึ้นเหนือเข้าสู่ทะเลจีนใต้หมดทำให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆที่อยู่แถบแหลมอินโดจีนเกิดภาวะแห้งแล้งหนัก แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ลานิญญาขึ้น ส่งผลให้มีพายุก่อตัวและพัดผ่านเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากกว่าเดิม ทำให้ไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักเช่นเหตุการณ์ น้ำท่วมทั่วทุกภูมิภาค ในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เสียหายอย่างหนัก ในปี 2554 ที่ผ่านมา
ขณะนี้ ทุกภาคส่วน ในประเทศกำลังตื่นตัวและเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ลานิญญา ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบฝนตกหนักตั้งแต่กลางปีถึงปลายปี 2559 ไม่ต่างจากปี 2554 …ฟินิกซ์ นำความรู้ดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง เราทุกคนจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น ในอนาคต ฝนจะตกหนักและเกิดภาวะน้ำหลาก เฮ้อ !!ฟินิกซ์ชักเครียดแล้วสิครับ ? ขอตัวไปฝึกซ้อมว่ายน้ำ ก่อนนะ ฟินิกซ์กลัวจมน้ำ ที่ผุดมาจากท่อในกรุงเทพอ่ะครับ….

ขอบคุณข้อมูล

https://th.wikipedia.org/wiki/เอลนีโญ
https://th.wikipedia.org/wiki/ลานีญ่า
https://ponpailin6007.blogspot.com

รถประเภทไหนเหมาะกับตัวคุณ

ปัจจุบันรถยนต์ในประเทศไทยมีมากมายหลายยี่ห้อ แต่บางคนสงสัยว่า เอ.. รถประเภท A-Segment หรือ B-Segment คืออะไร? ทำไม เซียนรถถึงรู้กัน วันนี้ ฟีนิกซ์นกรู้จะพาไปหาคำตอบของประเภทรถกันครับ
ประเภทของรถยนต์ในประเทศไทย ตามมาตรฐานยุโรป (European New Car Assessment Programme : EURO NCAP) มีดังนี้ครับ
A-Segment : mini cars คือ


– รถยนต์นั่งไมโครคาร์ เช่น อิเซ็ตตา , สมาร์ท ฟอร์ทู
– รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก เช่น เฟียต 500 , แดวู มาติซ , ฮอนด้า บริโอ้
B-Segment : small cars or Supermini คือ รถยนต์นั่งขนาดเล็กมาก


เช่น โตโยต้า วีออส , ฟอร์ด เฟียสตา , ฮอนด้า แจ๊ซ , ฮอนด้า ซิตี้ , โตโยต้า ยาริส , โตโยต้า โซลูน่า , มิตซูบิชิ มิราจ , เชฟโรเลต อาวีโอ , มาสด้า 2 , นิสสัน มาร์ช
C-Segment : medium cars คือ รถยนต์นั่งขนาดเล็ก

เช่น ฮอนด้า ซีวิค , โตโยต้า โคโรลล่า , มิตซูบิชิ แลนเซอร์ , นิสสัน ซันนี่ , นิสสัน ทีด้า , นิสสัน ซิลฟี่ , เชฟโรเลต ออปตรา , มาสด้า 3 , ฟอร์ด โฟกัส
D-Segment : large cars คือ


– รถยนต์นั่งขนาดกลาง เช่น ฮอนด้า แอคคอร์ด , นิสสัน บลูเบิร์ด , นิสสัน เซฟิโร่ , นิสสัน เทียน่า , โตโยต้า โคโรน่า , โตโยต้า คัมรี่
– รถยนต์นั่งประเภทหรูหราระดับต้น เช่น บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 , เมอร์เซเดส-เบนซ์ ซี-คลาส , วอลโว เอส 40 (ตลาดล่าง) , วอลโว่ เอส 60 (ตลาดบน) , ออดี้ เอ 4
E-Segment : executive cars คือ

– รถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เช่น เชฟโรเลต อิมพาลา , โตโยต้า อวาลอน , มิตซูบิชิ เดียเมนเต
– รถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดกลาง เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส , บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 5 , วอลโว เอส 80 , ออดี้ เอ 6 , ฮอนด้า เลเจนด์ , โตโยต้า คราวน์
F-Segment : luxury cars คือ รถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดใหญ่

เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอส-คลาส , บีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 7 , ออดี้ เอ 8 , มาเซราตี ควอตโตรปอร์เต , จากัวร์ เอ็กซ์เจ , เล็กซัส แอลเอส , โตโยต้า คราวน์ มาเจสตา
S-Segment : sport coupés คือ

– รถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เช่น ฟอร์ด มัสแตง , เชฟโรเลต คอร์เวตต์ , มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชั่น
– รถยนต์นั่งประเภทหรูหราสมรรถนะสูง เช่น มาเซราตี แกรนทูริสโม , เฟอร์รารี่ เอฟ 12 เบอร์ลิเนตต้า , จากัวร์ เอกซ์เค
– รถยนต์นั่งสมรรถนะสูงมาก เช่น บูกัตติ เวย์รอน , ลัมโบร์กีนี เรเบนตัน , เฟอร์รารี่ เอ็นโซ
M-Segment : multi purpose cars คือ

– รถยนต์กึ่งอเนกประสงค์ หรือ รถยนต์เพื่อกิจกรรมสันทนาการ เช่น เกรทวอลล์ เพริ , ฟอร์ด ทัวร์นีโอ คอนเนคต์ , โฟล์กสวาเกน แคดดี ไลฟ์
– รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็กมาก เช่น โตโยต้า อแวนซา , ฮอนด้า ฟรีด , ซูซูกิ เออร์ติกา , เชฟโรเลต สปิน
– รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดเล็ก เช่น โตโยต้า วิช , โตโยต้า อินโนวา , ฮอนด้า สทรีม , เชฟโรเลต ซาฟิรา
– รถยนต์อเนกประสงค์ขนาดใหญ่ เช่น ฮอนด้า โอดิสซีย์ , ฟอร์ด กาแล็กซี , มิตซูบิชิ สเปซวากอน
J-Segment : sport utility cars (including off-road vehicles) คือ

j_segment
.
– รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็กมาก เช่น นิสสัน จู๊ค , ฟอร์ด เอคโคสปอร์ต , ฮอนด้า เอชอาร์-วี , โตโยต้า เออร์แบน ครุยเซอร์
– รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดเล็ก เช่น ฮอนด้า ซีอาร์-วี , โตโยต้า ราฟโฟร์
– รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดกลาง เช่น โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ , ฟอร์ด เอเวอเรสต์
– รถยนต์อเนกประสงค์สมรรถนะสูงขนาดใหญ่ เช่น เรนจ์ โรเวอร์ , โตโยต้า แลนด์ ครุยเซอร์
ท่านผู้อ่านทราบแล้วใช่มั๊ยว่า รถยนต์มีกี่ประเภท มีอะไรบ้าง ครั้งหน้าฟินิกซ์จะนำสาระดีดี อะไรมาฝาก ติดตามได้ที่ฟินิกซ์นกรู้ นะครับ
………………………………………………………………………….
ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C
https://en.wikipedia.org/wiki/Euro_Car_Segment
https://en.wikipedia.org/wiki/Euro_NCAP
https://en.wikipedia.org/wiki/Car_classification 

ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

by อ.วีย์รฎา

30 มีนา วันอะไร ? ทำไมคนทั้งโลกควรรู้ ?

Print

ก่อนเริ่มงานช่วงเช้า เห็นพนักงานในออฟฟิศมุงดูบางสิ่งบางอย่าง อย่างจริงจังตั้งใจ พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาของปัญหาดังกล่าว เมื่อเดินเข้าใกล้ จึงพบว่า กำลังดูข่าวผู้หญิงท่านหนึ่งเปลือยกาย ปีนออกมาทางกระจกรถยนต์ของตนเอง  ตามแหล่งข่าวแจ้งป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ (Bipolar)

ย้อนกลับไป เมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนเคยทำงานร่วมกับผู้บริหารท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ช่วงได้รับยาต่อเนื่อง การบริหารงาน เป็นไปอย่างราบรื่น วันไหนขาดยารักษา เรียกว่า “ของขึ้น”  …ลูกน้องขวัญกระเจิง ไปตามๆกัน.. ใครราหูโคจรมาวันนั้น อย่าได้เข้ามาใกล้เชียว ชีวิตตกอับเป็นแน่แท้!!  โชคดีที่ผู้เขียนพอมีความรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคนี้ อยู่บ้าง จึงมีวิธีจัดการกับปัญหาพอไปได้ เป็นเสมือนกัลยาณมิตรที่ดี ช่วยชี้แนะและให้กำลังใจ

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเขาทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งไม่เข้าใจสภาวะโรคที่เขาเป็น คนมักมองว่าเขา “บ้า” หรือ “เพี้ยน” !!!

ผู้เขียนเชื่อว่า หากเราเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น อย่างเข้าใจ โรคนี้หายได้และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข ไม่ใช่โรคที่สร้างปัญหาต่อใคร

BiopolarCoverNIHcrop

ทราบหรือไม่ 30 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันไบโพลาร์โลก (World Bipolar Day)  วันนี้มีความสำคัญอย่างไร ??

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกได้ทำการสำรวจ และรายงานโรคที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาชนและประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2563 พบว่า โรคจิตเวช โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าจะมีอัตราการป่วยของประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และคาดว่าจะมีประชากรร้อยละ 10 ของโลกที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 5% หรือ 3 ล้านคน แต่มาพบแพทย์ไม่ถึงแสนคน ส่วนอีก 2 ล้านกว่าคน ไม่มาพบแพทย์

ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไบโพลาร์ ร้อยละ 1 % ของประชากร

ส่วนในประเทศไทย รายงานจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ประจำปี 2556 จำนวน 156,663 ราย พบเป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ 52,852ราย หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มารับบริการทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ช่วงอายุที่พบมาก 3 ลำดับแรก   ได้แก่ 45-49 ปี รองลงมา 40-44  ปี และ 50-54 ปี ตามลำดับ

” โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder )” หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า  เรียก โรคสองบุคลิก มีอารมณ์ซึมเศร้า(depression)  ภาวะเฉื่อยชา บางครั้งก็แปรเปลี่ยนกลับมาสนุกสนาน รื่นเริง ผิดปกติ(mania)

โรคนี้ เพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่าเพศชาย พบความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 ,21,22  มักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่ 15-25  ปี แต่มี บางรายที่เริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปี โรคนี้เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หาก บิดา มารดา หรือเครือญาติ มีประวัติเป็น รุ่นลูกหลานมีโอกาสเป็นได้สูงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า  บางครั้งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก  ภาวะเครียด การประสบปัญหาวิกฤติชีวิตรุนแรง สารเสพติด มีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว

อาการของโรค

            อารมณ์ซึมเศร้า (Depression) ไม่อยากทำอะไร มองทุกอย่างแง่ลบ หมดเรี่ยวแรง รู้สึกตนเองไร้ค่า คิดฆ่าตัวตาย(Suicide)

            อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania)  มีภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ  มีความคิดรื่นเริง มากเกินควร มีกิจกรรมตลอดเวลา ใช้เงินฟุ่มเฟือย ชอบพูดคุยตลอดเวลา ไม่ชอบใครมาขัดจังหวะหรือขัดคำสั่ง คำพูด เกิดอาการโมโหรุนแรงหรือก้าวร้าวได้ บางครั้งอารมณ์นี้มีผลต่อการตัดสินใจในการทำงานบางอย่าง ทำให้การตัดสินใจงานผิดพลาดได้

บางคนกลางคืนไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก คนเป็นโรคนี้ บางคนอยู่ช่วงหนึ่งอาจจะ  ประมาณ 4-6 เดือน จะสามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา คนรอบข้างจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาหรือคิดว่าหายปกติแล้ว ถ้าไม่สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จะพบเห็นเขาดำเนินชีวิตได้ปกติ พอถึงช่วงหนึ่ง จะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม

โรคนี้ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับโรคซึมเศร้า อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20% เพราะฉะนั้น หนึ่งในห้ามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย ช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัว ตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

แนวทางในการรักษา

เชื่อว่าโรคไบโพลาร์เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาท ที่ไม่สมดุลย์คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกินไปและสารนอร์เอพิเนฟริน (epinephrine) มากเกินไป

ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพล่าร์ได้แก่ยาในกลุ่มยา ควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers), ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

  1. บางรายพบแพทย์ 2-4 ครั้งต่อปี บางรายมากกว่านั้น  การรักษาโดยใช้ยาไปช่วยในการปรับสารสื่อนำประสาทตรงให้กลับมาทำงาน ได้อย่างปกติ เรียกชื่อกลุ่มยานี้ว่า กลุ่มปรับอารมณ์ให้คงที่ (mood stabilizer) ช่วงแรกคุมอาการให้เป็นปกติที่สุดภายใน 1 สัปดาห์หรืออย่างช้า 1 เดือน

หลังจากนั้น เป็นการรักษาต่อเนื่อง อาจต้องใช้ยาคุมอาการ ระยะเวลาการรักษา การหายจากโรคนี้ ขึ้นอยู่กับอาการและตัวคนไข้เป็นสำคัญ

  1. ยาหลักที่นิยมใช้รักษาและได้ผลดี

Lithium-carbonate-xtal-1979-Mercury-3D-sf

Fig. A    : Lithium carbonate is one of many treatments for bipolar disorder

 

  • ควบคุมอาการ mania ได้ดีมาก คือ lithium
  • อาการซึมเศร้า ยาอื่นๆ ที่ได้ผลดี คือ valproate, carbamazepine, lamotrigine, gabapentin และ topiramate
  1. อาการซึมเศร้าตอบสนองดีต่อยา clozapine, olanzapine, risperidone, quetiapine และziprasidone
  2. พยายามให้ผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ

5.จัดรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการนอน นอนวันละ 6-8 ชั่วโมง

  1. การรักษาด้านจิตใจและสังคม (psychosocial intervention) จะช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้

เน้นเรื่อง การปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดการกระตุ้นภาวะเจ็บป่วย ,การปรับตัวของผู้ป่วย ของญาติ และครอบครัวต่อการ       เจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยญาติและครอบครัวต้องทำความเข้าใจต่อการดูแล รักษาผู้ป่วย

  1. การทำจิตบำบัด
  • cognitive behavior therapy คือเชื่อว่า อาการของผู้ป่วย มีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง การรักษา มุ่งแก้ไขแนวคิดของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรม ใช้ทักษะใหม่ในการแก้ปัญหา
  • interpersonal psychotherapy การรักษาที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้อื่น มุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นที่ดีขึ้น ไม่เน้นถึงความขัดแย้งในจิตใจจะเสริมประสิทธิภาพการรักษาของยาเป็นอย่างดี

อาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้า

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จิตแพทย์  ได้กล่าวถึง อาการเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าไว้ว่ามีลักษณะดังนี้

  1. อารมณ์ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ เครียด หงุดหงิด และเศร้า
  2. หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
  3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก (หรือบางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
  4. นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมง แล้วนอนต่อไปไม่ได้ (แต่บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร นอนแต่ก็ไม่หลับ)
  5. เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
  6. ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า
  7. สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลังเลตัดสินใจลำบาก
  8. คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
  9. อยากตาย และฆ่าตัวตาย

หากใครไม่แน่ใจว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  แต่หากกลัวการไปพบแพทย์   สามารถปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อทราบแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต แม้ปัจจุบัน สภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อความเครียด ในการดำรงชีวิต ผู้เขียนแนะนำให้ทุกท่าน ใช้หลักเดินทางสายกลาง  อะไรที่ตึงหรือหย่อนเกิน ก็ทำให้พอดิบพอดี เพราะไม่ว่าจะเราจะพยายามเร่งรีบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีใครทำเกินเวลา 24 ชั่วโมงได้ แม้แต่พระอาทิตย์ยังอัสดง !!!! เมื่อยาม รุ่งอรุณมาสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง

ขงจื้อ นักปรัชญาชาวจีน กล่าวไว้ว่า

“เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้ง ที่เราล้มต่างหาก” 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

 

 

Tag

Bipolar    , ไบโพลาร์ , ซึมเศร้า ,เรียนรู้ ,ผู้บริหาร , บุคลิก ,อบรม