สถาบันราชประชาสมาสัยจัดตั้งขึ้น ?

pain.jpg

ผู้ป่วย เกิดความทุกข์ทรมานทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคม ถูกแบ่งแยกจากกลุ่มอย่างเด่นชัด การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยยากลำบาก ไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ที่ทำงานและสังคม บางคนไม่ไปทำการรักษากลัวที่ทำงานรู้ กลัวถูกรังเกียจ กลัวการถูกไล่ออกจากงาน นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของผู้ป่วยโรคเรื้อน …
โรคเรื้อน(Leprosy) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค เป็นโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย สามารถเกิดโรคในคนหรือในสัตว์บางชนิด เช่น ลิง แต่อาการไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย มีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ ในระยะหลัง ทำให้เกิดความพิการ การกุด การหงิกที่ มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป ในบางรายที่คนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อน มีโอกาสผู้คลุกคลี อาจติดเชื้อได้ทางการไอ จามรดกัน หรือในบางรายที่มีอาการหนักมากมีเชื้อตามโพรงจมูก
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนัก ห่วงใยและใส่ใจให้สำคัญกับผสกนิกรที่เกิดภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ จึงมีโครงการในพระราชดำริขึ้น โดยจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในปี พ.ศ.2499 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินทุนอานันทมหิดล แก่กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และนำเงินที่เหลือจากการก่อสร้าง สร้างมูลนิธิราชประชาสมาสัย อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย
นอกจาก มีพระราชดำริก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในการดูแล การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียน ราชประชาสมาสัย ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับลูกหลานของผู้ป่วยที่ถูกเลี้ยงแยกมา ได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้ไนการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข
นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทย มีการบริหารจัดการด้านระบบสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อนได้สำเร็จ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมสนองพระราชดำริพระองค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต้นปี พ.ศ. 2558 พบผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ขึ้นทะเบียนรักษา 576 ราย กระจายตามภูมิภาคต่างๆ มีระบบการบริการสาธารณสุขทั่วถึง และการจัดการกับโรคได้อย่างดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลในการป้องกัน แก้ปัญหาของพระองค์
พระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สิ้นสุดมิได้ ……..

……………………………………………….
Cr. Information &Picture 

www.woodrufflawyers.com
www.thaileprosy.ddc.moph.go.th
www.rdpb.go.th

บทความ  หลักสูตร  อบรม  โรคเรื้อน  ในหลวง  ร.9  สถาบัน  ราชประชาสมาสัย  ประสิทธิภาพ  Leprosy  กรุณา   

Advertisements

บริหารคนแบบซุนวู

Lonely-Man-Rex.jpg

ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน…
นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม
ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์
หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า ..
“การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก
ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง
อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ”
ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้
คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร
ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่
บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ
………………………………………………………………..
Cr. Picture


http://www.independent.co.uk 

บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ  รางวัล  ปัจจัย  เชลย 

 องค์กร  สำรวจ  survey  reward training 

เรื่องเล่า “สติปัญญา กับความเด็ดขาด”

บังทอง.jpg

        การกระทำใดๆก็ตามที่ใช้ “สติปัญญา” หลายคราว ใน 3 ก๊ก ต้องอาศัยคนหมู่มากในการรบเพื่อชัยชนะ แต่เมื่อใดก็ตามที่ต้องตัดสินใจกระทำการให้บรรลุเป้าหมาย ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่าง“ เด็ดขาด” ผู้นำเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่ควรลงมือ คิด ทำ ตัดสินใจในทันที แบบเด็ดเดี่ยว 

          เล่าเรื่องของสติปัญญาและความเด็ดขาด น่าสนใจนำมาใช้ในการบริหารงาน ซึ่งมีที่มาต่างกันใน 3 ก๊ก สามารถนำมาใช้ในการทำงานปัจจุบันได้ดีเยี่ยม 

กล่าวถึง…. 

          ..เมื่อครั้งที่เล่าปี่ตัดสินใจจะยึดเอาเสฉวน หวดเจ้งซึ่งเป็นขุนนางเสฉวนบอกแก่เล่าปี่ว่า 

          “ เมืองเสฉวน มีภูมิฐานมั่นคงบริบูรณ์ทุกสิ่ง แต่หากผู้ใดหามีสติปัญญา ถึงจะตั้งตัวเป็นใหญ่ แต่ก็อาจเป็นของผู้อื่น บัดนี้เล่าเจี้ยงมีหนังสือมาถึงท่านก็เหมือนเอาเมืองมายกให้ท่าน ขออย่าได้ทิ้งเมืองเสฉวนเลย ” 

          แต่เล่าปี่ไม่ตอบรับทันที ขอบอกขอบใจ ขอกลับมาปรึกษาหารือก่อน 

ขณะเล่าปี่นั่งครุ่นคิดอยู่ … 

          บังทอง (หรือซือหยวน เกิดเมืองซียงหยาง มลฑลเกงจิ๋ว สมัยเด็ก ไม่ค่อยฉลาด แต่เมื่อโตขึ้นสนใจศึกษาวิชา หาความรู้กับจูกัดเหลียง ขงเบ้ง และบังทองยังเป็นจอมวางแผนที่หลักแหลม แม้เป็นผู้มีหน้าตาขี้เหร่แต่มีสติปัญญาล้ำเลิศ ) 

กล่าวว่า … 

          “ อันธรรมดาผู้มีสติปัญญานั้น จะคิดทำสิ่งใดย่อมว่ากล่าวแตกฉานให้ปรากฎ ตัวท่านก็มากด้วยสติปัญญาจะมานั่งวิตกถอยหลังอยู่ฉะนี้หาควรไม่ ” 

บังทองนั้น จึงได้ช่วยวิเคราะห์ให้เล่าปี่ฟังอย่างละเอียดว่า 

           “ เมืองเกงจิ๋วนั้น ข้างตะวันออกซุนกวนเป็นอริ ฝ่ายทิศเหนือโจโฉเป็นศัตรู ทุกวันนี้เหมือนอยู่กลางไฟศัตรูอยู่รายรอบ เมืองเสฉวนผู้คนมาก บริบูรณ์ เห็นจะเป็นที่ตั้งตัวให้เป็นสุขได้ ” 

          แต่เล่าปี่อ้างถึงความสัตย์ ที่ไม่กล้าฉวยโอกาสแย่งเมืองเล่าเจี้ยง 

          แต่บังทองวิเคราะห์ว่า 

             “ ขณะนี้แผ่นดินบ้านเมืองยังไม่สงบสุข เกิดจลาจลต่างๆ หากเล่าปี่จะถือเอาความสัตย์มั่นมิได้ ภัยมาถึงตัวได้ ดังนั้นต้องรักษาตัวก่อน เมื่อบ้านเมืองสงบให้สนองคุณภายหลัง หากเล่าปี่มิคิดเอาเมืองเสฉวนในขณะนี้ นานไปเบื้องหน้าก็จะเป็นของผู้อื่น จะคิดทำการภายหลังเห็นจะไม่สำเร็จ จะป่วยการสติปัญญาผู้ช่วยอุปถัมภ์เสียเปล่า” 

           ข้อเสนอของบังทองถูกอกถูกใจเล่าปี่มาก บังทองถือเป็นจอมปราชญ์คนหนึ่ง ถึงแม้ในเรื่อง 3 ก๊กจะปรากฎตัวไม่กี่ตอน แต่ก็มีบทบาทสำคัญในการตัดสินใจ จะเห็นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ แม้สิทธิ์ในการตัดสินใจจะชี้ขาดอยู่ที่ผู้นำนักปราชญ์เช่นเล่าปี่ บังทองเป็นเพียงผู้ออกความคิดเห็น แต่มีส่วนสำคัญกระตุ้นความรู้สึก กระตุ้นการกระทำ ของเล่าปี่ให้ตัดสินใจทันที ด้วยสติปัญญาในการคิดแบบบังทอง

           ย้อนกลับมาในการบริหารงานปัจจุบัน การมีสติปัญญาหลักแหลม อย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องพร้อมด้วยทีมงานที่มีสติปัญญาช่วยกระตุ้นในการตัดสินใจ ที่รวดเร็วขึ้น ในการชี้การตัดสินใจเด็ดขาด ลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ทันต่อเหตุการณ์ 

            การเลือกผู้มาทำงานดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กร นั้น นอกจากผู้บริหารเลือกจากความรู้ ความสามารถแล้ว ต้องเลือกผู้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ที่แตกฉานมาร่วมงานสำคัญ เช่น ฝ่ายงานหลักๆของธุรกิจ การตลาด ทรัพยากรบุคคล ภาพลักษณ์องค์กร กำหนดกลยุทธ์ 

หากได้หัวเรี่ยว หัวแรงที่ดี ผู้บริหารไม่ต้องลงทุนลงแรงมากเกิน มีทีมงานที่ดีช่วยเหลือสนับสนุน งานบรรลุเป้าหมายได้รวดเร็ว 

          ดังนั้น แนวทางการเลือกคนเข้ามาทำงานนั้น ต้องเลือกผู้มีทั้งสติปัญญา เข้ามาช่วยสนับสนุนภารกิจ โดยมีเกณฑ์พิจารณาการเลือก 3 ด้าน คือ 

          1) ผลปฏิบัติงานและคุณลักษณะความสามารถอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีการประเมินผลแบบ รูปธรรม 

          2) มีทักษะการคิด วิเคราะห์ การบริหารดีเยี่ยม ประเมินจาก แบบประเมิน Competency และแบบประเมินการบริหาร 

          3) เป็นที่ยอมรับจากผู้ร่วมงาน มากกว่า 80 % ควรประเมินจากใบประเมิน 180 องศาร่วมด้วย 

          ในข้อหลังนี้ สำคัญมาก เพราะหากผู้นำที่ท่านเลือกไปนั้น เก่งแต่งานแต่ไม่เก่งบริหารคน ไม่เป็นที่ยอมรับ เดินไปทางไหนมีแต่คนเลี่ยงหนี ไม่อยากทักทาย ก่อให้เกิดการขาดความร่วมมือ ร่วมใจทำงาน งานเกิดภาวะคอขวด 

         โดยเฉพาะ ผู้นำที่ต้องทำงานประสานงานร่วมกับทุกสายงาน เช่น ฝ่ายบุคคล ฝ่ายการตลาด ต้องมีแนวทางการเลือกผู้ดำรงตำแหน่ง ที่ค่อนข้างละเอียด ใช่ว่าถูกใจแล้ว “ ลองผิด ลองถูก” ให้ทำไปก่อน ควรมีการประเมินผลงานภายใน 6 เดือน 

          เพราะหากเลือกผู้นำผิด การขับเคลื่อนงานไปได้ช้ามาก ปัญหางานไม่เดิน คนไม่เก่ง ไม่เกิดการพัฒนาทั้งองค์กร ผลิตภัณฑ์ บริการและบุคลากร วลีเด็ดที่มักได้ยินบ่อยๆจากคนทำงานพร่ำบ่นเบื้องหลังว่า เข้าสู่ยุค “ถอยหลังเข้าคลอง” 

…………………………………………….

Cr . Picture 


https://th.wikipedia.org

 บทความ  หลักสูตร  อบรม  หัวหน้างาน  สติปัญญา  ผู้นำ  ตัดสินใจ  3ก๊ก  เล่าปี่ 
 บังทอง  ประเมิน  ถอยหลังเข้าคลอง  เลือก  180องศา วิเคราะห์  บุคคล  บริการ  บุคลากร   

หลักสูตรอบรมทีมงาน(Team Training Skills)

pic (Small) (Mobile).png

        ในการฝึกอบรม( In – house Training ) นอกจากหลักสูตรพัฒนาบริการ พัฒนาหัวหน้างานและอื่นๆอีกมากมายที่จัดอบรมขึ้น ผู้จัดอบรม ควรให้ความสำคัญกับหลักสูตรด้านพัฒนาทีมงาน (Team Training Skills) 

          ผู้จัดหลักสูตรอบรม ควรพิจารณาหลักสูตรตามความเหมาะสมตรงตามนโยบายงาน ความเร่งด่วนงาน ความจำเป็นในการเพิ่มทักษะ โดยสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์หลังเข้าอบรม(Training evaluate) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ผู้จัดควรเลือกขนาดกลุ่มผู้เข้าอบรม ให้เหมาะสมกับการทำกลุ่มกิจกรรมอบรม 

          บางครั้งจำเป็นต้องจำกัดงบประมาณต้องพิจารณาหลายๆด้าน อาทิเช่น จัดไปแล้วผลลัพธ์ตอบกลับคุ้มค่าหรือไม่ ? เพิ่มความสามัคคี ? นำมาประเมินตามROI ยิ่งได้ผลดี 

การจัดอบรมแบบทีมนั้น ควรเน้น เรื่องการทำกลุ่มมากกว่าบรรยายอย่างเดียว การเข้ากิจกรรมกลุ่มในสัดส่วนการอบรม ทฤษฎี <ปฏิบัติ 

          จัดกลุ่มอบรมแบบกลุ่มใหญ่ ครั้งละหลายๆร้อยคน มักได้ความสนุกสนาน ประเมินผลค่อนข้างยาก การอบรมควรอยู่ในรูปแบบบรรยาย หรือกิจกรรมสร้างสรรค์ 

          หากเน้นWorkshopควรทำในแบบกลุ่มย่อยมากกว่า จะทำให้ผู้เข้าอบรมได้รับทักษะตรง มีคุณค่า แต่ข้อเสียก็คือสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะต้องจัดอบรมหลายรุ่น หากเทียบผลตอบแทนหลังอบรมกับประโยชน์แบบยั่งยืน หากการจัดไปแล้วเกิดประสิทธิภาพก่อประสิทธิผล เห็นควรลงทุนงบประมาณส่วนนี้ 

          ผู้เขียนขอตัวอย่าง หลักสูตรการอบรมทีม ดังภาพ 

TTC.jpg

………………………………………………………………………
คำถามชวนคิด 

การอบรมหลักสูตรทักษะการทำงานและหลักสูตรด้านปรับพฤติกรรมมาทำการอบรมนั้น 
ควรใช้สัดส่วนอบรมทฤษฎี : ปฏิบัติ เท่าใดเหมาะสม ? 

……………………………………………………………………
…………………………………………………………………… 


  บทความ  อบรม  หลักสูตร  ทีม  หัวหน้างาน  ทักษะ  บริการ  teamwork  team building 


 OD  Positive thinking  Negotiation Complaint Handling  ROI  Decision making  Problem solving 


 motivation   

แนวทางลดปัญหา Turnover

Businessman and a problem

        นี่คือแบบอย่าง การทำงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักสรรหา (Recruiter) นั่นคือ ในการลาออกแต่ละเดือนนั้น นักสรรหาบุคลากร ควรนำจำนวนผู้ลาออกหารจำนวนพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมด และพิจารณาหาสาเหตุทุกเดือน ไม่ปล่อยละเลยเป็นเรื่องปรกติ 

          นอกจากนั้น ควรพิจารณาหาเหตุผลเพิ่มเติม เช่น ตำแหน่งที่ลาออก ผู้ทำงานอยู่ในกลุ่มดาวเด่น ผลงานดี ตำแหน่งงานเฉพาะทาง กลุ่มนี้ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญขององค์กร ควรมีการกำหนดเกณฑ์เป้าหมาย ที่เกินจำนวนรับได้ ของจำนวนผู้ลาออกในกลุ่มนี้ หากเกินจำนวนนักสรรหาควรวางแผนพิจารณาร่วมกับผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหาร ในการหาทิศทางรองรับ แก้ปัญหาที่เหมาะสม 

          การลาออก ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ทำงานในการตัดสินใจส่วนหนึ่ง แต่เมื่อคัดเลือกสรรหาบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน หัวหน้างานในหน่วยงาน ต้องมีกระบวนการส่งเสริม ดูแล ควบคุม ติดตาม อย่างมีระบบ ทำอย่างไร ให้พนักงานสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายและใช้ชีวิตในที่ทำงานอย่างสะดวกใจ 

ตัวอย่าง แนวทางการลด Turnover พนักงาน 

turnover reduce.jpg

          แนวทางลดการลาออก แต่ละองค์กรต้องมีแผนป้องกัน แก้ไข ส่งเสริมที่อย่างจริงจัง ไม่มองการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของนักสรรหาบุคลากร เพราะความรับผิดชอบหลักในการดูแลบุคลากรเมื่อเข้าสู่สายงาน เป็นหน้าที่สำคัญของ Line Manager ในการจูงใจ รักษาพนักงานที่มีความสามารถ(Retain Talent) ให้ทำงานอยู่คู่องค์กร มีความรักศรัทธาในเพื่อนร่วมงานและฝ่ายบริหาร 
……………………………………………………………..
Cr.Picture 


http://www.governing.com/columns/smart-mgmt

turn over  line manager  retain talent  buddy  engagement  training  reward 


 recruiter  succcession plan  career path  planning  ลาออก อบรม  บทความ 


 หลักสูตร  สรรหา   

จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP)

idp_pic

     หลังจากผ่านกระบวนการ สรรหาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ทั้งทางผลปฏิบัติงานและสมรรถนะความสามารถ เมื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) อาจกำหนดแนวทางพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ความจำเป็น ระยะเวลาและงบประมาณขององค์กร 

          รูปแบบที่จัดทำทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  ex idp.jpg

          การเลือกจัดทำแผนพัฒนา เป็นระยะ 

          – จัดทำแผนพัฒนาระยะสั้น (Short Course) : อบรม(Training) , มอบหมายให้ศึกษางานดังกล่าวแล้วมาสรุป (Reading-Briefing) , ศึกษาดูงานในองค์กรตัวอย่าง (Best Practice) , เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) 

          – จัดทำแผนระยะกลาง (Middle Course) : ระบบจับคู่เพื่อคอยดูแลงานอย่างใกล้ชิด(Buddy) , พี่เลี้ยงคอยดูแลควบคุม (Monitoring) , ผู้เชี่ยวชาญสอนงานใกล้ชิด(Expert Briefing) , มอบหมายให้สังเกตรายงานเป็นระยะ (Observation) 

          – จัดทำแผนระยะยาว (Long Course) : มอบหมายโครงการให้จัดทำ (Project Assignment) , ส่งศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น (Continuing Education) 

          ตัวอย่างแผนพัฒนารายบุคคล(จากภาพ) ต้องลำดับการพัฒนาที่เร่งด่วนและสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ อาจแบ่งระยะเวลา พัฒนาแต่ละ GAP ที่พบแตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่า แต่ละรูปแบบต้องพัฒนาระยะสั้นหรือพัฒนาระยะยาว มีการผสมผสานรูปการพัฒนาในหนึ่งตำแหน่งต่างกัน แต่เมื่อจบการพัฒนาแต่ละจุด ต้องมีการประเมินผลลัพธ์ที่ได้ และทำการ Feedback ให้พนักงานท่านนั้นรับทราบ เพื่อนำมาปรับปรุง ส่งเสริมศักยภาพ (High Potential) ต่อไป 

          แต่ละองค์กรต้องมีการวางแผนพัฒนาที่เป็นรูปแบบมาตรฐานตนเอง ไว้ก่อน หลังมีการประเมินผลปฏิบัติงาน(KPI) ประเมินสมรรถนะความสามารถ(Competency)ในงานปลายปีแล้ว ผู้จัดทำที่รับผิดชอบดูแลแผนพัฒนา ควรมีการประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวม นำเสนอ วางรูปแบบ เสนองบประมาณ ที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 

……………………………………………………………

คำถามชวนคิด 

แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) นั้น ควรใช้พัฒนาบุคคลกลุ่มใดในองค์กร ? 

1) กลุ่มหัวหน้างาน , ผู้จัดการ 

2) กลุ่มพนักงานทำงานเกรด A ,B 

3) กลุ่มพนักงานที่หัวหน้าแผนกคัดเลือกขึ้น 

4) พนักงานที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน 

5) กลุ่มพนักงานดาวเด่น 

คำตอบ คือ …………………………………………………………………………

………………………………………………………

Cr.picture 

http://www.aussiecon4.org.au/read-books 

 IDP  GAP  จัดทำ  แผนพัฒนา  รายบุคคล  feedback  training  high  potential 

 บทความ  อบรม  บุคคล  HR  HRD  KPI competency  ตัวอย่าง 

เทคนิคปรับบุคลิกภาพตนเอง

mask.jpg

ปัจจุบันผู้บริหารองค์กร ต้องดูดี มีสง่า ราศรีจับ หากแต่งตัวโทรม ผมยุ่ง นุ่งกางเกงยับ รองเท้าฝุ่นจับ คงไม่มีใครชื่นชมปรบมือให้ แถมยังได้ยินเสียงพลายกระซิบตามหลังมาอีกว่า “ ดูไม่ได้เอาเสียเลย นายเรา !! ”

“ ส่วน หัวหน้างาน พนักงาน ทั่วไปไม่จำเป็นต้องบุคลิกดีก็ได้ ” ไม่จริงอย่างมากค่ะ …..
ไม่ว่าดำรงตำแหน่งใดในงาน เราต้องฝึกปรับตนเองให้มีบุคลิกภาพที่ดี น่านับถือ สง่างาม ใครเห็นเป็นสะดุดตา
บุคลิกภาพที่ดีนั้น ปรับแก้ได้ทุกคน สามารถแก้ไขเปลี่ยนจุดด้อยที่มีอยู่ในตนเป็นจุดเด่นขึ้นมาได้ โดยง่าย แต่นั่นต้องอาศัยการฝึกอบรม เพาะบ่มจากผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาบุคลิกภาพ
ในวันนี้ ผู้เขียนขอแนะนำพื้นฐาน การปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ด้วยเทคนิคการปรับ 3 อย่างในตัวเอง ทำได้ง่าย ทำเองได้ที่บ้านไม่ต้องเข้าคอร์สฝึก
คือ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก ปรับเปลี่ยนท่าเดิน และสุดท้ายปรับเปลี่ยนเสียงพูด หากนำไปปรับแก้ไขใช้จริง เพื่อนที่เคยขำๆคุณ ลูกน้องที่เคยมองเมิน หัวหน้าที่คอยดูแคลน ต้องมองเหลียวหลัง และถามคุณว่า “ ไปทำอะไรมา ดูดีขึ้น ?”

พื้นฐานการปรับบุคลิกภาพให้ดูดี ดังนี้ 

 ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ภายนอก 
+ เปลี่ยนชุด เสื้อผ้า รองเท้า ให้เหมาะกับงาน มีความเป็นมืออาชีพ หากต้องทำงานในตำแหน่งตั้งแต่ผู้จัดการขึ้นไปถึงตำแหน่งฝ่ายบริหาร ต้องใส่สูท ผูกเนคไท ผู้ชายท่านใดยังเคยชินกับการใส่เสื้อเชิ้ตพับแขน กางเกงสแล็ค รองเท้าหนังย่นพันปี คุณพลาดอย่างแรงค่ะ เพราะทำให้ภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือคุณตกไปแล้ว ลองเปลี่ยนดูค่ะ
สำหรับผู้หญิงให้ใส่ชุดเดรสหรือสวมเชิ้ต ใส่สูทพอดีตัวทับ กระโปรงยาวลงมาคลุมเข่าประมาณ 1- 3 นิ้ว กำลังดีค่ะ สีสูทน้ำเงิน เทา ขาว ดำ น้ำตาล คือสีพื้นฐานที่เข้าได้ดีหลายสีผิว คงเอกลักษณ์ความน่ายำเกรง รองเท้าหากไม่เคยชินกับรองเท้าส้นสูง แนะนำให้ใส่รองเท้าส้นต่ำหรือส้นเตารีดแบบต่ำ ไม่แนะนำให้ใส้รองเท้าส้นหนาๆ หรือรองเท้าไม่มีส้นปลายเปิด เพราะดูไม่สมาร์ท
+ ทรงผม ผมที่เคยกระเซอะกระเซิง ทั้งหญิงและชายให้เดินเข้าร้านนักออกแบบทรงผม เลิกตัดผมกับร้านประจำเดิมๆ เพราะเราตัดประจำ ชีวิตเราจึงอยู่แบบเดิมๆอย่างนี้เป็นประจำ เน้นให้ทรงผม ออกแบบมาเข้ากับรูปหน้าดูทันสมัย ยอมจ่ายเงินหนึ่งครั้งเพื่อซื้อคุณคนใหม่ ผู้ชายนักบริหารแนะนำให้ตัดผม เปิดหน้า ผมหน้าสั้นไม่มีไรผมมาเคลียหน้าตาแบบทรงหนุ่มเกาหลี ทรงผมสั้นนี้เหมาะกับนักธุรกิจ ผู้บริหาร หัวหน้างาน
สำหรับผู้หญิงนักบริหาร หัวหน้างาน ไม่เหมาะตัดผมหน้าม้าหนาเตอะยกเว้นแนวแฟชั่น วัยทำงานทั่วไป หากตัดผมหน้าม้าให้สไลด์ผมม้าบางหรือปัดม้าข้าง จะดูดีกว่า หากผมยาวควรมัดรวบขึ้นหรือรวบผมครึ่งหัว หน้ารูปทรงไข่มั่นใจไม่กลมดิ๊ก ตัดสั้นได้แบบสบายหัวเลยค่ะ ผมดัดโรลก็สวยไปอีกแบบ ดูมีความมั่นใจขึ้น แต่ถ้าคิดดัดผมจริงล่ะก็ ต้องศึกษาโครงหน้าตนเอง ให้ดัดแล้วดูสวยสะพรั่งมิใช่เพิ่มตัวเลขอายุ ? ที่สำคัญลักษณะนิสัยส่วนตัว เป็นคนง่ายๆ ไม่ชอบวุ่นวายกับการทำผมหรือไม่ ? ผมดัดต้องหมั่นเซ็ทผมให้ดูดีทุกวัน มิเช่นนั้นผมพองชี้ฟู ดูไม่เข้าท่า
+ แต่งหน้า ผู้บริหารหญิงหน้าซีดหน้าดำ เห็นรอยเท้ากาเต็มใบหน้า คงไม่มีลูกน้องคนไหน สดใสสดชื่นอยากร่วมงานด้วย ควรเลือกการแต่งหน้าให้เข้ากับสีผิว
 – สีผิวขาวอมเหลือง ควรเลือกแต่งหน้าโทนสีพาสเทล สีผมบลอนด์อมทอง บลอนด์เขียว ทองประกายแดงเรื่อ ,
– ผิวสองสี ผิวสีแทน ผิวสีน้ำผึ้ง ควรแต่งหน้า โทนสีส้มอมชมพูระเรื่อ เอิร์ธโทน โทนสีน้ำตาลส้ม สีผมเน้นโทนสว่างสีเชสต์นัต น้ำตาลส้มปานกลาง สีคาราเมล
– คนผิวขาว ควรแต่งหน้า โทนสีเบจ สีชมพู สีผมบลอนด์ทอง ดำน้ำตาล ดำเข้ม
+ มีของติดมือ นอกจากมีโทรศัพท์เคลื่อนที่ข้างกาย หากคุณคือผู้บริหาร หรือมีแนวโน้มจะเติบโตด้านหน้าที่การงาน แนะนำให้มีสมุดแพลนเนอร์ พกติดตัวเสมอเมื่อต้องร่วมประชุมหรือฟังวาระต่างๆ อย่าเดินตัวเปล่าเล่าเปื่อยไปแบบบันทึกลงหน่วยความจำซ้ายขวา เพราะดูไม่มีความเตรียมพร้อม ไม่ใส่ใจ ส่วนเครื่องประดับที่ต้องติดตัวเสมอคือนาฬิกา เพราะนอกจากทำให้เรารู้เวลาแล้ว ยังสามารถบริหารเวลาได้แบบมืออาชีพ อีกด้วย
 ปรับเปลี่ยนท่าเดิน 
เราหัดเดินมาแต่เริ่มตั้งไข่ แต่เมื่อโตเข้าวัยผู้ใหญ่ ต้องหัดเดินแบบสมาร์ทแล้วล่ะ การเดินไปทำงาน ในพื้นที่ของออฟฟิศคุณน่ะแหละ คือ รันเวย์ระดับโลก ผู้เขียนไม่ได้ให้คุณไปฝึกเดินแบบ แต่ให้ฝึกการเดินอย่างสง่างาม คุณเดินเข้าทำงานตามปกติ แต่คุณสามารถทำให้ดูดีสะดุดตาได้ ไม่ยาก
สาวๆต้องหัดเดินมองตรง มือส่ายเล็กน้อย ก้นย้อยพองาม( ย้ำว่าย้อย มิใช่ย้วย ) แววตามีจุดมุ่งหมายไม่เลื่อนลอย หากมีของหยิบจับถือมาด้วย ให้ฝึกลงน้ำหนักตัวกับสิ่งของ ฝึกลงน้ำหนักกับท่าทางที่เดิน ฟังแล้วดูยาก แต่จริงๆไม่ยากเลย เราถืออะไรมาก็แบ่งน้ำหนักตัวส่วนหนึ่งลงสิ่งของนั้น ฝึกถือของเดินหลังตรง คือ ถ่ายเทน้ำหนักลงไปตามอวัยวะที่เคลื่อนไหว จะใส่ส้นสูงแค่ไหนไม่มีมีเดินเซค่ะ ไม่ลงน้ำหนักทั้งหมดที่ส้นเท้า ฝึกเดินให้สวยต้องฝึกรายตัวค่ะ บางคนฝึกนานหลายเดือน หลังฝึกท่าเดินเปลี่ยนเป็นคนใหม่แบบน่ามองเชียวคุณ
ผู้ชายฝึกง่าย ยกเว้นผู้ชายที่ผอมมาก อ้วนมาก หรือเดินหลังค่อมมานานมากๆ หลายปี ต้องปรับท่าเดินใหม่หมด การปรับแก้ไขนี้ไม่ยากค่ะ แต่ต้องหาสาเหตุและค่อยปรับกันไป
นึกถึงท่าเดินการทรงตัวนกเพนกวิน ทำไมเพนกวินเดินตัวเอียง ตัวตรง แต่ละพื้นที่ต่างกัน เมื่อเดินบนบกพื้นทั่วไป จะสังเกตเห็นเพนกวินเดินตัวตรง แต่จะเดินอย่างช้า ๆเพื่อควบคุมการทรงตัว น้ำหนักตัว ลงปลายเท้า แต่ถ้าเดินในที่หนาวเย็น บนพื้นน้ำแข็ง พื้นหิมะ นกเพนกวินจะเดินเอนตัวมาข้างหน้า บางครั้ง เพนกวินมีวิธีการเคลื่อนที่ที่เร็วมากเพื่อปรับสภาวะ ความสมดุลต่อสิ่งแวดล้อม นั่นคือ การไถลตัวไปตามทางลาดชันหรือพื้นที่ลื่นเป็นน้ำแข็ง อย่างเร็ว
ถ้าฝึกการเดินเองที่บ้าน แนะนำให้ทำทุกวันค่ะ ก่อนนอนวันละครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ฝึกนำหนังสือปกแข็งพอควร จำนวนมากกว่า 2 เล่ม ( น้ำหนัก 3 ขีด – ครึ่งกิโลกรัม ) วางไว้เหนือศีรษะ ฝึกเดินไป เดินกลับ เดินขึ้นลงบันได ฝึกเดินถือของขณะมีหนังสือบนศีรษะ เดินด้วยพูดด้วย(หมายถึงสื่อสารกับผู้อื่นที่อยู่ตรงนั้นค่ะ) ฝึกทุกวันๆ ทำแบบนี้ให้ครบแต่ละเดือน และลองสังเกต จดบันทึกการเปลี่ยนแปลงท่าเดินตนเอง ลองเดิน มองหน้ากระจกบานใหญ่ จะพบว่าคุณเดินสวย ดูดี สง่างาม ได้เองโดยไม่ต้องใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมก็ปัง!!! ถ้าเดินไม่ดี แต่หน้าตาดีก็พังค่ะ หน้าไม่ช่วยอะไรแน่ มีนางงามระดับโลกคนไหน หน้าตาดี เดินขี้เหร่บ้าง !!
 ปรับเปลี่ยนเสียงพูด 
เสียงพูดสำคัญสำหรับทุกหน้าที่งาน ฝึกพูดด้วยประโยคที่มั่นใจ เสียงหนักแน่น ซึ่งผู้เขียนเคยลงบทความไปแล้ว ในเรื่อง “ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ครั้งก่อน ลองเข้าไปอ่านดูนะคะ ระดับเสียงพูดก็สำคัญ ต้องฝึกการพูดโทนเสียง 5 ระดับ ต่ำมาก ต่ำ เสียงธรรมดา เสียงสูง เสียงสูงมาก ซึ่งการพูดให้ได้โทนเสียงที่เหมาะกับตนเอง ดูน่าเกรงขาม เป็นงานเป็นการบางคนมาจากพรสวรรค์ แต่ถ้าใครบังเอิญสวรรค์สร้างโทนเสียงจิ้งหรีด ห้าวหาญ แหบแห้งติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถปรับโทนเสียงให้ดูน่าฟัง คมชัดดีขึ้นได้
การนำเสียงแต่ละระดับ ไปใช้ในชีวิตประจำวันนั้น มีความแตกต่างกัน เพราะหากใช้โทนเสียงผิดสถานการณ์ เรื่องร้ายจะกลายเป็นรุนแรง เรื่องดีจะกลับแย่ลง
การฝึกพูดระดับเสียงต่างๆนี่ ต้องอาศัยการฝึกทุกวัน ฝึกพูดออกเสียง อ่านหนังสือมากๆ ใครที่มักพูดตะกุกตะกัก พูดไม่ชัด เสียงไม่สม่ำเสมอ ให้ฝึกพูดคำควบกล้ำ ฝึกพูดประโยคยาวๆ เช่น เช้าฟาดผัดฟักเย็นฟาดฟักผัด , ยักษ์ใหญ่ไล่ยักษ์เล็กยักษ์เล็กไล่ยักษ์ใหญ่ , กินมันติดเหงือกกินเผือกติดฟันกินทั้งมันกินทั้งเผือกติดทั้งเหงือกติดทั้งฟัน …. ลองฝึกประโยคเหล่านี้ดูนะคะ ท่องวันละ 100 รอบ ท่องไปสักเดือนหนึ่ง( 100 รอบ X 30 วัน = 3,000 รอบต่อหนึ่งประโยค) รับรองพูดคล่อง ลื่นดีไม่มีสะดุด
สำหรับหัวหน้างานนั้น สำคัญมาก ต้องฝึกพูด ฝึกใช้เสียงสั่งงาน ฝึกการประชุมทีม เสียงนี่แหล่ะจะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์แรกพบ ให้คนศรัทธายำเกรง ส่วนลูกน้องหรือพนักงานทั่วไป ควรฝึกการใช้เสียงสื่อสาร การประสานงานให้ชัดเจน มีเสน่ห์ ชวนฟัง ทำงานง่ายขึ้น
ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ ผู้เขียนเองก็ผ่านจุดที่ต้องฝึกอย่างหนักแบบนี้มาก่อน แรกๆรู้สึกถึงความมั่นใจ คิดว่า ดูไม่ยากเลยใครๆก็ทำได้ แค่การปรับบุคลิก พูด เดิน ยืน นั่ง เราทำเป็นประจำ
แต่เมื่อเข้าสู่การฝึกจริงนานนับเดือน ปกติเป็นคนอดทนและถึกมาก(รู้สึกอย่างนั้น) กลับท้อแท้ ช่วงสัปดาห์แรก เพราะต้องฝึกอย่างหนัก ทำซ้ำๆ ท่าทางเดิม คำพูดเดิมแทบคอแห้ง พูด เดินวนอยู่แบบนั้น ฝึกนับไม่ถ้วนกี่หลายพันครั้ง ด้วยต้องเรียนรู้รสชาติการฝึก อีกทั้งต้องเป็นผู้ฝึกผู้อื่นต่อไป
ลองนำเทคนิคที่ผู้ขียนแนะนำให้ ไปฝึกกันนะคะ ลองปรับเปลี่ยนกันไป มนุษย์ทุกคนมีพรสวรรค์ที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลค่ะ แต่เชื่อเถอะ พรแสวงน่ะ !! บทจะดีเลิศฟ้าก็ต้านไม่อยู่….

รู้เรื่องเส้นทางเกลือของพ่อ

salt.jpg

        ในสมัยก่อนนั้น คนที่อาศัยอยู่ห่างไกลความเจริญ อยู่บนที่ราบสูง อยู่บนดอย ป่วยเป็นโรคเอ๋อ โรคคอพอก และความผิดปกติจากโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฯ ทรงให้ความสนพระทัยในการป้องกัน แก้ไขปัญหาด้านสุขภาพพสกนิกรของพระองค์ 

         เมื่อครั้ง เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเยี่ยมราษฎรตามภูมิภาคต่างๆ พบว่า ประชาชนจำนวนมากในถิ่นทุรกันดารป่วยเป็นโรคขาดสารไอโอดีนจำนวนมาก ทั้งเด็กเล็ก วัยผู้ใหญ่ วัยสูงอายุ จึงพระราชทานให้นำเกลือไอโอดีนไปแจก แม้ในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก มีพระราชกระแสรับสั่งให้ดำเนินการนำเฮลิคอปเตอร์นำเกลือไปแจกแก่ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว 

         ช่วงแรกๆในการผลิตเกลือผสมไอโอดีน จ. เชียงใหม่ ค่อนข้างลำบากมาก การขนส่งและการผลิตยังไม่ได้มาตรฐาน เท่าที่ควร 

         เริ่มต้นจากโรงเรียนโสตศึกษาอนุสารสุนทรเป็นโรงเรียนที่สอนนักเรียนมีปัญหาการได้ยิน ได้ผลิตเกลือไอโอดีนขึ้นมา โดยการผลิตนั้น นำไอโอดีนขนส่งมาจากบ่อเกลือจังหวัดน่านแล้วเข้าสู่ กระบวนการ คือ ใช้พลั่วผสมบนกระบะสแตนเลส นำมาผสมไอโอดีนแพ็กใส่ถุงด้วยมือ แต่ชาวบ้านหลายคนไม่กล้านำมาใช้ 

         ปี พ.ศ. 2536 พระองค์เสด็จทอดพระเนตร การผลิตเกลือ โดยเครื่องผสมเกลือไอโอดีนที่วิทยาลัยเทคนิค จ. เชียงใหม่คิดค้นขึ้น ถวายแด่สมเด็จพระเทพ ฯ โดยสมเด็จพระเทพฯทรงมีพระราชดำรัสรับสั่งวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ให้คิดค้น เครื่องผสมเกลือไอโอดีนเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน 

         พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระราชทานพระราชดำริแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม ความว่า 

         “ ให้พิจารณา การแก้ปัญหาของการขาดสารไอโอดีนของราษฎร โดยการสำรวจพื้นที่ในแต่ละพื้นที่ ถึงปัญหาและความต้องการเกลือ ซึ่งแต่ละท้องถิ่นที่จะมีปัญหาและความต้องการไม่เหมือนกันโดยเฉพาะ ต้องสำรวจ เส้นทางเกลือ ว่าผลิตจากแหล่งใด ก็น่าที่จะนำเอาไอโอดีนไปผสมกับแหล่งผลิตต้นทางเกลือ เสียเลยทีเดียว ” 

         ในครั้งที่ พระองค์เสด็จพระราชทานเกลือด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ที่อำเภอ สะเมิง จ.เชียงใหม่ นั้น พระองค์ได้รับเชื้อไมโครพลาสมา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พระองค์มีพระทัยเต้นไม่ปกติ และเข้ารับการผ่าตัดในปี พ.ศ. 2538 

         หลังได้รับการผ่าตัดไม่นาน พระองค์ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจในโครงการต่าง ๆ ดังเดิม โดยมิได้ทรงพักพระวรกาย ยังทรงงานอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย 

         วันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2540 สภาควบคุมโรคไอโอดีนานาชาติ (International Council For Iodine Deficiency Disorder : ICCIDD) ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญทองสภาฯ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เพื่อสดุดีเกียรติคุณแด่พระองค์ เนื่องจากทรงเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิก ดำเนินงานด้านโครงการควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย จนเป็นที่ประจักษ์แก่ประชาคมโลก 

          นับแต่นั้นมา วันที่ 25 มิถุนายน ของทุกปี จึงถือเป็นวันไอโอดีนแห่งชาติ 

          น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้….. 

Cr. Picture & Information 

http://www.wisegeek.com/what-is-rock-salt.htm 

http://www.rdpb.go.th 

http://www.ohm.go.th 

ตัวอย่างการเขียน JD แบบฟอร์มอย่างง่าย

jd2.jpg

ใบกำหนดหน้าที่งาน (Job Description : JD ) เป็นเครื่องมือสำคัญ ที่นำไปใช้ในการบริหารบุคคลในองค์กร ดังนั้น ควรมีการจัดทำทุกตำแหน่งและหมั่นปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมกับปัจจุบัน วันนี้ผู้เขียน ขอยกตัวอย่างการจัดทำ JD แบบฟอร์มอย่างง่าย
เหมาะสำหรับ องค์กรใดๆที่ยังไม่มีการจัดทำอย่างเป็นระบบ อาจเริ่มเขียนแบบง่ายๆก่อน ไม่ต้องใส่เนื้อหา รายละเอียด เป้าหมาย เกณฑ์พิจารณามากมาย
นอกจากทำให้ผู้เขียนปวดหัวเองแล้ว ทำให้เสียเวลาในการจัดทำไป หากจัดทำไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้จัดทำค่อยๆแก้ หรือปรับแบบฟอร์ม JD ให้เข้ากับองค์กรของตนเอง เข้าร่วมประชุมกับทีมงาน หารือที่ปรึกษา (Consultant)เพื่อปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมในส่วนที่นำมาใช้พัฒนาต่อยอดได้ จาก JD เช่น Core Competency ,KPIs เป็นต้น
โดยผู้เขียนได้กล่าวไปแล้ว ในบทความแรกๆ เรื่อง “ เทคนิคเขียน JD เพื่อใช้ในระบบประเมินผล ”

ตัวอย่างการเขียน JD แบบง่าย 

jd-form.jpg

จริงๆ แล้ว เมื่อเขียนไปได้สักระยะหนึ่ง ผู้จัดทำ ต้องมีการปรับแก้ไข ให้ใบกำหนดหน้าที่งาน ตรงกับงานจริงมากที่สุด หากงานมีความเกี่ยวข้องกับแผนกอื่นๆ ผู้จัดทำต้องสามารถแยกความสำคัญงานแต่ละงานออกจากกันได้อย่างชัดเจน มีการนำหลักนโยบาย ค่านิยม และแผนกลยุทธ์มาปรับปรุงลง JD ได้อย่างลงตัว ใช้พัฒนาบุคลากรได้จริง มากกว่าเก็บใบ JD ไว้กับระบบคอมพิวเตอร์
ถามว่า การเขียนนั้น ควรปรับปรุงทุกปีหรือไม่ คำตอบคือ การปรับปรุงขึ้นอยู่กับ JD แต่ละงานตรงตามหน้าที่งานจริงหรือไม่ ? แต่ละปี หลักการเป้าหมายองค์กร เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ดังนั้น ผู้ทำการปรับปรุงต้อง จัดการ จัดเก็บแก้ไข ให้เป็นปัจจุบัน โดยมีการประชุมร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบสายงานนั้น
ลองนำไปใช้เขียนดูนะคะ แต่ถ้าท่านใดเขียนได้ดีแล้ว ถึงขั้นพัฒนาไปไกลเกินการจัดทำแบบฟอร์มทั่วไป ผู้เขียนแนะนำให้ลองฝึกการเขียน JD แบบนำนวัตกรรม(Innovation)เข้ามาปรับ Core Competency ในการเขียน JD ของท่าน เป็นอีกก้าวสำคัญของการพัฒนา HRD ค่ะ

JD  core competency  innovation  HRD  KPI  Job Description  consultant  จัดทำ  ตัวอย่าง  อย่างง่าย  แบบฟอร์ม  การเขียน  บทความ บทเรียน  ใบกำหนด  หน้าที่  หลักสูตร  อบรม

โอซาก้า (Osaka) เมืองสวยใบไม้เปลี่ยนสี

osaka

เมืองสวยราวกับดินแดนเทพนิยาย ใบไม้เปลี่ยนสีตามฤดูกาล ไปเที่ยวญี่ปุ่นต้องแวะเที่ยวเมืองโอซาก้า (Osaka )เมืองแห่งสีสันต้นไม้เปลี่ยนสีตามฤดู เมืองที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ ติดทะเล แถมมีท่าเรือเดินทางท่องเที่ยวต่อที่ปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ได้ด้วย เรียกว่ามาที่เดียวเที่ยวคุ้มกันไปเลย
แต่ถ้าใครอยากไปเที่ยวเมืองจีน ที่นี่มีเรือเฟอรี่ออกเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ สัปดาห์ละ 2 วัน
ตึกรามบ้านช่องของโอซาก้า ยังคงอนุรักษ์ไว้ซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิมไว้ แม้กาลเวลาเปลี่ยน ตึกสูงระฟ้าเกิดขึ้นมากมาย แต่ทิวทัศน์โดยรอบยังปกคลุมกลิ่นไอความเป็นโอซาก้าเดิมอยู่ไม่น้อย สะพานหลายแห่งสร้างเชื่อมแม่น้ำที่ไหลทอดผ่านเมือง

Tenmangu Shrine.jpg

ใครมาแล้วอย่าลืม แวะไปไหว้ศาลเจ้าเท็มมังกู (Tenmangu Shrine) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตัว โดยศาลนี้ สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่เทพแห่งความรู้
โอซาก้ามีพิพิธภัณฑ์ชนพื้นเมือง ที่ตั้งอยู่ลานกลางแจ้ง แสดงถึงวิถีชีวิตคนดั้งเดิมของโอซาก้า เรียนรู้การดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ เครื่องแต่งกาย และประเพณี ยังมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเลให้เข้าชมและพิพิธภัณฑ์เครื่องเซรามิก ของโลกตะวันออกจัดแสดง โดยถ้วยโถโอชามเหล่านั้น ล้วนสร้างสรรค์มาจากชนดั้งเดิมของโอซาก้า ชาวพื้นเมืองเกาหลี ชาวพื้นเมืองจีน เรียกได้ว่าหาชมได้ยากมาก
หากสนใจจุดชมวิว ที่สวยที่สุดในเมือง ต้องไป ตึกอุเมดะสกาย (Umeda Sky Building) ตึกมีความสูง 173 เมตร ส่วนใหญ่นิยม ชมวิวที่ชั้น 39 เพราะเป็นสวนลอยฟ้าที่มองเห็นวิวได้โดยรอบสวยที่สุด เวลาเปิด 10.00 -22.30 น.
ส่วนถ้าคนไทยไปเที่ยวโอซาก้า อย่าลืมแวะช็อปปิ้งที่ถนนชินไซบาจิ แหล่งช็อปยอดฮิต ที่แขกไปใครมาต้องกระเป๋าเบาไปตามกัน แฟชั่นที่นี่เน้น เอกลักษณ์ความเป็นเทรนด์ญี่ปุ่นไว้แบบไม่เอาท์แน่นอน ราคาสินค้าแต่ละชิ้น ถ้าเทียบกับแฟชั่นไทยก็ราคาสูงไม่เบา
นอกจากช็อปเรื่องเสื้อผ้าแล้ว ถนนแห่งนี้ยังมี สินค้าอื่นๆหลากหลายให้ซื้อฝากแบบไม่ซ้ำใคร เช่น ของตกแต่งบ้าน ภาพวาด หน้ากาก เครื่องประดับ สินค้าแฮนเมด มีให้เลือกตามอำเภอใจ
ถ้าเดินเหนื่อยนัก ก็พักจิบชา กาแฟอุ่นๆ ในย่านถนนกลางเมือง ที่ร้านค้าประดับตกแต่งในแบบพื้นเมือง รับรองได้บรรยากาศดั้งเดิม ที่คุณไปแล้วจะติดใจต้องไปเที่ยวซ้ำแน่นอน

Cr.picture & Information 

www.japan-guide.com
http://en.japantravel.com/osaka/osaka-tenmangu-shrine/15365 
กาญจนา หงษ์ทอง , 100 เมืองสวยในเอเชีย 

บทความ  ท่องเที่ยว  โอซากา  Osaka  Umeda Sky  Tenmangu Shrine  ชินไซบาจิ  ญี่ปุ่น  ช็อปปิ้ง  ประเพณี  ปูซาน  ภาพวาด