รู้เรื่องเส้นทางเกลือของพ่อ

salt.jpg

        ในสมัยก่อนนั้น คนที่อาศัยอยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่บนที่ราบสูง อยู่บนดอย ป่วยเป็นโรคเอ๋อ โรคคอพอก และความผิดปกติจากโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงให้ความสนพระทัยในการป้องกัน แก้ไขปัญหาด้านสุขภาพพสกนิกรของพระองค์ 

         เมื่อครั้ง เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ประชาชนจำนวนมากในถิ่นทุรกันดารป่วยเป็นโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทั้งเด็กเล็ก วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ จึงพระราชทานให้นำเกลือไอโอดีนไปแจก แม้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก มีพระราชกระแสรับสั่งให้ดำเนินการนำเฮลิคอปเตอร์นำเกลือไปแจกแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว 

         ช่วงแรกๆในการผลิตเกลือผสมไอโอดีน จ. เชียงใหม่ ค่อนข้างลำบากมาก การขนส่งและการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน เท่าที่ควร 

         เริ่มต้นจากโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทรเป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนมีปัญหาการได้ยิน ได้ผลิตเกลือไอโอดีนขึ้นมา โดยการผลิตนั้น นำไอโอดีนขนส่งมาจากบ่อเกลือจังหวัดน่านแล้วเข้าสู่ กระบวนการ คือ ใช้พลั่วผสมบนกระบะสแตนเลส นำมาผสมไอโอดีนแพ็กใส่ถุงด้วยมือ แต่ชาวบ้านหลายคนไม่กล้านำมาใช้ 

         ปี พ.ศ. 2536 พระองค์เสด็จทอดพระเนตร การผลิตเกลือ โดยเครื่องผสมเกลือไอโอดีนที่วิทยาลัยเทคนิค จ. เชียงใหม่คิดค้นขึ้น ถวายแด่สมเด็จพระเทพ ฯ โดยสมเด็จพระเทพฯทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ให้คิดค้น เครื่องผสมเกลือไอโอดีนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน 

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานพระราชดำริแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม ความว่า 

         “ ให้พิจารณา การแก้ปัญหาของการขาดสารไอโอดีนของราษฎร โดยการสำรวจพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ ถึงปัญหาและความต้องการเกลือ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่จะมีปัญหาและความต้องการไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ ต้องสำรวจ เส้นทางเกลือ ว่าผลิตจากแหล่งใด ก็น่าที่จะนำเอาไอโอดีนไปผสมกับแหล่งผลิตต้นทางเกลือ เสียเลยทีเดียว ” 

         ในครั้งที่ พระองค์เสด็จพระราชทานเกลือด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ที่อำเภอ สะเมิง จ.เชียงใหม่ นั้น พระองค์ได้รับเชื้อไมโครพลาสมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พระองค์มีพระทัยเต้นไม่ปกติ และเข้ารับการผ่าตัดในปี พ.ศ. 2538 

         หลังได้รับการผ่าตัดไม่นาน พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในโครงการต่าง ๆ ดังเดิม โดยมิได้ทรงพักพระวรกาย ยังทรงงานอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย 

         วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2540 สภาควบคุมโรคไอโอดีนานาชาติ (International Council For Iodine Deficiency Disorder : ICCIDD) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสภาฯ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อสดุดีเกียรติคุณแด่พระองค์ เนื่องจากทรงเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิก ดำเนินงานด้านโครงการควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก 

          นับแต่นั้นมา วันที่ 25 มิถุนายน ของทุกปี จึงถือเป็นวันไอโอดีนแห่งชาติ 

          น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้….. 

Cr. Picture & Information 

http://www.wisegeek.com/what-is-rock-salt.htm 

http://www.rdpb.go.th 

http://www.ohm.go.th 

Advertisements

ปลาทรงเลี้ยงจากแม่น้ำไนล์

ปลานิล.jpg

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ อยู่ในระหว่างที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหลังภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ ขาดแคลนอาหาร ข้าวยากหมากแพง
ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งจัดตั้งโครงการขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ให้คลายทุกข์และพ้นจากภาวะวิกฤติดังกล่าว หนึ่งในนั้น คือ โครงการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาหมอเทศ
ในปี พ.ศ. 2494 พระองค์ได้รับพันธุ์ปลามาจากนักชีววิทยาประมงท้องถิ่นที่ทำงานให้กับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( Food and Organization of United Nations: FAO)
ดังนั้น พระองค์มีพระราชดำริ ให้เจ้าหน้าที่จากกรมประมงดัดแปลงสระว่ายน้ำภายในพระที่นั่งอัมพรสถานให้กลายเป็นบ่อเพาะพันธุ์ปลาและทรงพระราชทานลูกปลาที่ทรงเพาะเลี้ยงให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานต่างๆ นำไปเพาะเลี้ยง แจกจ่ายให้กับประชาชน

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87

ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งลูกปลาเข้ามาน้อมเกล้า ฯ ถวายพันธุ์ Tilapia Nilotica จำนวน 50 ตัว ให้กับพระองค์ เล่ากันมาว่าลูกปลาเหลือรอดจากการเดินทางในครั้งนั้น เพียง 10 ตัวเท่านั้น พระองค์ได้นำมาเพาะเลี้ยงในสวนจิตรลดา และพระราชทานนามว่า “ ปลานิล ” ตามแหล่งที่มาของปลาชนิดนี้จากแม่น้ำไนล์ ( Nile) ส่วนในสื่อมวลชนญี่ปุ่นกล่าวถึงที่มาของชื่อปลานี้ว่า “นิล” มาจากตัวอักษรคันจิตัวหนึ่งในพระนามอากิฮิโตะ คือ ตัว 仁 ตัวอักษรนี้ในภาษาญี่ปุ่นมีวิธีอ่านสองแบบ คือฮิโตะหรือนิน
ปลานิล (Cichlidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tilapia niloticus สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีเป็นรูปร่างคล้ายปลาหมอเทศ (O. mossambicus) แตกต่างกันที่ ปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับกันไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้นและลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล มีลายดำพาดขวางตามลำตัว มีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร
อาหารของปลานิล คือ ไรน้ำ, ตะไคร่น้ำ, ตัวอ่อนของแมลง, กุ้งฝอย ตลอดจนพืชผักชนิดต่าง ๆที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ

สารพัดประโยชน์ของปลานิล ที่คุณอาจไม่เคยรู้ 

1. เพิ่มการทำงานระบบประสาทและสมองเพราะปลานิลที่โอเมก้า 3 ไม่น้อยไปกว่าปลาทะเลน้ำลึกบางพันธุ์ ช่วยเพิ่มการจดจำของสมอง และป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
2. มีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
3. แหล่งโปรตีนที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
4. ไขมันน้อย เหมาะสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพหรือลดน้ำหนัก เช่น ผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ ภาวะน้ำหนักเกิน
5. ผิวพรรณสดใสเต่งตึง เพราะปลานิลมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เปล่งปลั่งสดใส
6. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจเพราะเป็นปลาที่มีโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ 
แม้ปัญหาการขาดแคลนอาหารจะเริ่มบรรเทาลง แต่พระองค์ยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลานิลแดง ซึ่งเป็นการพัฒนาโดยการผสมระหว่างปลาหมอเทศและปลานิล เป็นต้น
ต่อมาภาคเอกชนมีการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล ให้มีความทนต่ออากาศ แหล่งน้ำ ลักษณะลำตัวใหญ่ขึ้น เช่น ปลาทับทิม เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จากปลานิล โดย บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี สามารถนำมาเลี้ยงได้ดีในน้ำกร่อย เนื้อแน่น มีรสชาติอร่อยกว่าปลานิลธรรมดา ลักษณะผิวของปลามีสีขาวอมแดงระเรื่อคล้ายทับทิม จึงได้รับการพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “ปลาทับทิม”
ยังมีปลาอีกหลายสายพันธุ์ ที่ทรงดูแลและพัฒนาขึ้นอีก เช่น ปลากระโห้ปลาที่เป็นสัญลักษณ์ กรมประมง กรุงเทพมหานครฯ เป็นปลาน้ำจืดที่เกล็ดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อสวนจิตรลดา ซึ่งปลาชนิดนี้ เข้าข่ายว่าใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที แต่ต่อมาเมื่อผสมเทียมได้สำเร็จ สามารถนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม
……………………………………………………………………….
Cr.Picture & information 
http://www.rdpb.go.th
http://www.ohm.go.th
http://www.tnewsonline.tv/contents/17204
http://www.sanook.com 
http://www. pasusat.com

บทความ  ความรู้  ร.9  ในหลวง  พ่อหลวง  ปลานิล  ปลาทับทิม  ปลาทรงเลี้ยง  โครงการพระราชดำริ  FAO

ปลากระโห้  กรมประมง  ซีพี CP

“ วุ้นชุ่มปาก ” หนึ่งในโครงการพ่อหลวง ร.๙

jelly.gif

เราอยากรับประทานอะไรก็ตามใจปากได้ แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก(Oral Cancer) ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกทานตามใจชอบมากนัก ด้วยพยาธิสภาพของโรคที่เป็น
ปกติช่องปาก (Oral Cavity) ประกอบด้วย เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆภายใน เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เนื้อเยื่อภายในปาก เพดานปาก เหงือก ลิ้น
ทุกตำแหน่งในช่องปาก ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ทุกส่วน มะเร็งช่องปากพบได้ 3-5% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นโรคมะเร็งพบบ่อย 1 ใน 10 ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคน อายุ 40 ขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

mouth.jpg

สาเหตุ 
1) การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
2) ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ
3) เคี้ยว หมาก พลู ยาฉุน ยาเส้น เนื่องจากสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีสารก่อมะเร็งเจือปน
4) การระคายเคืองของเยื่อเมือก เยื่อบุช่องปาก ไม่ได้รับการรักษาเช่นฟันผุ เหงือกอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง
5) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV, Human Papilloma virus หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (Oral sex)

 อาการของมะเร็งช่องปาก 
1) มีฝ้าสีขาว (Leukoplakia) หรือสีแดง (Erythroplakia) ในเยื่อเมือกบุช่องปาก หรือลิ้น
2) มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หาย นานเกิน 2-3 สัปดาห์
3) มีตุ่ม ก้อนในช่องปากขนาดใหญ่ บางครั้งอาจใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจไม่มีอาการเจ็บปวด
4) มีก้อนเนื้อบริเวณเหงือก พื้นปาก เพดานปาก มีผลทำให้ฟันโยกหรือหลุด ผู้สูงอายุบางราย ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้
5) มีการกลืนลำบากหรือมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร จากการอุดกั้นของก้อนเนื้อ หรือจากการเจ็บแผลมะเร็งภายในปาก
6) มีเลือดออกกระปริบ กระปรอยหรือออกผิดปกติในช่องปาก
7) มีก้อนที่ลำคอ บริเวณต่อมน้ำเหลืองลำคอโต มักไม่มีอาการเจ็บปวด

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจ พอจะทราบที่มาที่ไปของอาการผู้ป่วยอย่างคร่าวๆแล้ว สำหรับอาการที่ค่อนข้างใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างยากลำบาก ซึ่งรวมไปถึงผู้ป่วยในภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
โครงการน้ำลายเทียมในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์มีพระประสงค์ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการผลิตน้ำลาย ให้ผู้ป่วยมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการกลืนลำบาก การแสบคอ ส่งผลให้ผู้ป่วยพูดไม่ชัด จึงทรงรับสั่งให้สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการศึกษาวิจัย จนสามารถผลิตน้ำลายเทียม ตามพระประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง           “วุ้นชุ่มปาก” ( Oral Moisturizing Jelly ) คือสูตรต้นแบบนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล ที่คิดค้นขึ้นในโครงการน้ำลายเทียม
นอกจากจะใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งช่องปากแล้ว ยังใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่เกี่ยวกับการสร้างต่อมน้ำลาย โรคเกี่ยวกับหลอดคอ โรคเกี่ยวกับกล่องเสียง หรือผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาต้านซึมเศร้า ยาขับปัสสาวะ ยารักษาการอักเสบ ยกเว้นกลุ่มสเตรียรอยด์
ลักษณะวุ้นชุ่มปาก เป็นวุ้นใสเหมือนเจล มีให้เลือกหลายกลิ่น หลายรสชาติ เช่น กลินมิ้นท์มะนาว กลิ่นสตรอเบอร์รี่ ให้ความชุ่มชื้นในปากได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ผู้ป่วยที่ใช้น้ำลายเทียมไป 2-4 สัปดาห์ พบว่า ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งได้อย่างดี และเมื่อใช้ไป 1 เดือน ช่วยให้น้ำลายมีค่าความเป็น กรด-ด่าง ปรับค่าความเป็นกรด -ด่าง ได้ดีกว่าตอนก่อนใช้
ในต่างประเทศพบว่า น้ำลายเทียมชนิดเจล มีราคาสูงมาก เมื่อนำมาจำหน่ายในไทยผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูง ผู้ป่วยบางรายหรืออยู่ห่างไกลชนบทที่มีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสหาซื้อมารับประทาน
แต่โครงการในพระราชดำรินี้ มิได้จัดจำหน่าย หากแต่แจกจ่ายฟรีสำหรับประชาชนที่มีปัญหาการเจ็บป่วยด้วยภาวะโรค หรือการสร้างน้ำลายเทียม นี้คืออีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงห่วงใยใส่ใจพสกนิกรชาวไทย ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้น …

CR. Picture : Jelly by fremox – Dribbble , quenchnot.wordpress.com 

บทความ  ความรู้  ร.9  โครงการ  พระราชดำริ  วุ้น  เจลลี่  มะเร็ง  ช่องปาก  cancer  jelly  mouth  พระเจ้าอยู่หัว  พ่อหลวง

เลือก“ปลาดอรี่” แบบไหนอร่อย ?

dolly1

         เคยสงสัยไหม? ทำไมปลาดอรี่ที่วางขายตามแผนกอาหารแช่แข็ง ห้างสรรพสินค้าต่างๆ ไม่มีผิวหนังหรือเกล็ดให้เราเห็น ? หลายคนคงได้ชิมรสชาติหลากหลายเมนู ของปลาแพนกาเซียส ดอรี่ ไปกันแล้ว 

          ซึ่งต้องบอกว่า มีความแตกต่างจากปลาแม่น้ำบ้านเรา น่าทานไปอีกแบบ ช่วงหลายปีมานี้ ปลาชนิดนี้มีวางขายในซุปเปอร์มาเก็ตจำนวนมาก รวมทั้งอยู่ในรายการอาหารราคาแพง 

          ปลาดอรี่นั้น มี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ 1.สายพันธุ์ปลา ในกลุ่มแพนกาเซียสหรือปลาสวาย ลักษณะตัวยาว เรียว เนื้อขาว ผิวมัน ราคาไม่แพง หาซื้อง่าย 2. สายพันธุ์ปลาดอรี่(John Dory) ซึ่งปลาชนิดนี้อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลลึก ลักษณะหน้าสั้น ตาโต ตัวกลมอ้วน เนื้อสีขาว ราคาแพง 

           ในสายพันธุ์แรกนั้น ชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ Pangasius Hypothalamus บ้านเราเรียกปลาชนิดนี้ ว่าปลาสวาย ซื้อหาได้ง่ายตามท้องตลาด แต่ปลาสวายในประเทศไทย ส่วนใหญ่เลี้ยงด้วยหัวอาหารเม็ด ที่อุดมด้วยไขมัน แป้งหรือพวกรำ ส่วนเวียดนามมีการเลี้ยงปลาด้วยอาหารประเภทโปรตีน ปลาป่น จำกัดอาหารที่เหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะปลามีไขมันแทรกในชั้นผิว ประเทศไทยเพาะเลี้ยงอยู่ในบ่อหรือพื้นที่จำกัด ไม่มีระบบการถ่ายเทน้ำที่สะอาด ส่วนในเวียดนามใช้ระบบถ่ายเทน้ำ เลี้ยงในแม่น้ำใหญ่อาศัยจังหวะน้ำขึ้นลง ในการถ่ายเทน้ำ ทำให้เนื้อปลามีลักษณะแตกต่างกัน

 

           ประเทศเวียดนามนั้น มีการเลี้ยงและผลิตเนื้อปลาแพนกาเซียส ดอรี่ (ภาษาท้องถิ่นเรียกปลาจา) เลี้ยงเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และผลิต ปีละไม่ต่ำกว่า 1ล้านตัน มีการส่งออกประมาณ 90% ไปยังตลาดหลัก คือ สหรัฐ ยุโรป และประเทศอื่นๆ กว่า 20 ประเทศ ทำให้เวียดนามเป็นผู้ส่งออกปลาชนิดนี้ใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ทีเดียว 

           ปลาแพนกาเซียส ดอรี่ เป็นปลาธรรมชาติในลุ่มแม่น้ำโขง ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญของเวียดนาม จึงได้รับการส่งเสริมตามนโยบายของเวียดนาม โดยมีพื้นที่เลี้ยงปลาประเภทนี้ทั้งหมดประมาณ 5,500 เฮกตาร์ (ประมาณ 34,375 ไร่) โดยพื้นที่เลี้ยงหลักอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง 

          สำหรับ ปลาดอรี่(John Dory) สายพันธุ์ที่สอง ชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ คือ Zenopsis Conchifera สายพันธุ์นี้ ราคาค่อนข้างสูงมาก รสชาติอร่อยกว่าสายพันธุ์แรก (นักชิมหลายคนว่ากัน) ซึ่งเป็นปลาอาศัยอยู่ในท้องทะเลลึกแถบมหาสมุทรแอตแลนติก แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เรียกว่า ต้องใช้ทั้งฝีมือและความชำนาญในการหาปลาจอห์น ดอรี่ ชนิดนี้ ลักษณะเมื่อแล่เนื้อปลา เนื้อปลามีสีขาว ไม่ยาว คล้ายสามหลี่ยมกว้าง เนื้อค่อนข้างมากไม่มีไขมันแทรกตามเนื้อปลา เนื้อปลาแน่นหวานชวนรับประทาน เนื่องจากปลาชนิดนี้ อาศัยอยู่ตามธรรมชาติใต้ท้องทะเล กินซากพืช สาหร่าย

dolly4

         สำหรับเมนูอิ่มอร่อย ส่วนใหญ่ ไม่ต่างจากชนิดสายพันธุ์แรก เช่น Fish’n Chip ,Steak เมนูอาหารไทย ปลาดอรี่ผัดฉ่า ข้าวต้มปลาดอรี่ ปลาดอรี่ผัดคึ่นช่าย เป็นต้น 

dolly5

        สำหรับ คุณผู้อ่านสะดวกซื้อแบบไหนไปประกอบอาหารหรือเลือกมื้ออาหารจานโปรด แล้วแต่สะดวก เพราะทั้งสองสายพันธุ์ให้คุณค่าทางโภชนาการ โอเมกา 3 อยู่ไม่น้อย ปลาแพนกาเซียส ดอรี่หาซื้อง่ายตามท้องตลาด และห้างสรรพสินค้า ราคาถูก แต่ปลาจอห์น ดอรี่ นั้น ราคาแพงและวางขายเฉพาะบางซุปเปอร์มาเก็ต อร่อยหรือไม่อร่อยนั้น นักชิมต้องลองตัดสินกันดู !! 

………………………………………………………………..

ขอบคุณข้อมูลและภาพ 

www.westcoastseafood.com 

www.marksfoods.co.uk 

shiberty.com 

www.linkedin.com 

www.hakvoortfood.nl 

http://cp-enews.com/cp_food_safety 

www.fishing.net.nz 

เทคนิคจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพงาน

technique

กิจกรรมที่นักจัดฝึกอบรม ดำเนินกิจกรรมตลอดทั้งปี ควรมีสัดส่วน KSA นั่นคือ ความรู้ (Knowledge) ทักษะในงาน(Skill) คุณลักษณะความสามารถ (Attribute) ที่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
โดยแต่ละกิจกรรมควรมีการประเมินติดตาม (Follow up) อย่างต่อเนื่อง ตามไตรมาสงาน
นอกจากการจัดโปรแกรมฝึกอบรม (Training) ในหน้าที่งาน และด้านทักษะในงานอื่นๆ ที่มักเรียกติดปากกันว่า Soft Skills แล้ว สิ่งหนึ่งที่นักจัดฝึกอบรมควรคำนึงถึง คือ กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน อาจเป็นกิจกรรมหรือโครงการใหม่ โครงการต่อยอดความรู้เดิม อยู่ที่วัตถุประสงค์(Objective) ของผู้จัดกิจกรรม ว่าต้องการเน้นในเรื่องใด
กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพในงานนี้ โดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์สำคัญ ประเด็นแรกคือการกระตุ้นแรงจูงใจ (Motivation) ให้พนักงานมีส่วนร่วมทำกิจกรรม เล็งเห็นความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน พร้อมพัฒนาคุณลักษณะความสามารถ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ การรวมกลุ่มทีมงาน
สิ่งที่เป็นแรงจูงใจ นั้นอาจมีของรางวัล คะแนนเพิ่มหรือเงินรางวัล เป็นการตอบแทน ยิ่งกระตุ้นความสนใจพนักงานได้มากมายทีเดียว ทั้งนี้
หลักการพิจารณาในการจัดกิจกรรม ขึ้นอยู่กับงบประมาณความเหมาะสมแต่ละองค์กร
กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน อาจจัดอยู่ในแผนการประเมินสมรรถนะความสามารถปลายปี จัดอยู่ในแผนแม่บทการฝึกอบรมประจำปี (Annual Training Plan) ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน การสร้างความสามัคคีในองค์กร

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน 

– บริษัท แมคไทย จำกัด
 โครงการ Mc Friendly Award : โครงการแข่งขันการสร้างความประทับใจ ให้ลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน โดยให้พนักงานทุกคนในบริษัทแมคเป็นผู้ลงคะแนนเสียง
 โครงการ Crew of The Month : โครงการประกวดเพื่อหา Crew ดีเด่นหรือเรียกว่าผู้มีฝีมือ มีผลการปฏิบัติงานในร้านดีเยี่ยม ได้รับการยอมรับจากเพื่อนในทีมงานและผู้จัดการร้าน
 โครงการ Mr /Miss Mc Smile : โครงการแข่งขันกันสร้างความประทับใจการบริการด้วยรอยยิ้ม โดยการส่งรูปถ่ายตนเองหรือรูปเพื่อนร่วมงาน ขณะยิ้มแย้มให้บริการลูกค้าในชุดยูนิฟอร์มของแมค

–  บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
 โครงการ COP Project : โครงการรวมกลุ่มคนทำงาน เพื่อพัฒนาต่อยอด สานต่อ หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นการรวมกลุ่มบุคคลไม่เกิน 4 คน มีระยะเวลาจัดทำโครงการเด่นชัด ผลงานนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง หากกลุ่มใดชนะเลิศได้รับเงินรางวัล คะแนนบวกเพิ่มด้านการประเมินปลายปีและนำเสนอผลงานลงวารสารขององค์กร

technique2

นักจัดฝึกอบรมที่ดีนั้น ก่อนการวางแผนฝึกอบรม ต้องสามารถประเมินแยกกลุ่ม ระดับความสามารถพนักงาน ทั้งองค์กร โดยคัดเลือกกลุ่มดาวเด่น (Talent) ให้เขาได้มีการพัฒนาทักษะที่ควรเป็น วางแผนการเติบโตในสายงานอย่างเป็นขั้นตอน
แต่หากถามผู้ขียนว่า แล้วกลุ่มดาวด้อยหรือบางองค์กรเรียก กลุ่มเด็กมีปัญหา นักจัดฝึกอบรมควรทำอย่างไร คำตอบคือคนมีปัญหาต้องมีเกณฑ์การวัด (Criteria) แบบการประเมินการปฏิบัติงาน (Evaluation Performance) ที่ชัดเจน ไม่ใช่การวัดตามทัศนคติ เพื่อนำสิ่งที่บกพร่องของกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบกับ หน้าที่งาน ทักษะความสามารถ มองว่าเขาเหล่านั้นสามารถพัฒนาถึงจุดไหน ตามกรอบงานหรือไม่ ? อยู่ในระดับใด ? จัดโปรแกรมการพัฒนาเพิ่มสิ่งที่เขาขาดหายไป ความรู้ ทักษะ ความสามารถ เมื่อประเมินซ้ำไปมา พบว่า กลุ่มดาวด้อยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ควรนำกระบวนการทั้งหมด สรุปเป็นรายงานส่งผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหารเห็นชอบ ควรโยกย้าย หมุนเวียน สับเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนองค์กรทำงานดีไหม ?
องค์กรขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สามารถจัดกิจกรรมเพิ่มคุณภาพในงานได้ทุกที่ อาจใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ความรู้ในการจัด เช่น ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หลังอบรมด้านการลดต้นทุน มีการทำโครงการลีน(LEAN) ในภาคอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม จัดโครงการประกวดการลีน ในแต่ละแผนก
หากนักจัดฝึกอบรม ตั้งใจจริงในการทำโครงการ มีความเข้าใจหลักการ จัดกลุ่ม Workshop แนะนำกิจกรรม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั่วถึง กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านนวัตกรรมความคิด ผู้เขียนเชื่อแน่ว่า กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพในงาน คือ กิจกรรมแถวหน้าขององค์กร ที่สนุก สร้างสีสัน ไม่แพ้การไป OD แน่นอน
………………………………………………………………………
ขอบคุณภาพ 

wrike.com 

hotphotosfree.com

……………………………………………………………………………….

ติดตามบทความได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

วิธีทำแผนภูมิก้างปลา(FISH-BONE DIAGRAM)

fish bone.jpg

การค้นหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งเราไม่อาจคาดคะเนได้นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง วิธีการค้นหาที่ดีที่สุดคือการระดมแนวคิดจากกลุ่มผู้ร่วมทำงานจริง เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุที่เกิดขึ้น ณ จุดนั้น เพื่อหาวิธีหรือเครื่องมือที่เหมาะสมในการแก้ปัญหาที่พบ ซึ่งหลักการเขียนแผนภูมิก้างปลานั้น ได้รับการพัฒนาครั้งแรกปี ค.ศ. 1943 โดย ศาสตราจารย์ คาโอรุ อิชิกาว่า แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว ในบางครั้งเรียกแผนผังอิชิกาว่า (Ishikawa Diagram)

ตัวอย่าง “ โรงงานทอผ้าไหมแห่งหนึ่ง พบว่า พนักงานในสายการทอขึ้นลายผ้าไหม แต่ละคนมีระยะเวลาการทอเร็วช้าต่างกันมาก อายุงานเทียบเท่ากัน แต่ละเดือนมีผลิตภัณฑ์ที่มาจากตัวไหมไม่เท่ากันแตกต่างไปตามฤดูกาล ในฤดูร้อนตัวไหมมีจำนวนน้อย ในฤดูหนาวไหมมีจำนวนมากขึ้น

ดังนั้น วิธีการวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นควรแยกปัญหาเป็นข้อๆ เช่น 1.ปัญหาพนักงานทอผ้าเร็วช้าต่างกัน 2.ปัญหาตัวไหมมีจำนวนน้อยในฤดูร้อน นำแต่ละข้อมาหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องให้คบถ้วนและดำเนินการหาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับข้อ 2 ต่อไป “
การทำแผนภูมิก้างปลา ช่วยให้ค้นหาหลายๆปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหา และรวบรวมนำข้อมูลมาหาวิธีแก้ปัญหาอย่างเหมาะสม

fish bone 2.jpg

แต่การทำแผนผังหรือแผนที่ความคิด(Mind Mapping) เป็นการจัดระเบียบความคิด ที่กระจัดกระจายแนวคิดที่เกี่ยวข้องให้เป็นระเบียบหนึ่งเดียว เป็นเครื่องมือด้านรวบรวมความคิดที่ได้รับการออกแบบ โดยเลียนแบบการทำงานของสมอง คิดค้นโดยชาวอังกฤษ ชื่อ โทนี บูซาน

fish bone 3.jpg

ในกรณี ต้องการวิเคราะห์หาสาเหตุ (Cause) ของปัญหาที่เกิดขึ้น จึงนิยมใช้หลักการค้นหาแบบ ทำแผนภูมิก้างปลา (Fish-Bone Diagram) หรือบางตำราเรียก แผนผังก้างปลา เหมาะสมที่สุด

ส่วนปัญหาหรือผลลัพธ์ (Problem or Effect) จะแสดงอยู่ที่หัวปลา
ส่วนสาเหตุ (Causes) จะสามารถแยกย่อยออกได้อีกเป็น
  ปัจจัย (Factors) ที่ส่งผลกระทบต่อปัญหาจะเขียนไว้ที่ก้างหลักของตัวปลา
 สาเหตุหลัก จะเขียนไว้ต่อปัจจัยในก้างหลักแต่ละก้าง
 สาเหตุย่อย จะเขียนไว้ย่อยต่อจากก้างหลัก ซึ่งอาจมีย่อยต่อหลายข้อได้ไม่มีบังคับ
โดยสาเหตุของปัญหา จะเขียนไว้ในก้างปลาแต่ละก้าง ก้างย่อยเป็นสาเหตุของก้างรองและก้างรองเป็นสาเหตุของก้างหลัก

fish bone 4.jpg

วิธีการสร้างแผนภูมิก้างปลา

สิ่งสำคัญต้องทำ คือ ทำเป็นทีมหรือเป็นกลุ่ม โดยใช้ขั้นตอน 6 ขั้นตอน

1. กำหนดประโยคปัญหาที่หัวปลา (ให้ทำการกำหนดในเชิงลบ) ปัญหาละ 1 หัวปลาต่อปลา 1 ตัว
2. กำหนดกลุ่มปัจจัยนำเข้าที่ทำให้เกิดปัญหานั้นๆ ที่บริเวณก้างปลาหลัก
(ปัญหาการผลิตใช้หลัก 4 M 1E : Man,Machine,Material,Method,Environment)
(ปัญหาสินค้า การทำงานใช้หลัก 4P :Place ,Procedure,People,Policy)
(ปัญหากระบวนการผลิตใช้หลัก 4S :Surrounding, Supplier, System ,Skill)
(ปัญหาการบริหารใช้ MILK : Management, Information, Leadership, Knowledge)
 3. ระดมสมองหาสาเหตุหลักของปัญหาแต่ละก้างรอง
4. ระดมสมองเพื่อหาสาเหตุย่อยในแต่ละปัจจัยที่ก้างย่อย
5. จัดลำดับความสำคัญของสาเหตุเป็นข้อๆ
6. เลือกสาเหตุของปัญหา มาทำการแก้ไขปรับปรุงด้วยเครื่องมือ(Tools) การพัฒนาต่างๆ เช่น ไคเซน 5ส   P D C A  ระบบคัมบัง  SOP     ISO  จัดทำคู่มือปฏิบัติงาน    เป็นต้น

ในการทำแผนภูมิก้างปลานั้น ยิ่งระดมแนวคิดหลักแนวคิดย่อย ได้มากเท่าไรยิ่งเป็นผลดีต่อการวิเคราะห์หาเครื่องมือการแก้ปัญหา ในหัวปลานั้นได้ง่ายตรงจุด มากที่สุด
ดังนั้นผู้เขียนแนะนำว่า การเขียนแผนภูมิก้างปลาจึงเป็นการวิเคราะห์หาเครื่องมือ(Tools)ที่เหมาะสม ในการพัฒนาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ช่วยให้ผู้บริหาร หัวหน้างาน พนักงาน พบข้อบกพร่องหรือข้อแก้ไขได้ดีเยี่ยมทีเดียว ทั้งการทำงานด้านอุตสาหกรรมภาคการผลิต หรือการทำงานในสำนักงาน
อย่างไร คุณผู้อ่านลองนำวิธีการไปปรับปรุงแก้ไข ให้เหมาะสมกับรูปแบบปัญหา เชื่อแน่ว่า คุณจะสนุกกับการหาปลาที่มีสารอาหาร โปรตีนและโอเมก้าหลากหลาย อย่างแน่นอน !!!!
………………………………………………………..
ขอบคุณภาพ
ปลาสวยๆกลุ่มงอมแงม@Bestrade Precision Limited
www.jackyibizcoach.com
www.mindtools.com

………………………………………………………

ติดตามบทความได้ที่…

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา

ตำนาน “ว่าว”

kite

เล่ากันว่า เมื่อ 2000 ปีก่อน มีช่างฝีมือจีน นามว่า “หลู่ปาน” ใช้ไม้ไผ่เหลาเป็นรูปนกการเวกไม้ ทำเป็นว่าวตัวแรก ตั้งชื่อเรียกว่า “มู่เอวียน” บางหลักฐานกล่าวว่า เมื่อ 2400 ปี มาแล้ว ผู้ทำว่าวไม้คนแรก ชื่อ “ม่อจื่อ” โดยทำไม้ให้ลอยอยู่บนท้องฟ้าได้ เรียกว่านกไม้ แต่เมื่อลอยอยู่ไม่นานนกดังกล่าวก็ตกลงสู่ท้องดิน
ว่าว นั้นมีแหล่งกำเนิดอยู่ประเทศจีน โดยภาษาจีนนั้นเรียก “เฟิงเจิง” “จื่อเอวียน” “เย่าจื่อ” หลังสมัยตงฮั่นไช่หลุน มีการผลิตกระดาษ จึงนำกระดาษมาประกอบทำเป็นตัวว่าว สมัยยุคห้าราชวงศ์จีนนั้น หลี่เย่ ใช้แป้งเปียกติดกระดาษทำว่าวเป็นรูปนก ใช้ด้ายผูกเชื่อมสำหรับดึงตัวว่าว และนำไปปล่อยขึ้นสู่ท้องฟ้า

kite2.jpg

ในสมัยฮั่น เล่ากันว่า ขุนสึกหานซิ่นใช้ว่าวทดสอบทิศทางลมในทางทหาร ส่วนในสมัยพระเจ้าเหลียงอู่ตี้ใช้ว่าวสำหรับส่งข้อความสารแต่ไม่สำเร็จ ในสมัยราชวงศ์ถังจางผี ถูกข้าศึกโอบล้อมจำนวนมากจึงใช้ว่าวเป็นตัวส่งข่าวสารขอความช่วยเหลือทางการทหาร
ต่อมามีการดัดแปลงลักษณะว่าวให้มีสีสันและเพิ่มเสียงอันไพเราะ โดยในปลายราชวงศ์ถัง มีการนำขลุ่ยขนาดเล็กๆ ที่ใช้ในการขับเล่นดนตรี ติดไว้กับตัวว่าว เมื่อต้องลมพัดพามา ทำให้มีเสียงดังไพเราะคล้ายมีคนเล่นเครื่องดนตรีกู่เจิงอยู่บนท้องฟ้า เรียกว่า “จื่อเอวียน”
ในสมัยราชวงศ์ชิง มีนักกลอนหลายคนเขียนพรรณนาเกี่ยวกับว่าวไว้ จำนวนมาก ว่าวถือเป็นศิลปะของจีนที่รุ่งเรืองมากยุคหนึ่ง

ประวัติการเล่นว่าวในประเทศไทย 

สมัยกรุงสุโขทัย
เอกสารกล่าวไว้ในพงศาวดารเหนือว่า “พระร่วงเจ้าทรงเล่นว่าวอย่างไม่ถือพระองค์ว่า เป็นท้าวเป็นพระยา” และกล่าวถึงว่าวหง่าว (มีเสียงดัง) ในสมัยนั้น และในหนังสือตำหรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ (นางนพมาศ) กล่าวถึงเดือนยี่ พระจันทร์โคจรอยู่ในกลุ่มดาวปุษยะ (ดาวปุยฝ้ายหรือดาวรวงผึ้ง) กระจุกดาวเปิดในราศีกรกฏไว้ว่า “เดือนยี่ถึงการพระราชพิธีบุษยาภิเษก เถลิงพระโคกินเลี้ยงเป็นนักขัตรฤกษ์ หมู่นางในก็ได้ดูชุดชักว่าวหง่าว ฟังสำเนียงเสียงว่าวร้องเสนาะลั่นฟ้าไปทั้งทิวาราตรี”

สมัยกรุงศรีอยุธยา 
การเล่นว่าวมีปรากฏในจดหมายเหตุของลาลูแบร์ราชทูตฝรั่งเศส ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวไว้ว่า ”….ว่าวของพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา ๒ เดือนในฤดูหนาว”…และยังกล่าวว่า …”ว่าวเป็นกีฬาที่เล่นอยู่ทั่วไปในหมู่ชาวยาม” ในกรุงศรีอยุธยามีการเล่นว่าวกันมากถึงกับมีกฏมณเฑียรบาลห้ามมิให้ประชาชนเล่นว่าวทับพระราชวัง ที่เมืองละโว้ (ลพบุรี) ในเวลากลางคืนรอบพระราชนิเวศน์จะมีว่าวต่างๆลอยอยู่ ว่าวนี้ติดโคมส่องสว่าง และลูกกระพรวนส่งเสียงดังกรุ่งกริ๋ง ในสมัยพระเพทราชาได้ยกทัพไปปราบพระยายมราชเจ้าเมืองนครราชสีมาซึ่งเป็นกบฏ เข้าตีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ พระองค์ชอบการเล่นว่าว จึงใช้ว่าวจุฬาผูกหม้อดินดำชักขึ้นข้ามกำแพงเมืองนครราชสีมาแล้วจุดไฟชนวนให้ตกใส่บ้านเรือนภายในกำแพงเมือง เกิดไฟไหม้โกลาหลสามารถเข้าตีเมืองนครราชสีมาได้สำเร็จ เมื่อถึงปลายกรุงศรีอยุธยามีข้าศึกสงครามบ้านเมืองไม่สงบ การเล่นว่าวจึงซบเซาตลอดมาจนถึงต้นรัตนโกสินทร์

สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ 
การเล่นว่าวเริ่มปรากฏเป็นหลักฐานในสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองศ์ทรงเล่นว่าวจุฬาที่สนามข้างวัดพระแก้ว แข่งขันกับว่าวปักเป้าของกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ที่ท้องสนามหลวง ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ การเล่นว่าวเริ่มคึกคักขึ้น เช่นมีสนามเล่นว่าวบริเวณสามยอด ซึ่งมีพระยาอัพภันตริกามาตย์เป็นนายสนาม ต่อมาย้ายมาเล่นบริเวณสะพานเสี้ยว สนามหน้ากระทรวงยุติธรรม มีจางวางท้วมทำว่าวจุฬา
เล่น สนามบริเวณวัดโคก(วัดพลับพลาชัยปัจุบัน) มีนายอำเภอจั่น และนายแสง ทำว่าวเล่นบริเวณนี้ ต่อมาเมื่อมีบ้านเรือนมากขึ้นจึงย้ายไปเล่นที่สระปทุม (เขตปทุมวัน) สนามนี้มีพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงสวัสดิวัฒนวิสิษฐ์ทรงให้ความอุปถัมภ์ แต่เนื่องจากห่างไกลการคมนาคมไปมาไม่สะดวก จึงเปลี่ยนไปเล่นที่บริเวณที่สนามวัดดอน(เขตยานนาวา) แต่ถูกนักเลงท้องถิ่นก่อกวนอยู่เสมอ จึงย้ายไปเล่นที่บริเวณหัวลำโพงได้ระยะหนึ่ง เมื่อทางราชการได้เริ่มก่อสร้างสถานีรถไฟหัวลำโพง จึงย้ายไปเล่นกันที่บริเวณสวนอนันต์ได้ประมาณ ๒ ปีก็ย้ายไปเล่นที่ริมคลองตลาด เมื่อบ้านเมืองเจริญมากขึ้นไม่สะดวกในการขึ้นว่าว จึงย้ายไปเล่นบริเวณบางขุนพรหม และสุดท้ายมาปักหลักเล่นกันที่ทุ่งพระเมรุ (ท้องสนามหลวง)จนถึงปัจจุบัน

ประเทศจีนนั้น มีแหล่งผลิตว่าวหลายแห่ง เช่น นครปักกิ่ง เมืองเทียนสิน เมืองไคเฟิง เมืองเหวยฝาง เมืองหนานทง มณฑลกวางตุ้ง มณฑลซานตุง เป็นต้น ซึ่งแหล่งผลิตว่าวและเป็นแหล่งอุตสาหกรรมการส่งออกว่าว ที่ใหญ่ที่สุด คือ เมืองเหวยฝาง
รูปแบบการทำว่าวนั้น มีความหลากหลาย ไปตามยุคสมัย โดยแต่เดิม นิยมทำรูป นก งู ปลา หนอน ตะขาบ มังกร ต่อมามีการดัดแปลงรูปว่าวอิงตามบุคคลทางประวัติศาสตร์ เช่น เทพเจ้าเห้งเจีย
ต่อมามีการดัดแปลงว่าวไปตามจินตนาการตัวการ์ตูน เช่น โดราเอมอน โปเกมอน พิคาจู คิตตี้ ซุปเปอร์แมน เป็นต้น
การทำว่าวนั้น มีเทคนิคที่แตกต่าง ต้องอาศัยความชำนาญยิ่ง เพราะทำให้ว่าวลอยอยู่บนท้องฟ้าเล่นลมได้นานทีเดียว ว่าวของจีนนั้นมีความพิถีพิถันในการทำ โดยเหลาไม้ไผ่ให้บางตามขนาด เลือกไผ่ที่ไม่แก่และอ่อนเกินไปเพราะจะทำให้โครงว่าวไม่แข็งแรง นำแป้งเปียกมาติดกระดาษกับโครงว่าว วาดลวดลายอันวิจิตรลงบนตัวกระดาษว่าว ตกแต่งด้วยพู่สีสันต่างๆ เมื่อปล่อยว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า ว่าวจะมีความอ่อนช้อยสวยงาม มีเสียงไพเราะน่าฟัง
ส่วนว่าวไทยนั้นนิยม ทำว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ว่าวงู ว่าวอีลุ้ม ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวหัวแตก ว่าเต่า ว่าวใบไม้ ว่าวปลาวาฬ ว่าวควาย เป็นต้น
ในทางความเป็นสิริมงคล ว่าวนั้นยังบ่งบอกถึงภาพบนตัวว่าวที่แสดงถึงโชคลาภ วาสนา ความปิติยินดี อายุมั่นขวัญยืนอีกด้วย
การเล่นว่าวของจีนนั้น ไม่ต่างจากการเล่นว่าวเมืองไทยมากนักคือ นิยมเล่นว่าวในฤดูใบไม้ผลิ ช่วงต้นลมหนาว นิยมเล่นในที่โล่งกว้าง ท้องทุ่ง สนามหญ้าลานกว้าง ไม่ควรเล่นในที่ต้นไม้ใหญ่สูง เพราะเมื่อลมอ่อนกำลังลง ว่าวจะตกลงสู่พื้น ซึ่งอาจไปเกาะเกี่ยวต้นไม้หรือตึกได้

kite3

จะเห็นว่าความสวยงามจากศิลปะโบราณของจีน ประยุกต์กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อสุขภาพเทศกาลเล่นว่าวในปัจจุบันของจีนทุกปี ไม่เพียงแต่เป็นกีฬาเพื่อสุขภาพแต่ในมุมมองของความเชื่อคนไทยส่วนหนึ่ง เชื่อว่า หากนำว่าวไปบนบาน จักทำให้กิจการ การงาน หน้าที่ อายุ ยืนยาว เจริญรุ่งเรือง บางครั้งเราจึงพบว่าว วางเคารพบูชาอยู่ตามต้นไม้ใหญ่หรือตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์บางแห่งหลายร้อยหลายพัน

kite4.jpg

คนในเมืองหลวงของไทย หากอยากมีมุมพักผ่อนคลายเครียดในวันหยุดนั้น สามารถหาซื้อว่าวโบราณได้ที่บริเวณใกล้ท้องสนามหลวง และปล่อยว่าวขึ้นฟ้าสักรอบสองรอบ เห็นจะลดอายุได้มากทีเดียว !!!
…………………………………………………………………………………….
ขอขอบคุณภาพและข้อมูลเพิ่มเติม 

http://hs6ap.igetweb.com 
http://thai.cri.cn/ 
https://th.aliexpress.com 
http://www.hamanan.com 
http://www.manager.co.th 

…………………………………………………………………………….

ติดตามบทความ ได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา

กำจัดใยแมงมุมง่ายนิดเดียว

Garden-spider.jpg

“แมงมุมขยุ้มหลังคา แมวกินปลาหมากัดกระพุ้งก้น” เคยได้ยินแต่เด็ก คุ้นๆกันบ้างไหมเอ่ย แมงมุมบางชนิดมีพิษร้ายแรง อาจถึงแก่ชีวิต ซึ่งในประเทศไทยพบทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ แมงมุมแม่ม่ายสีน้ำตาล พบกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย แมงมุมแม่ม่ายหลังเพลิง พบกระจายไม่มาก ซึ่งค้นพบครั้งแรกที่ จ.ฉะเชิงเทรา และชนิดสุดท้าย คือแมงมุมสันโดษเมดิเตอร์เรเนียน พบเฉพาะในถ้ำ ภายในเขตพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องจากพระราชดำริฯ ซึ่งหากได้ติดตามข่าวจะพบว่าเคยมีผู้เสียชีวิตจากการได้รับภาวะแทรกซ้อนและพิษโดยตรงของแมงมุม ซึ่งทุกคนก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกไปครับ ฟินิกซ์เองมีวิธีการหลีกเลี่ยง แหล่งสร้างรังเจ้าแมงมุมสารพัดชนิดมาฝาก
โดยปกติ แมงมุม (Spider) จัดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกสัตว์ขาปล้อง หรืออาร์โธพอด เช่นเดียวกับแมลง กิ้งกือ ปู จัดอยู่ในอันดับ Araneae มีรูปทรง ลักษณะ และขนาดแตกต่างหลากหลายกันออกไป บางชนิดมีลำตัวที่กว้างมาก บางชนิดมีรูปร่างที่เพรียวยาว ขณะที่บางชนิดกลับมีรูปร่างที่คล้ายกับสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตประเภทอื่น เช่น มด หรือปู เพื่อใช้ในการพรางตัว
แมงมุม ถูกค้นพบแล้วกว่า 40,000 ชนิด จะกินแมลง หาอาหารตามธรรมชาติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับมนุษย์ ยกเว้น เราไปเข้าใกล้แหล่งอาหารหรือสัมผัสรังใยแมงมุม อาจถูกแมงมุมกัดได้ ทางที่ดี ควรระมัดระวังไม่เข้าไปในป่าทึบ ปิดบ้านให้มิดชิด ทำความสะอาดบ้านไม่ให้เป็นแหล่งสร้างรังแมงมุม ป้องกันแมงมุมเข้าบ้าน
วันนี้ฟินิกซ์ขอนำผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับวิธีกำจัดเจ้าสายใย ยืดยาวอย่างใยแมงมุม หรือเรียกตามท้องถิ่นว่า “หยากไย่”มาฝากกันครับ เพื่อบ้านของทุกคนจะได้สะอาดสดใส ปราศจากสายใยตาข่าย รกรุงรัง

10 วิธีกำจัดใยแมงมุม 

1. ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ 

แน่นอน แมงมุมชอบทำรังในที่มุมห้อง มุมโต๊ะ ตู้เตียง ที่มีฝุ่นละออง โดยเฉพาะหากบริเวณบ้านนั้นมีรอยแตกร้าว เป็นรู ช่อง สามารถเป็นทางเชื่อมออกไปหาแหล่งอาหารของแมงมุมนอกบ้าน ยิ่งทำให้แมงมุมสร้างใยจำนวนมาก ทางที่ดีหมั่นทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ พร้อมปิดบ้านให้มิดชิดป้องกันแมงมุมเข้ามาทำรัง

2. เลี้ยงแมวไล่แมงมุม 

เจ้าแมวเหมียวที่ท่านเลี้ยงไว้นอกจากช่วยจับหนู แมลงสาบ จิ้งจกแล้วยังเป็นยามในบ้านชั้นดีที่ช่วยวิ่งไล่จับแมงมุม ทำให้แมงมุมไม่กล้ามาทำรังภายในบ้านอีก ต้องบอกว่าคุณประโยชน์น้องแมวนี่มหาศาลนะครับ เพราะบรรดาแมงมุมจะหวาดกลัว น้องแมวเหมียวจะจับแมงมุมมาขยุ้มหัวใจเล่น แมงมุมเตลิดไปไกลทีเดียว

  3. อร่อยกับเกาลัดก็เหลือไว้บ้างนะ

นอกจากเกาลัดจะมีรสชาติ อร่อยสุโก่ยแล้วยังมีประโยชน์ที่แฝงมากับกลิ่นเกาลัด ทำให้แมงมุมไม่ชอบเอามากๆเลยทีเดียว นำเกาลัดไปวางตามมุม ซอกหรือจุดที่คิดว่าอาจเป็นแหล่งสร้างใยแมงมุม เจ้าแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลย แต่ต้องระวังน้องมดมาก่อกวนเกาลัดแทนนะครับ

 4. ใช้เกลือดูดความชื้น 

เกลือนอกจากเป็นส่วนผสมของการปรุงอาหาร หมักดอง โรยหน้าสารพัดอาหารคาวหวาน เกลือมีคุณสมบัติช่วยดูดซับความชื้น ป้องกันการมาทำรังของแมงมุม เพราะเมื่อไม่มีความชื้นแมงมุมจะสร้างใยไม่สำเร็จ “มันท้อแท้” ครับ โดยนำเกลือใส่ถุงตาข่ายหรือใส่ชามใบเล็กใปวางตามจุดต่างๆ ใกล้แหล่งสร้างใย วิธีนี้ก็ช่วยได้ผลดีทีเดียว

5. สเปรย์น้ำส้มสายชู 

นำน้ำส้มสายชูยี่ห้อใดก็ได้ผสมให้เข้ากับน้ำมันมะพร้าวเพื่อการรวมตัวของกลิ่นที่สมบูรณ์แบบ แล้วใส่ขวดแบบหัวฉีดสเปรย์ นำมาฉีดพ่นตามจุดอับ มุมต่างๆ แค่นี้แมงมุมก็ไม่กล้ามาทำรังแล้ว เพราะแมงมุมไม่ชอบกลิ่นเปรี้ยวเอามากๆ รับรองแมงมุมโกยอ้าว !ไปจากบ้านแน่นอน บ้านอาจมีกลิ่นอมเปรี้ยวผสมผสานกลิ่นหอมน้ำมันมะพร้าวแทน

   6. สเปรย์เปปเปอร์มินต์ 

ซึ่งเปเปอร์มินต์สกัดมาจากสมุนไพรในจำพวกสะระแหน่ มีกลิ่นหอมเย็นสดชื่น กระปรี้กระเปร่า อันเป็นคุณสมบัติที่แมงมุมไม่ชอบเป็นอย่างยิ่ง เพียงผสมน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์กับน้ำเปล่าฉีดพ่น บริเวณจุดต่างๆ หรือมุมบ้านที่แมงมุงสร้างใย เหล่าบรรดาแมงมุมก็จะไม่มากวนใจอีกเลยครับ

 7. ใช้กลิ่นน้ำมันซีตรัสช่วยไล่แมงมุม

น้ำมันซีตรัสสกัดจากเปลือกผลไม้หรือผักที่มีรสเปรี้ยว เช่น ส้ม มะนาว ส้มโอ ใช้วิธีเดียวกับกลิ่นเปปเปอร์มินต์ ผสมน้ำแล้วฉีดพ่น หรือบางท่านอาจจุดอโรมาน้ำมันหอมระเหยแทน วิธีนี้ช่วยขับไล่แมงมุมออกจากบ้านได้ คนสมัยก่อนยังใช้ภูมิปัญญาไทย แบบใช้ได้ดีและเห็นผล นั่นคือ นำเปลือกส้ม ผิวมะนาว ผิวส้มโอ มาวางไว้ตามจุดมุมห้อง วิธีนี้ก็ใช้ได้ผลนะ แถมภายในบ้านมีกลิ่นหอมอ่อนๆของซีตรัส

 8. น้ำมันซีดาร์มีประโยชน์

น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์จากไม้สนซีดาร์ มีกลิ่นหอมคล้ายน้ำมันหอมระเหยจากแก่นไม้จันทน์ มีกลิ่นอ่อนๆคล้ายไอดิน นอกจากฉีกพ่นป้องกันแมงมุมแล้ว ยังสามารถไล่มด แมงสาบได้อีกด้วย เหมาะสำหรับท่านที่ไม่ชอบกลิ่นเปเปอร์มินต์หรือซีตรัส เพราะกลิ่นซีดาร์ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายคล้ายกลิ่นไอดินยามเช้า

 9. ยาสูบแมงมุมกลัว  

ทราบหรือไม่ในตัวมวนบุหรี่ ที่เรียกยาเส้นหรือยาฉุน นั้น มิใช่ทำอันตรายต่อสุขภาพเพียงอย่างเดียว ควันบุหรี่น่ะ มีอันตรายร้ายแรงต่อตนเองและผู้อื่น แต่ในตัวยาเส้นกลับมีคุณประโยชน์ ต่อการไล่แมงมุม หากนำมายาเส้นผสมน้ำแล้วคั้นเอาน้ำ มาฉีดพ่นสามารถไล่แมงมุมได้ผลดี ในสมัยก่อน ชาวสวนผลไม้ยังนิยมนำยาเส้นมาผสมน้ำฉีดพ่นไล่แมลงที่มากัดกินผลไม้ แทนการใช้ยาฆ่าแมลง อีกด้วย ว้าว!! ฟินิกซ์ คิดว่า บุหรี่มีแต่ข้อเสีย ที่ไหนได้ยังมีประโยชน์มากมาย หากแต่ นำมาใช้ให้ถูกวิธีกันนะครับ

 10. ติดมุ้งลวดซะเลย 

เล่าให้ฟังมาหลายวิธีแล้ว สุดท้ายที่ช่วยป้องกันสัตว์ แมลงต่างๆมารบกวนได้ดีที่สุด คือ การติดมุ้งลวดครับ เพราะช่วยป้องกันได้ดี ป้องกันฝุ่นละอองเข้าบ้านได้ดีอีกด้วย การติดมุ้งลวดใช้เวลาไม่นาน ปัจจุบันราคาไม่แพงเกินไป ที่สำคัญในช่วงฤดูฝน ยุงลายมักแพร่พันธุ์จำนวนมาก มุ้งลวดช่วยได้มากทีเดียวครับ แต่หลายบ้านก็ไม่นิยมติดมุ้งลวด ด้วยสาเหตุทำให้บ้านไม่สวยบ้าง ไม่น่าชวนมองบ้าง ตามแต่ความเห็น ความสะดวกแต่ละท่านครับ

เอาเป็นว่า มีหลายวิธีที่ให้เลือกนำมาทดลองใช้ ในการไล่แมงมุม ลองนำไปใช้ดูนะครับเพื่อสถานที่พักอาศัยของเราจะได้สะอาด น่าอยู่ ปลอดโปร่งสบายตา

ขอบคุณข้อมูล : https://th.wikipedia.org 


ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

โดย อ.วีย์รฎา

หลักการเขียน JDที่ดี

JD

          การเขียน JD (Job Description) หรือหน้าที่งาน เป็นเอกสารที่แสดงถึงขอบเขต ความรับผิดชอบในตำแหน่งงาน ซึ่งแต่ละองค์กรมีแนวทางการเขียนที่เหมือนหรือแตกต่างกันไป แต่ท้ายที่สุดของการเขียน นั่นคือ มุ่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งนั้นทราบขอบเขตของความรับผิดชอบงาน พร้อมบอกคุณลักษณะ คุณสมบัติที่เหมาะสมในตำแหน่งนั้นๆ ให้ตรงตามความต้องการขององค์กร
การเขียน JD ที่ถูกต้องนั้น ควรเริ่มต้นมาจากการเชื่อมโยงจากนโยบาย วิสัยทัศน์ เป้าหมายที่องค์กรวางกลยุทธ์ไว้ก่อน โดยกำหนดหน้าที่งานตามภารกิจหน้าที่ ที่สอดคล้องกับแผนผังโครงสร้างองค์กร(Organization Chart) การเขียนมีความชัดเจน ครอบคลุมในหน้าที่ของแผนกหรือหน่วยงาน
แรกเริ่มนั้น ควรมีการวิเคราะห์งาน(Job Analysis :JA)แต่ละงาน ให้ถ่องแท้เสียก่อน เพราะหากเริ่มเขียนใหม่ๆ จะพบว่างานบางหน้าที่มีความเกี่ยวข้อง เหมือนหรือซ้ำซ้อนกับแผนกอื่น ดังนั้น การเขียนที่ดีนั้น ผู้เขียนต้องมององค์รวมแบบภาพใหญ่(Big Picture)ก่อน แล้วเก็บรายละเอียดปลีกย่อยแต่ละหน้าที่
มีบางท่าน เคยถามผู้เขียนว่า จริงๆแล้วหน้าที่การเขียน JD ปรับปรุง คือหน้าที่ใคร ??ผู้บริหาร HR หรือหัวหน้างานหรือจ้างที่ปรึกษาภายนอกเข้ามาเขียน คำตอบ คือ เป็นไปได้หลายทางขึ้นอยู่กับเหมาะสมและการเข้าถึงการเขียนได้ตรงจุด เพราะไม่ว่าท่านใดเป็นผู้เขียนจะพบว่า ข้อมูลที่สำคัญเพื่อใช้ประกอบในการเขียน ต้องได้รับมาจากผู้ดำรงตำแหน่งหรือหัวหน้างานนั้นร่วมให้ข้อมูลที่จำเป็น ในการกำหนดการเขียนหน้าที่งาน

ขอยกตัวอย่างหลักการเขียน JD ในเบื้องต้น ดังนี้

1. นโยบายองค์กร(Policy) : พัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐาน พัฒนาผลิตภัณฑ์สู่ระดับสากล โดยทีมผู้เชี่ยวชาญทุกสาขามืออาชีพ

2. วิสัยทัศน์(Vision) : มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงใจลูกค้า พัฒนานวัตกรรมใหม่ด้าน รักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อความเป็นเลิศในภูมิภาคอาเซียน

3. แผนผังโครงสร้างองค์กร (Organization Chart) : ประกอบด้วย
• กรรมการผู้จัดการ
• ผู้จัดการส่วนโรงงานและผู้จัดการส่วนสำนักงาน
• หัวหน้าฝ่ายส่วนต่างๆ เช่น หัวหน้าฝ่ายการผลิต หัวหน้าฝ่ายคุณภาพ หัวหน้าฝ่ายเทคนิค หัวหน้าฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ หัวหน้าฝ่ายขาย หัวหน้าฝ่ายการตลาด หัวหน้าฝ่ายบัญชี หัวหน้าฝ่ายบุคคล หัวหน้าฝ่ายธุรการ หัวหน้าฝ่ายคอมพิวเตอร์
• ตำแหน่งหน้าที่งานย่อยแต่ละฝ่าย เช่น หัวหน้าฝ่ายการผลิต มีตำแหน่งงานในหน้าที่ที่รับผิดชอบในฝ่ายอีก 3 ตำแหน่ง คือ รองหัวหน้าฝ่ายการผลิต เจ้าหน้าที่ผลิต ธุรการฝ่ายการผลิต แต่ละหน้าที่นั้นอาจประกอบด้วย จำนวนผู้ดำรงตำแหน่งทำงานมากน้อยต่างกัน ในสายการผลิดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ผลิตหลายร้อยหรือหลายพันคน
โดยนับเป็น 1 หน้าที่ แต่หลายตำแหน่งงาน ในข้อนี้ ถือว่าเป็นการเขียนที่มีกระบวนการ ใช้ระยะเวลาวิเคราะห์ค่อนข้างนาน เพื่อให้ข้อมูลตรงตามตำแหน่งและถูกต้อง โดยตำแหน่งงานย่อยอาจแยกออกไปอีกเป็นหลายตำแหน่ง

ประเด็นสำคัญ!! 

หลักการเขียนที่ง่ายและตรงตามเป้าหมายขององค์กรนั้น องค์กรควรแบ่งแยกหน่วยงาน หน้าที่ในสายงานหลัก (Line)และสายงานสนับสนุน(Support)ให้ชัดเจนก่อน เพื่อป้องกันความสับสน เกิดความชัดเจนในหน้าที่แต่ละหน่วยงาน ตรงตามเป้าหมายที่องค์กรต้องการ และการบริหารแต่ละระดับนั้น ควรมีการกระจายอำนาจ (Decentralization) ให้ระดับผู้ปฏิบัติงานระดับล่างลงมามีอำนาจการตัดสินใจเกี่ยวกับการคิด ปฏิบัติ และแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ในลักษณะนี้ จะก่อให้เกิดแนวคิดการปรับองค์การแบบ reorganizing, reengineering, restructuring, reinventing เป็นต้น คือเกิดการพัฒนางานได้รวดเร็จ การตัดสินใจไม่ต้องใช้เวลานานเกิน
บางแห่ง อาจมีการจัดโครงสร้างองค์การจากแนวดิ่งมาเป็นแนวราบ (Flat organization) มีสายการบังคับบัญชาสั้นลงหรือเป็นการลดขนาดขององค์การ (Down sizing) การจัดโครงสร้างองค์การตามแนวราบ ได้แก่ การจัดโครงสร้างแบบโครงการ (Project organization) การจัดโครงสร้างองค์การแบบเมทริกซ์ (Matrix organization) การจัดโครงสร้างองค์การแบบข้อมูล (The information based organization) ทังนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและรูปแบบองค์กร

บุคคลที่มีส่วนจัดทำ JD 

• ผู้บริหารระดับสูงสุด :กำหนดหน้าที่ JD ตรวจสอบ อนุมัติงบประมาณการว่าจ้างที่ปรึกษา
• ผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงาน : จัดทำ JD ติดตามประเมินผล
• ผู้จัดการหรือหัวหน้างาน : จัดทำปรับปรุง JD ในระดับผู้ใต้บังคับบัญชา เสนอแนะ
• พนักงาน : ปฏิบัติตามใบหน้าที่งาน

หน่วยงานที่มีส่วนสำคัญในการจัดทำ 

• ฝ่ายบุคคลหรือพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ : หน่วยงานนี้อาจใช้ทีมงานเดิม หรือตั้งคณะกรรมการ หน่วยงานพิเศษขึ้นมา ทำหน้าที่ดูแลเฉพาะด้าน
โดยมีหน้าที่สำคัญ 2 ส่วน คือ ออกแบบปรับปรุง JD จัดทำคู่มือและบูรณาการความเข้าใจบุคลากรเชื่อมโยงการจัดทำ JDให้ไปใช้จริงในองค์กร ส่วนงานนี้ หากไม่มีความชำนาญ ควรใช้ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญร่วมออกแบบปรับปรุง อบรมทำความเข้าใจแก่พนักงานในองค์กร เพราะช่วยลดความขัดแย้ง ลดระยะเวลาและเกิดการนำไปใช้ได้จริง

ส่วนประกอบแบบฟอร์ม JD 

• ส่วนที่ 1 : ข้อมูลทั่วไป ชื่อบริษัท ชื่อตำแหน่งงาน แผนก ฝ่าย
• ส่วนที่ 2 :แผนผังโครงสร้างสายบังคับบัญชา
• ส่วนที่ 3 : รายละเอียดหน้าที่งานหน้าที่ความรับผิดชอบอย่างสรุป
• ส่วนที่ 4 : คุณสมบัติที่จำเป็นในงาน การศึกษา สาขาที่จบ ทักษะทั่วไป
• ส่วนที่ 5 : ความรู้ ความสามารถ ทักษะในงาน
• ส่วนที่ 6 : ตัวชี้วัดผลงานและกำหนดความสามารถสมรรถนะในงาน
• ส่วนที่ 7 : ลงนาม ผู้จัดทำ ผู้ตรวจสอบ ผู้อนุมัติ

แต่ละองค์กร มีการกำหนดรูปแบบแตกต่าง มากน้อยไปตามความเหมาะสม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทีมคณะกรรมการบริหารและทีมฝ่ายบุคคล ที่มีที่ปรึกษาร่วมพัฒนาแบบแผน
ซึ่งในมุมมองผู้เขียนที่ผ่านมา พบว่า องค์กรใดก็ตามมีการปรับปรุง JD KPI Competency อย่างต่อเนื่อง และล้อไปตามแบบแผน นโยบายประจำปี นั่นหมายถึง ให้ความสำคัญ กระตือรือร้นต่อการพัฒนาระบบบุคลากร เห็นความสำคัญต่อการเชื่อมโยงวิสัยทัศน์ขององค์กร สู่กระบวนการทำงานจริง ย่อมส่งผลให้องค์กรนั่นมีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล ถือเป็นการเพิ่มพูน พัฒนาคนเก่งให้มากขึ้นทุกๆปี อีกประการหนึ่ง
_________________________________________________________
คำถามชวนคิด 

คุณคิดว่า JD ต่างจากหน้าที่ประจำวันหรือไม่ ???
…………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………….

ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

by อาจารย์วีย์รฎา

ลาก่อนเอลนินโญ่ สวัสดีลานินญ่า

so hot

“ร้อนแทบละลาย หนาวแทบขาดใจ” คือ สถานการณ์ที่คนไทยทุกคนกำลังประสบอยู่ วันนี้ฟินิกซ์ ขอพาทุกท่าน ไปรู้จักกับคำว่า “เอลนินโญ่”กับ “ลานินญ่า” ที่ใครๆทั้งโลกต่างพูดถึง แหม !!ฟังๆไปแล้วก็นึกถึง ลาซานญ่า นะครับ อร่อยและได้คาร์โบไฮเดรต น้ำลายไหลแล้วสิครับ แต่ สองคำนี้ ต่างกันครับ ไม่อร่อยแถมหนาวๆร้อนฝุดๆ มาดูกันว่ามีความหมายและมีที่มาจากอะไรกันนะ
น่าสนใจมากเลยทีเดียว…..
เอลนีโญ (El Nino) มาจากภาษาสเปน แปลว่า “เด็กชาย” เป็นรูปแบบสภาพอากาศที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อน โดยเกิดขึ้นเฉลี่ยทุกห้าปี
มีประวัติที่เล่าต่อกันมา ย้อนหลังไปราว 1500 ปี ชื่อนี้ได้มาจากชาวเปรูที่อาศัยอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงหนือของประเทศ ซึ่งอยู่ติดกับชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใกล้ๆเส้นศูนย์สูตร ชาวเปรูในท้องถิ่นดังกล่าวได้สังเกตเห็นในบางปีจะมีกระแสน้ำอุ่นไหลมาตามแนวชายฝั่ง พร้อมกันนั้นสภาวะภูมิอากาศจะผิดปกติไป เช่น ฝนไม่ตกในบริเวณที่เคยตกประจำแต่กลับไปตกในพื้นที่ที่แห้งแล้งกันดารซึ่งไม่ค่อยมีฝนตก ทำให้เกษตรกรเดือดร้อนไปตาม ๆ กัน ปลาที่เคยมีให้ชาวประมงจับมากมายกลับมีจำนวนน้อยลง เมื่อปลาในทะเลมีน้อยลง นกซึ่งกินปลาเป็นอาหารก็พากันอพยพไปหากินถิ่นอื่น ส่งผลให้มูลนกมีปริมาณน้อยและมีคุณค่าทางปุ๋ยต่ำลง คนเก็บมูลนกขายก็เดือดร้อนไปด้วย
ประมาณปี พ.ศ. 2433 พวกเขาจึงได้ขนานนามกระแสน้ำอุ่นนี้ว่า El Nino ซึ่งจะมาในช่วงใกล้กับวันคริสต์มาส เป็นเทศกาลฉลองการมาบังเกิดของพระเยซูเจ้า ที่ทรงเป็น เด็กชาย
โดยเรียกปรากฏการณ์ที่กลับกันกับเอลนิโญว่าลานีญา เอลนิโญเป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสน้ำอุ่น ส่วนลานีญา จึงเป็นชื่อเรียกปรากฏการณ์เกี่ยวกับกระแสน้ำเย็น
ปรากฏการณ์เอลนิโญ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมานานนับพันปี
ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ฝนตกหนักในตอนเหนือของทวีปอเมริกาใต้ แต่ยังก่อให้เกิดความแห้งแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียทางตอนเหนือ ซึ่งการที่เกิดไฟใหม้ป่าอย่างรุนแรงในประเทศอินโดนีเซีย ก็เป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ นั่นเอง
ส่วน ลานีญา (La Nina) นั้น ภาษาสเปน แปลว่า “เด็กหญิง” กล่าวคือ ลานีญา มีความผันผวนของสภาพอากาศโลกซึ่งเป็นปรากฏการณ์ช่วงระยะเวลาเย็นลงของน้ำทะเลของปรากฏการณ์เอลนิโญ โดยจะส่งผลให้พื้นที่ที่เคยมีอากาศหนาวเย็นอยู่แล้วมีอุณหภูมิลดต่ำลงไปอีก และในบริเวณที่มีฝนตกเป็นประจำจะมีฝนตกชุกยิ่งขึ้น
ประเทศที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากตั้งอยู่ตำแหน่งใต้เส้นศูนย์สูตร ตรงมหาสมุทรแปซิฟิก คือ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ สำหรับประเทศไทยนั้น ได้รับอิทธิพลความชุ่มชื้นจากพายุฝน ที่ก่อตัวจากมหาสมุทรแปซิฟิกด้านตะวันออกของหมู่เกาะฟิลิปปินส์ เคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยเป็นประจำ
แต่เมื่อเกิดปรากฎการณ์เอลนีโญ พายุก็เปลี่ยนทิศทางขึ้นเหนือเข้าสู่ทะเลจีนใต้หมดทำให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆที่อยู่แถบแหลมอินโดจีนเกิดภาวะแห้งแล้งหนัก แต่เมื่อเกิดปรากฏการณ์ลานิญญาขึ้น ส่งผลให้มีพายุก่อตัวและพัดผ่านเข้ามาในประเทศไทยเพิ่มมากกว่าเดิม ทำให้ไทยต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมอย่างหนักเช่นเหตุการณ์ น้ำท่วมทั่วทุกภูมิภาค ในประเทศไทย รวมถึงกรุงเทพมหานครที่เสียหายอย่างหนัก ในปี 2554 ที่ผ่านมา
ขณะนี้ ทุกภาคส่วน ในประเทศกำลังตื่นตัวและเตรียมรับมือกับปรากฏการณ์ลานิญญา ที่คาดว่าจะส่งผลกระทบฝนตกหนักตั้งแต่กลางปีถึงปลายปี 2559 ไม่ต่างจากปี 2554 …ฟินิกซ์ นำความรู้ดีๆ มาเล่าสู่กันฟัง เราทุกคนจะได้เตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้น ในอนาคต ฝนจะตกหนักและเกิดภาวะน้ำหลาก เฮ้อ !!ฟินิกซ์ชักเครียดแล้วสิครับ ? ขอตัวไปฝึกซ้อมว่ายน้ำ ก่อนนะ ฟินิกซ์กลัวจมน้ำ ที่ผุดมาจากท่อในกรุงเทพอ่ะครับ….

ขอบคุณข้อมูล

https://th.wikipedia.org/wiki/เอลนีโญ
https://th.wikipedia.org/wiki/ลานีญ่า
https://ponpailin6007.blogspot.com