บริหารคนแบบซุนวู

Lonely-Man-Rex.jpg

ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน…
นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม
ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์
หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า ..
“การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก
ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง
อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ”
ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้
คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร
ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่
บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ
………………………………………………………………..
Cr. Picture


http://www.independent.co.uk 

บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ  รางวัล  ปัจจัย  เชลย 

 องค์กร  สำรวจ  survey  reward training 

Advertisements

อบรม OD ต่างกับอบรมหลักสูตรทั่วไปอย่างไร ?

หลายท่านน่าจะคุ้นเคยกับคำว่า “ OD ” เป็นอย่างดี ช่วงต้นปีและปลายปี หลายองค์กรนิยมจัดอบรม ในรูปแบบกิจกรรม OD : Organization Development ทั้งภายในองค์กรและนอกสถานที่ ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามสำหรับผู้บริหาร ผู้อนุมัติงบประมาณตามมาว่า “แล้วกิจกรรมที่จัดขึ้นนี้ จะมีประโยชน์หรือไม่ ? ด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง (บางกรณี สูงลิบลิ่วหลายล้านทีเดียว) ” หลังกลับมาทำงานแล้ว การหล่อหลวมเป็นหนึ่งเดียว ความสามัคคีในหมู่คณะ นโยบายที่ผู้บริหารส่งมอบไปจะงอกงามหรืองงงวยไปเช่นเดิมกันเล่า ?

avenger3.jpg

“ อบรม OD กันทำไมปลายปีต้นปี ?”
“ อบรมแบบ OD ต่างจากอบรมภายใน(In-House Training )หลักสูตรทั่วไปอย่างไร ?”
“ อบรม OD คืออบรมเพื่อความสนุกสนาน นอกสถานที่ ใช่หรือไม่ ? ”
“ อบรม OD ต้องเลือกผู้จัดงานภายใน ภายนอกแบบไหนจึงเหมาะสม ?”

การจัดกิจกรรมอบรมนอกสถานที่ มิใช่ การพาพนักงานไปเที่ยว สำเริงสำราญ ดื่มด่ำธรรมชาติ ชมไพร ล่องน่านน้ำ นั่นคือ ประเด็นรองที่นักพัฒนาบุคลากรไม่คำนึงถึงมากนัก ประเด็นหลัก คือ นำนโยบายของ CEO มาทำให้เป็นรูปเป็นร่าง ทุกคนในองค์กรต้องรู้ แบบโคลนนิ่ง !!
หากแต่การจัดกิจกรรมนอกสถานที่จัดขึ้น ทุกต้นปี เพื่อสอดรับนโยบายขององค์กร กระชับความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหาร เรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน ปลุกพลังความตั้งใจในตัว กิจกรรม OD ต่างประเทศ เช่นในแถบยุโรป จึงเน้นแบบลุยๆ (Avenger) คำนึงถึงจุดหมายเดียวกัน คือ กลับมาทำงานงานแล้ว ทุกคนมีเป้าหมายการทำงานเดียวกัน มุ่งมั่น ตั้งใจ ต่างจากบางองค์กรในบ้านเรา ที่กิจกรรม OD เป็นการท่องเที่ยวหรูหรา กินดื่ม เอามันส์มากกว่าสัมมนา บางที่เน้นเล่นเกม ปีนป่าย มีวิทยากรให้ความรู้เป็นเรื่องๆ ตามที่ผู้จัดจ้างกำหนดขึ้น หลังจบจากงาน OD ทุกคนต่างคนต่างทำงาน ….
ดังนั้น เป็นข้อคิดที่ดี สำหรับองค์กรที่คิดจัดกิจกรรม OD ต้องตอบคำถามตนเองให้ได้ว่า
WHO? WHAT? WHERE? HOW? ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร
WHO? …จะเลือกหน่วยงานภายในหรือภายนอกจัดกิจกรรม ?
WHAT?…แล้วจะจัดหัวข้อหรือรูปแบบเกี่ยวกับอะไรดีแต่ละปี ?
WHERE?…จัดสถานที่ภายในหรือภายนอก ดีนะ ?
HOW? ..จัดไปแล้วได้ประโยชน์ภายหลังอย่างไร ? ซึ่งตัวหลังนี้ สำคัญสุด

คิดง่ายๆ การจัดกิจกรรม OD นั้นเสมือนการเลือกเชฟทำอาหารสักเมนู เพื่อเสริฟลูกค้า ทำอย่างไรให้อาหารมีรสชาติอร่อย ไม่ซ้ำซากจำเจ กลิ่นหอม ถูกปาก อาหารหน้าตาดี มีคุณประโยชน์ครบถ้วน ราคาไม่แพงเกิน และลูกค้ากลับมาทานซ้ำไม่ลืม .. การจัดกิจกรรมจึงควรเลือกให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วม เป้าหมายองค์กร ถูกปากและถูกใจ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม

กิจกรรม OD แบ่งได้หลายประเภท

 1) กิจกรรม OD จัดสัมมนาเพื่อพักผ่อน ท่องเที่ยว : การสัมมนานอกองค์กรเป็นเสมือนการฉลองการทำงานทั้งปี เป็นทริปที่แต่ละบริษัทจัดขึ้นไม่เน้นวิชาการ ต้องการพาพนักงานพักผ่อนนอกสถานที่ เสมือนของขวัญพิเศษมอบให้พนักงาน ได้ร่วมทำกิจกรรมสนุกสนาน มีกิจกรรมความบันเทิงภาคกลางคืนร่วมกัน สร้างความรู้จักคุ้นเคยกันมากขึ้น ข้อเสียของการจัดแบบนี้ คือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างมาก บางครั้งบานปลายก็ว่าได้ หลังกลับมาได้ความบันเทิงมากกว่าความรู้
2) กิจกรรม OD จัดอบรมทักษะพัฒนาภายในประจำปี : การอบรมแบบนี้นิยมอบรมภายในองค์กร เน้นการพัฒนาทักษะพนักงานด้านวิชาการ เน้นนำนโยบายขององค์กรขับเคลื่อนไปสู่ภาคปฏิบัติจริง อาจมีกิจกรรมรูปแบบ Workshop สลับไปตามความเหมาะสม ผู้บริหารเข้ามามีส่วนร่วมทำกิจกรรมหรือเปิดงานแถลงนโยบาย ข้อดีของการจัดแบบนี้ คือ ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณ พนักงานไม่เสียเวลางานหรือหยุดงาน แต่หากจัดรูปแบบซ้ำๆ ที่เดิม บ่อยๆทุกปี มีส่วนทำให้พนักงานอาจเกิดความเบื่อหน่าย หรือขาดแรงจูงใจทำงาน
 3) กิจกรรม OD อบรมนอกสถานที่กึ่งสัมมนาวิชาการ: การอบรมในแบบนี้ บางครั้งเรียก โครงการพัฒนาบุคลากร ปัจจุบันเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะเป็นการจัดอบรมที่คุ้มค่ากับตัวเงินที่องค์กรเสียไป นั้นคือได้ประโยชน์ 2 แบบ คือ ทั้งวิชาการและสามัคคี พนักงานรู้ ตระหนักนโยบายร่วมกันและฝ่ายบริหารได้เข้าถึงพนักงาน
มีการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ บรรยากาศที่แตกต่างเน้นธรรมชาติ แต่กิจกรรมที่จัดทั้งหมด 100 % เป็นการสัมมนาที่จัดเพื่อสนองนโยบายประจำปีขององค์กรมากกว่าไปสนุกสนาน ทุกกิจกรรมมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับทุกเป้าหมายในองค์กร เน้นความสามัคคี การทำงานให้บรรลุเป้าหมายองค์กร
การจัดกิจกรรมแนวนี้ ผู้บริหารหลักขององค์กรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกับแผนกพัฒนาบุคลากรแทบทั้งหมด เช่น เลือกผู้เข้ามาจัดงาน ( Outsource) , เลือกหัวข้อในการอบรม ,เลือกกลุ่มผู้เข้าอบรม , เลือกสถานที่จัดงาน,ธีมงานและท้ายสุด คือผู้ บริหารหลักเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมหรือสังเกตการณ์ ซึ่งผู้เขียนพบว่า หลายองค์กรที่ทำแนวนี้มีความยั่งยืนในการพัฒนาบุคลากร
เหล่านี้ คือตัวอย่างการจัดกิจกรรม สำหรับคำแนะนำผู้เขียนคือ การจัดกิจกรรม OD นั้นจัดขึ้นต้นปี หรือปลายปี ได้ตามความเหมาะสม สาระสำคัญคือเป็นการขานรับทราบนโยบายองค์กรร่วมกัน เพื่อการทำงานให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด ผู้จัดงานอาจเป็นกลุ่มบุคลากรภายในหรือกลุ่มผู้จัดงานภายนอก (Outsource) ได้แล้วแต่สะดวก สิ่งที่ผู้บริหารต้องคำนึงถึง คือ จะทำอย่างไร ให้นโยบาย วิสัยทัศน์ ค่านิยมหลักขององค์กรเกิดการนำไปใช้จริงในการทำงาน เสมือนลมหายใจการทำงานของพนักงาน หลังจากจบการอบรมกิจกรรม OD ต้องมีการประเมินผลความคุ้มค่าในการจัดกิจกรรม ( ROI )หรือ การประเมินผลการนำความรู้จากกิจกรรมไปใช้จริงในงานทุกวัน อย่าจบงานแล้วตัวใคร ตัวมัน มิฉะนั้น เสียงบประมาณเปล่า
ดังนั้น การจัดกิจกรรม OD นั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก ควรมีการจัดทุกปี ผู้บริหารควรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดงานหรือร่วมงาน ยิ่งทำให้พนักงานเกิดความศรัทธา เชื่อมั่น เคารพรักมากกว่ากลัวไม่กล้าเข้าใกล้

DSC_0140 (Small).JPG

ซึ่งเท่าที่ผ่านมา ผู้เขียนพบว่า องค์กรใดก็ตามที่จัดกิจกรรมสัมมนาแนว OD ใส่ใจกับรายละเอียดกิจกรรม OD มากกว่าเอาฮาเป็นที่ตั้ง ผู้บริหารเน้นธีมงานแบบ P D C A
ส่วนมากกิจกรรมที่จัดขึ้นนั้น ประสบความสำเร็จ พนักงานมีความสามัคคีขึ้น ใส่ใจเห็นใจกัน หัวหน้างานมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานให้บรรลุผล พนักงานทุกคนมีความกระตือรือร้น พนักงานรักและศรัทธาฝ่ายบริหาร แต่สำคัญเหนืออื่นใดแบบได้ของแถม คือ ลดการ Turn Over อย่างไม่น่าเชื่อ
ฝ่ายพัฒนาบุคลากรมาทำงานด้านนี้ จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เสมือนเลือกแม่ทัพออกรบ หัวนำไม่ถูกทาง หางมีโอกาสแกว่งไกวได้สูง
ท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจัดอบรมแบบ OD คิดแล้วอย่าพับเก็บไว้บนโต๊ะนะคะ วิเคราะห์ผลลัพธ์ที่ได้ให้คุ้มตัวเงิน ตัวบุคลากร แล้วลงมือลุยโครงการนี้เลยอย่ารอช้า ก้าวบวกลุย เท่ากับรุ่ง สมการนี้ใช้ได้ผลสำหรับนักพัฒนาบุคลากรที่มุ่งมั่น!!

บทความ  บริหาร  อบรม  สัมมนา  HR  HRD  OD  PDCA  ROI  outsource

ยอมก้มหัวคือผู้มีชัยชนะ

down-head

เพื่อนดิฉันซึ่งเป็นชาวต่างชาติ เราเรียนมาในห้องเดียวกัน สนิทกันโดยบังเอิญ เพราะไม่มีใครอยากสนิทกับเขาสักคน ? อาจด้วยประโยคที่เขามักกล่าวเสมอว่า “I’m not bow down to anyone ” (ฉันไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครหรอก) เพราะด้วยฐานะทางการเงิน กระเป๋าถือ รองเท้าหนังอย่างดีมาก แต่นั่น คงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือการถูกปลูกฝังเลี้ยงดูที่ไม่ต่างอะไรกับไข่ในหิน ต่างหาก
ช่วงหนึ่งเราต้องฝึกงาน (Internship)ในรัฐหนึ่งของอเมริกา เขาไม่ผ่านการฝึกงาน ทำให้ย้ายที่ฝึกงานถึง 5 แห่ง เขาเริ่มรู้สึกถึงการถูกมองอย่างไม่เป็นมิตรจากคนรอบข้าง ถูกกดดันจากครอบครัว
ครั้งนั้น จึงได้นำเอาเรื่องราวสุยหยางตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์สุย ไปเล่าให้เขาฟัง ชีวิตเขาจึงเปลี่ยนไป !!
พูดเรื่องศักดิ์ศรี ไม่ยอมเกรงกลัว อ่อนข้อให้ใคร คนไทยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ในทางกลับกันกับบางเรื่องการก้มหัวให้กับผู้อื่นเพื่อรอจังหวะนั้น คือหนทางแห่งชัยชนะในเบื้องหน้า อีกทั้งยังเป็นหนทางรอดชีวิตเพื่อเดินสู่บันไดความสำเร็จ ซึ่งมีตัวอย่างมาแล้วนับไม่ถ้วน
ประวัติศาสตร์จีนตอนหนึ่ง กล่าวเรื่องสุยหยางตี้ ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์สุยที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม ไม่เว้นความกรุณาปราณีแก่ผู้ขัดขวาง ทำให้ไพร่ฟ้าประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้าน รวมถึงขุนนางในราชสำนักจำนวนมากกลับลุกฮือประท้วงต่อต้าน
ทำให้สุยหยางตี้เกิดความหวาดระแวงขุนนางในราชสำนัก จำนวนมาก หากล่วงรู้ว่าใครคิดขัดขวางผู้นั้นย่อมถึงแก่ชีวิต มิได้รับการยกเว้น
เมื่อ ถังกว๋อกง หลี่ยวน ผู้ภักดิ์ดีต่อความถูกต้อง ฉุดคิดขึ้นมาได้ว่า ตนเองเป็นขุนนางในราชสำนัก รวมทั้งมีหน้าที่ปกครองคนในท้องถิ่น ควรที่จะปกป้องประชาชนออกจากเงื้อมมือผู้นำที่เลวร้าย ไม่ควรแข็งข้อต่อผู้มีอำนาจอย่างสุยหยางตี้ จึงคิดวิธีการต่อต้านอย่างแยบยล
ต่อมาสุยหยางตี้ เรียกหลี่ยวนเข้าพบเพื่อกระทำการบางอย่าง ด้วยเกรงว่าหลี่ยวนจะเป็นกบฏต่อตนเองและราชสำนัก แต่หลี่ยวนกลับป่วยเข้าพบไม่ได้ ทำให้สุยหยางตี้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟมาก
หลังจากครั้งนั้น สุยหยางตี้กลับได้ยินข่าวลือมาอย่างหนาหูว่า หลี่ยวนเป็นขุนนางที่ชอบเรียกรับสินบน อวดบารมี ทำให้สุยหยางตี้ไม่คิดหวาดระแวงอีกต่อไป แต่แท้จริงนั้นหลี่ยวนกลับคิดแผนอ่อนน้อมถ่อมตน เพื่อรอคอยเวลาที่เหมาะสม โค่นอำนาจฮ่องเต้ เขาซุ่มกำลังไพร่พลไว้มาก อีกทั้งยังผูกมิตรไมตรีกับนักปราชญ์ นักรบผู้เก่งกล้าหลายแคว้น
เมื่อถึงโอกาสอันควร หลี่ยวนจึงรวบรวมไพร่พลเข้าตีเมืองไท่หยวนได้สำเร็จ พร้อมทั้งได้รับสถาปนาเป็นฮ่องเต้คนแรกแห่งราชวงศ์ถัง นามว่า “ถังไท่จู”
จะเห็นได้ว่า การยอมก้มหัวให้คนอื่นนั้น มิได้แปลว่าอ่อนแอหรือแพ้พ่ายตลอดไป คือการรวบรวมเวลา ตั้งสติคิดวิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน เพื่อรอคอยจังหวะการเผชิญหน้าสู่ชัยชนะในเบื้องหน้า
แต่ในทางกลับกัน คนส่วนใหญ่ที่ได้รับการก้มหัวจากคนที่อ่อนแอกว่า ย่อมได้รับความวางใจ ความอ่อนใจ โดยเฉพาะการกระทำนี้อาจส่งผลให้ฝ่ายตรงข้ามไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้น เช่น หากเราทำผิดเราขอโทษลูกค้า หรือขอโทษหัวหน้างานเมื่อเรากระทำความผิดลงไป ด้วยใจที่อ่นน้อมยอมรับ การเป็นฝ่ายก้มหัวระลึกผิดย่อมได้รับการผ่อนปรนความตึงเครียดในใจเหตุการณ์ที่รุนแรงค่อยๆคลี่คลายไปในทางที่ดีได้ ในบางครั้งกลับได้ความไว้เนื้อเชื่อใจมากขึ้นอีกเท่าตัว
ลูกน้องบางคนเมื่อถูกหัวหน้าต่อว่า แม้เป็นเรื่องเล็กน้อยเกิดความน้อยอกน้อยใจ ตัดสินใจลาออกไป เพราะคิดว่า “คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อให้ใครกดขี่” หรือ “เราไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นขี้ข้าใคร” …. จริงอยู่ แต่เมื่อมนุษย์ยังต้องการปัจจัยสี่ ในการดำรงชีพ ต้องการสังคม เราจึงต้องปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบองค์กร เพื่อความมั่นคงอยู่รอด มิใช่การเข้ากลุ่มปลูกผักชีโรยหน้า เช้าชามเย็นชาม ย่อมไม่เกิดการพัฒนาทั้งตนเองและองค์กร
ใช่ว่าทำอะไรหัวหน้าจะถูกเสมอไป ในเรื่องของการทำงาน แน่นอนย่อมมีการกระทบกระทั่งไม่มากก็น้อย สิ่งที่หัวหน้างานต้องตระหนักในขั้นต้น นั่นคือ คุณธรรมการเป็นผู้นำ หลักธรรมพรหมวิหาร 4 คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก่อให้เกิดความรัก ความศรัทธาในทีมงาน ลูกน้องพร้อมสู้ตาย ถวายชีวิต
ผู้ใต้บังคับบัญชาเสมือนเพื่อนร่วมอุดมการณ์ เขาเหล่านั้นคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ผู้ปูพื้นฐานความมั่นคงในองค์กร ดังนั้น หัวหน้างานจึงมีหน้าที่สำคัญในการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”
ส่วนลูกน้องหรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา โดยหน้าที่คือปฏิบัติตามคำสั่งอันบริสุทธิ์ ถูกต้อง ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้างาน จากองค์กร จึงควรยึดหลักธรรมอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ทำงานด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตน และคำนึงถึงจิตใจหัวหน้างานที่ต้องถือหมวกในมือสองใบ

down-head2

หากถามว่า ? วันหนึ่งลูกน้องพบว่าหัวหน้าทำงานไร้จรรยาบรรณ ต้องก้มหัวด้วยหรือ ? แน่นอนผู้เขียนให้ท่านกลับไปวิเคราะห์หน้าที่งานและนโยบายองค์กร เป็นหลักการคำตอบที่ดีที่สุด แต่จงจำไว้ว่า ไม่ว่าหัวหน้าหรือลูกน้องจะอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ทำงานกับใคร สิ่งแรกที่ต้องตระหนักไว้นั้นคือ การคิดเชิงบวกในงาน มีความนุ่มนวล เพราะความนุ่มนวลเสมือน ดาบอันแหลมคมเล่มหนึ่ง ไม่ทำร้ายใคร แต่ซ่อนไว้ด้วยความคมกริบ
ในเรื่องสามก๊ก “ขงเบ้งฉลาดกว่าเล่าปี่ ร้อยเท่า ไฉนจึงยอมรับใช้เล่าปี่ กระทั่งเล่าปี่ตาย
ขงเบ้งยอมรับใช้ลูกเล่าปี่ จนกระทั่งตัวตาย ”
……………………………………………………..
ขอบคุณภาพ 

stage.online-station.net 

http://www.bloggang.com/mainblog  

……………………………………………..

ติดตามบทความได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

เกิดอะไรขึ้น เมื่อ “เหมา เจ๋อ ตง” รับหมูกลับบ้าน

%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2

              ผู้นำที่ดีนั้นต้องมองเห็น “ ความมีน้ำใจเป็นเรื่องสำคัญ ”ไม่ว่าจะอยู่สูงแค่ไหน ต้องไม่ลืมตัว

“ ไม่มีมนุษย์คนใด ไม่ต้องการความช่วยเหลือ ” นี่คือประโยคที่ท่านเหมา เจ๋อ ตุง กล่าวไว้

ท่านคือผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงจากระบบศักดินา ปลุกระดมให้ชาวจีนรักชาติ มีความมุ่งมั่น ลุกขึ้นต่อสู้กับความยากจนอย่างไม่เกรงกลัว บั้นปลายชีวิตถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 9 กันยายน 1976  ณ กรุงปักกิ่ง ในวัย 83 ปี

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนแนวคิดการเป็นผู้นำ ทำให้ผู้เขียนรู้สึกประทับใจ อีกมุมหนึ่งของท่าน นั่นคือ ท่านเป็นผู้นำที่มีน้ำใจและให้เกียรติผู้ที่ด้อยกว่าเสมอ ด้วย เกิดมาในครอบครัวชาวนา หมู่บ้านเทือกเขา เสาซาน มณฑลหูหนาน ประเทศจีน ท่านจึงมีน้ำใจเป็นที่ตั้งในการดำรงชีวิตตลอดมา
ครั้งหนึ่ง ในวัยเด็ก บิดาของท่านเหมา เจ๋อ ตุง ได้ซื้อหมูจากชาวบ้านตัวหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไป 2 วัน จึงสั่งให้ท่านเหมาไปรับหมูตัวนั้นจากชาวบ้าน เมื่อเดินทาไปถึงเขากลับต้องแปลกใจที่เจอชายและหญิงชรา แต่งกายมอมแมม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของหมูนำหมูมามอบให้เขา พร้อมพูดว่า ดูเถอะหมูตัวนี้ คงทำกำไรให้อย่างมาก คงจะเป็นบุญของหนู ตอนที่ขายให้พ่อหนูราคาหมูต่ำกว่านี้มากมาย
ด้วยความสงสารเขาจึงขอคืนเงินที่บิดาจ่ายไว้กับแม่เฒ่าและไม่รับหมูกลับบ้าน “ โดยให้แม่เฒ่าจะได้นำหมูไปขายในราคาที่สูงกว่านี้ ”
ต่อมาเขาเจอคนนอนหนาวสั่น อยู่ริมข้างทางก็ยอมถอดเสื้อนวมให้ใส่ นำอาหารกลางวันของตนแบ่งให้เพื่อนที่ไม่มีอาหาร ทำให้หลายครั้ง บิดาโกรธมากแต่เขาไม่เคยถูกทำโทษทุกครั้ง เนื่องจากเขาให้เหตุผลที่ค่อนข้างหนักแน่น สมเหตุสมผลกับบิดาทุกครั้ง
วันที่เขาก้าวมาสู่ “ ผู้นำ ” เหมา เจ๋อ ตงจึงกลายเป็นผู้นำที่ประชาชนต่างเคารพศรัทธา รักใคร่เพราะเขาไม่เคยลืมตัว เป็นคนมีน้ำใจ ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากท่านผู้นี้ เคยเป็นลูกชาวนาลำบากมาแต่เด็ก เห็นความลำบากเข้าใจความทุกข์ยากของประชาชน
นี่คือตัวอย่างผู้นำที่ดีอีกมุมหนึ่งของท่านเหมา !!
น่าสนใจสำหรับการสร้างวัฒนธรรมอีกข้อหนึ่งในองค์กร โดยให้ผู้นำปลูกฝังเป็นวัฒนธรรมองค์กร และบรรจุเป็นหลักสูตรการพัฒนาภาวะผู้นำ (Leadership) เพราะการทำงานนั้นต้องอาศัยความสามัคคีในกลุ่มงาน มีการแบ่งปันน้ำใจที่ดีซึ่งกันและกัน ไม่หวังเพียงผู้นำคือผู้สั่งการแต่เพียงเท่านั้น
น่าเสียดาย ที่ในปัจจุบันการอบรมภาวะผู้นำนั้น เน้นเรื่องการเป็นผู้นำในการทำงาน มากกว่าปลูกฝังจริยธรรมในจิตใจ เสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ขาดรอยต่อการเชื่อมโยงด้านความผูกพันที่ดีระหว่างบุคลากร
หากนำเรื่องราวของการเห็นใจในการรับหมูกลับบ้านของท่าน เหมา เจ๋อ ตง ไปใช้ในการพัฒนาพื้นฐานจิตใจ เชื่อแน่ว่าผู้นำหรือหัวหน้าทีมต้องเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่ เห็นใจลูกน้อง ไม่ยึดถือประโยชน์ฝ่ายเดียว ช่วยส่งเสริมการเติบโตลูกน้อง องค์กรมีความเหนียวแน่นปึกแผ่น ไม่มีการ TURN OVER สูงปรี๊ด !!บ่อยๆ แน่นอน
………………………………………………………………
ขอบคุณภาพ 

http://gadgetreport.ro 
www.thaichinese.net 

……………………………………………………………

ติดตามบทความได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา

มุมมองการลดต้นทุน ความสูญเปล่า แบบลีน(LEAN)

lean.jpg

ลีน(LEAN) แปลว่า ผอมหรือบาง เปรียบกับคน หมายถึง คนที่ร่างกายสมส่วน ปราศจากชั้นไขมัน แข็งแรง ว่องไว กระฉับกระเฉง ถ้าเปรียบองค์กร หมายถึง องค์กรที่ดำเนินการโดยปราศจากความสูญเสีย ทุกๆกระบวนการ ปรับตัว ตอบสนองต่อตลาดได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งขัน  ซึ่ง เป้าหมายสูงสุดของการทำลีน(LEAN) คือ การกำจัดความสูญเปล่าทั้งหมด  ทุกกระบวนการ

วันนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึง เรื่องการลดต้นทุน ลดความสูญเปล่า ในกระบวนการผลิตและสำนักงาน  ซึ่งจะพบว่า ต่างประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป คำนึงถึงหลักการลดต้นทุนแบบลีนกันมาก เพราะเมื่อได้ลงมือทำกันอย่างจริงจัง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้ง คน (Man) เครื่องจักร (Machine) วัสถุดิบ (Material) ระบบงาน (Methoh)  สิ่งแวดล้อม (Environment)  และคุณประโยชน์ อื่นๆตามมาอีกมาก

รวมถึง หลายบริษัท ปลูกฝังพนักงานทั้งคุณลักษณะนิสัย  ให้พนักงานทุกคน นำกระบวนการลีน ไปบริหารจัดการกับชีวิตประจำวัน ทำลีนในบ้าน ห้องครัว ห้องน้ำ ไม่ต่างจากการทำลีนที่โรงงานหรือสำนักงาน

นี่แหละ คือสิ่งที่ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นสักที    !!!!

เรามีลีนไว้ในการทำงานเท่านั้นแต่ขาดการปลูกฝังแบบรูปธรรมให้เกิดขึ้นในใจ

การลดต้นทุน ไม่ใช่ลดเงินในกระเป๋าเพื่อสร้างกำไรอย่างที่พนักงานหลายคนเข้าใจ    แต่เป็นการบริหารให้ทุกขั้นตอนในชีวิต ตั้งแต่ก้าวเดิน คิด ทำงาน เวลา  ใช้สิ่งของ ทรัพย์สิน   เรียกง่ายๆ จัดระเบียบให้ทุกอย่างในชีวิต ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น ทำการพัฒนาสม่ำเสมอ ตั้งแต่ต้นทุน   เครื่องจักร  อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน แรงงาน เวลา รวมถึง การป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด  ในกระบวนการทำงานต่างๆ

         ความสูญเปล่ามี 7 ประการ (7 Wastes)

  1. ความสูญเปล่าจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction)

เป็นการผลิตมากกว่าที่ลูกค้าต้องการ ผลิตก่อนความต้องการ ต้นทุนถูกใช้ก่อนเวลาจำเป็น

  1. ความสูญเปล่าจากการรอคอย (Waiting) หรือ เวลาว่าง (Idle Time)

อาจเกิดจากกการขาดวัสดุการผลิต การวางแผนผิดพลาด เกิดการสูญเปล่าทางเวลา เกิดการว่างงานยาวนานหรือรอคอยโดยเปล่าประโยชน์

  1. ความสูญเปล่าจากการขนส่ง (Transportation)

การขนย้ายวัสดุเกินจำเป็น ระยะทางไกล  ส่งผลต่อการรับสินค้า บางครั้งขึ้นอยู่กับการ

วางผังโรงงานที่ไม่เหมาะสม  ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการขนส่งทั้งภายในและภายนอกโรงงาน

  1. ความสูญเปล่าจากกระบวนการผลิต (Processing)

เป็นการดำเนินงาน ที่มีกระบวนการ ขั้นตอนมากเกินไป ในข้อนี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์

ขั้นตอนที่เหมาะสม และกำจัดขั้นตอนที่สำคัญน้อยที่สุดหรือไม่มีความจำเป็นมากออกไป

  1. ความสูญเปล่าจากสินค้าคงคลัง (Inventory)

สินค้าคงคลังในที่นี้หมายถึง สินค้าที่เป็นวัตถุดิบ ชิ้นงานระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูปทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ

  1. ความสูญเสียจากการเคลื่อนไหว (Motion)

การเคลื่อนไหวใดๆก็ตามที่ไม่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดการสูญเปล่าในการทำงาน เช่น การเดินไปหยิบอุปกรณ์ห้องถัดไป การยืนทำงานในสถานที่มี สิ่งกีดขวาง การขยับร่างกายเพื่อการทำงานขั้นตอนถัดไป

  1. ความสูญเสียจากชิ้นงานที่เสีย (Defect) / แก้ไขงานเสีย (Rework)

เป็นการใช้งานผิดพลาด ใช้วัสดุผิดพลาด หรือผลิตสินค้าวัสถุดิบที่มีข้อบกพร่อง ทำให้เกิดการทำงานในครั้งถัดไป   เกิดความสูญเปล่าทั้งเวลาและวัสดุที่ใช้

ต้องบอกว่า หลักการลดต้นทุนที่ดีนั้น ผู้บริหารต้องกระตุ้นทีมงานให้มีการวางแผน P D C A หาต้นเหตุปัญหาจากแผนภูมิก้างปลา (Fish-Bone Diagram) และติดตามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากมีการอบรมด้านการลดต้นทุน ลดความสูญเสีย ความสูญเปล่าแล้ว ควรส่งเสริมโครงการจัดทำการลดต้นทุน ความสูญเสีย ความสูญเปล่า ให้มีการดำเนินงานจริงในองค์กร  อาจใช้โดยอาศัยหลักการจูงใจ (Motivation) ในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น เงินรางวัล ใบประกาศเกียรติบัตร คะแนนบวกเพิ่มปลายปี  ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ได้

อย่าลืมนะคะการลดต้นทุนทำได้ทุกที่ อยู่ที่ใจคิดทำและเริ่มทำ เมื่อไร ?

……………………………………………………….

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา

คิดอย่างASAVA เดินแบบZARA ประสบความสำเร็จจริงหรือ??

“ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ คนเราต้องรู้จักมอง รู้จักคิดทุกความสำเร็จมีค่า ทุกอย่างมีวิถี มีความค่อยเป็นค่อยไป ให้มองความสำเร็จเป็นสิ่งพื้นฐานง่ายๆ อย่ามองอะไรที่ไกลตัว เพราะมันไปถึงยากแต่ให้มองอะไรที่เอื้อมถึง ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ให้สำเร็จทุกเรื่อง ถ้าปฏิบัติต่อชีวิตด้วยหลักการนี้ ชีวิตจะไม่กระเสือกกระสน และไม่เหนื่อยเกินไป”
asava

ขอบคุณภาพจาก ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ

ได้อ่านประโยคที่ คุณหมู อาซาว่า หรือ คุณพลพัฒน์ อัศวะประภา ลูกครึ่งไทย-ญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ ASAVAให้สัมภาษณ์ไว้กับหนังสือพิมพ์มติชนฉบับเดือนพฤษภาคม2559 รู้สึกชื่นชม ในความคิดที่ละเอียดลึกซี้ง เป็นบุคคลอีกท่านที่ประสบความสำเร็จ เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่
ก่อนหน้านี้ ผู้เขียนเคยได้รู้จักแบรนด์นี้จาก คำชื่นชมแนวเสื้อผ้า ที่เรียบหรู แต่เน้นความมีระดับ สวมใส่สบาย ของเพื่อนท่านหนึ่ง
เผอิญได้มีโอกาสอ่านบทสัมภาษณ์คุณหมูจึงขอนำแนวคิดการทำงานให้ประสบความสำเร็จ มาเล่าสู่กันฟัง
เขาเป็นบุคคลอีกท่านหนึ่ง ที่มีความตั้งใจบวกกับความมานะพยายามในงานที่ตนเองรัก มีความใส่ใจทุกรายละเอียดในงาน คนและสิ่งแวดล้อม ทุกวันนี้คุณหมูคือดีไซเนอร์อันดับต้นของเมืองไทย มีสไตล์การออกแบบที่เรียบหรูดูดี มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่เหมือนใคร

nat.jpg
ย้อนกลับไป ในค่ำคืนแห่งเกียรติยศ เวทีนางงามระดับโลก “ชุดราตรีสีขาว”ที่น้อง แนท อนิพรณ์ เฉลิมบูรณะวงศ์ มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2015 ใส่ขึ้นเวทีประกวดมิสยูนิเวิร์สรอบตัดสิน นั้นสวยสง่า เป็นที่ประทับใจทุกสายตาทั้งโลกนั้น ได้รับการออกแบบโดยแบรนด์Asavaกูรูแฟชั่นอเมริกายกย่องให้เป็นชุดที่งดงามมากที่สุดของการประกวดมิสยูนิเวิร์สปี 2015 รวมทั้งการออกแบบชุดบางกอกแอร์เวย์ ที่ได้รับการออกแบบอย่างสวยงามและเรียบหรูในแบบอาซาว่า
เส้นทางการทำงานของอาซาว่า นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เหมือนเส้นทางบนรันเวย์ แม้คุณหมูจะเป็นลูกคนเล็กจากครอบครัวที่มีฐานะดีมากคนหนึ่ง ทางบ้านทำธุรกิจหลายด้าน จบการศึกษาปริญญาโทจากต่างประเทศ แต่เลือกสร้างธุรกิจที่ตนเองรักด้วยน้ำพักน้ำแรงตนเอง เริ่มก่อตั้งธุรกิจจากมีคนทำงานแค่ 4 คนทำเสื้อผ้าวันละไม่กี่ชุด นั่งทำเสื้อผ้าในห้องเก็บของ ยอมทำงานเป็นลูกจ้างเงินเดือนไม่กี่บาทในห้องเสื้อแบรนด์ดัง ใช้ชีวิตอยู่ต่างแดนนานหลายปี เพื่อหาประสบการณ์ไปสู่ความสำเร็จ ในงานที่ตนเองรัก แบรนด์ ASAVAคือแบรนด์คุณภาพดีในไทย ที่หลายคนยกนิ้วให้ ASAVAเป็นแบรนด์ในใจ
เมื่อได้ฟังบทสัมภาษณ์จากปากคุณ หมู ทำให้ผู้เขียนชื่นชมความมี Passion ในตัวเขาทำให้ทุกวันนี้แบรนด์ ASAVA มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งวงการแฟชั่นไทยและต่างประเทศ

zara.jpg
ขอบคุณภาพจาก bornrich.com 

หากนึกถึงแบรนด์เสื้อผ้าระดับโลก“ZARA”ก่อตั้งเมื่อปี 1975 ที่เปิดสาขาอยู่ในห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ในไทย จำนวนมากซึ่งมีการออกแบบที่โดดเด่น เนื้อผ้าใส่สบาย ราคาที่คุ้มค่า ทั้งชายและหญิง ซึ่งหลายท่านสามารถจับจ่ายใช้สอยได้ แบบคุ้มค่า
ZARA ไม่มีโฆษณา เกลื่อนตลาดให้คุณพบเห็นในหน้าจอทีวี แต่มีแบบเสื้อผ้าแบบใหม่ๆออกมาทุกสัปดาห์รูปแบบการบริหารงานแบบvertically integrated ในการควบคุมการผลิต ตั้งแต่เริ่มการออกแบบ ช่องทางการจัดจำหน่าย และแม้จะมีการกระจายการผลิตเสื้อผ้า ตามภูมิภาคที่สำคัญ แต่สินค้าส่วนใหญ่ยังคงผลิตประเทศ สเปน ดังเดิม
ทำให้นึกถึง เส้นทางเดินผู้ก่อตั้งแบรนด์ ZARA นั่นคือ Amancio Ortega Gaona เขาเริ่มต้นทำงานด้านเสื้อผ้า ตั้งแต่ อายุ 14 ปี ด้วยการเป็นลูกจ้างในร้านเสื้อเชิ้ตเริ่มสะสมทุน เมื่อมีทุนมากพอจึงทำธุรกิจเล็กๆด้านร้านเสื้อผ้าผลิตเสื้อคลุมและชุดนอน ขายเป็นแบรนด์ของตนเอง ต่อมาพัฒนาเป็นธุรกิจเสื้อผ้าแบรนด์ ZARA ในเมือง La Coruna และค่อยๆเพิ่มสาขาไปเรื่อยๆ
แนวเสื้อผ้าเน้นเรียบง่าย ออกแนวเท่ห์ๆมีสไตล์ ทุกรุ่นที่ผลิตมีจำนวนจำกัด เน้นราคาที่เหมาะสม ลูกค้าสามารถหาซื้อจับจ่ายได้ในราคาที่ไม่สูงเกินไป ทุกวันนี้แบรนด์ ZARA แบรนด์สัญชาติสเปน มีสาขาหลายพันสาขาทั่วโลก
ในปี 2016อามันซิโอ ออร์เตก้าคว้าตำแหน่งบุคคลที่รวยที่สุดในโลกเป็นอันดับที่ 2รองจากบิล เกตส์ เจ้าพ่อแห่งไมโครซอฟต์ ซึ่งอามันซิโอ ออร์เตก้า ถือทรัพย์สินที่ประเมินค่าได้ไม่ต่ำกว่า 66.8 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท โอวพระเจ้า นั่นคือเส้นทางที่เขาเลือกเดินแล้ว
ทั้ง 2 แบรนด์ ทั้ง ZARAและ ASAVA ที่ผู้เขียนกล่าวถึงนั้น มีที่มาของการสร้างคุณค่าแบรนด์ ไม่ต่างกัน คือ คิดอย่างผู้ประสบความสำเร็จ มุ่งมั่นบนทางเดินที่เลือกแล้วอย่างจริงจัง“เลือกทำในสิ่งที่รัก มุ่งมั่นทำในสิ่งที่เลือก แบบ ไม่ปล่อยโอกาสลอยนวล”
หลักการคิดเพื่อความสำเร็จนั้น ต้องมีความมุ่งมั่นจริงจังในงานที่ทำ รักในสิ่งที่เลือก เพราะหากลงมือทำไปแล้ว เกิดปัญหาเข้ามาผู้ที่ประสบความสำเร็จนั้น จะ“กัดไม่ปล่อย” และยากที่จะเลิกทำ
ผู้ที่ทำธุรกิจด้วยความรักตั้งใจจริงนั้นต้องเพิ่มเรื่องความมีจริยธรรมในทุกด้าน ซึ่งหลักการมีจริยธรรม จักช่วยยึดครองตลาดแบบบริสุทธิ์ อยู่ในใจลูกค้าอย่างถาวร
เมื่อธุรกิจดำเนินไปได้ระยะหนึ่ง หากเกิดปัญหาด้านทรัพยากร ทุน การผลิต สิ่งที่เข้ามาเป็นตัวเลือกในการแก้ปัญหา สังเกตพบ มักเน้นไปที่การลดต้นทุนการผลิต ปรับกลไกไปตามท้องตลาด มากกว่าวิเคราะห์คนกับงาน โดยการแก้ปัญหาต้องทำทุกด้านไปแนวทางคู่ขนานกัน
ในแง่ของการจัดการทรัพยากรมนุษย์ สิ่งที่ผู้บริหารควรตระหนักและมองลึกไปให้ถึงปัญหา คือ ทุนมนุษย์ (Human Capital) ตราบใดที่มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมการผลิต ใช้ทรัพยากรมนุษย์ในการขับเคลื่อนองค์กร ต้องมีกระบวนการคิดพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างสม่ำเสมอ ไม่หยุดนิ่ง
ปลูกฝังจริยธรรมในงาน พร้อมสร้างคุณค่าในงานที่ทำ เป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างแบรนด์ให้เข้มแข็งครองใจผู้บริโภคอุปโภคอย่างถาวร
เมื่อผู้นำองค์กรมีความมุ่งมั่นสร้างองค์กรสู่ระดับแนวหน้าธุรกิจ ควรมีโปรแกรมการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร การสร้างความสำนึกในหน้าที่งาน คืนกำไรสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไรให้พนักงานมีทิศทางการขับเคลื่อนไปสู่คนคุณภาพ ควบคู่องค์กรคุณภาพ
หลักการคิดเพื่อความสำเร็จของธุรกิจนั้น ต้อง“คิดแบบรู้เขา รู้เรา” ไม่ควรมองข้ามความรับผิดชอบต่อสังคม “Corporate Social Responsibility (CSR)”หรือมุ่งทำธุรกิจเพื่อยึดครองตลาดแบบผูกขาดฝ่ายเดียว อาศัยการพึ่งพากันและกัน ทุกสังคมจึงจะมีการแข่งขันและคงอยู่อย่างสงบสุข ปัจจุบัน ธุรกิจเปิดตัวมากหน้าหลายตา บางธุรกิจมุ่งเพื่อทำผลกำไรแบบไม่ลืมหูลืมตา หลงลืมการคืนคุณค่าสู่สังคม ที่เป็นแหล่งก่อร่างสร้างทำเลทอง คนท้องถิ่นขาดอาชีพเพราะเส้นทางการทำงานถูกครอบครองด้วยนายทุนใหญ่ สภาวะแวดล้อมบนผืนโลกถูกทำลายไปมากเพราะความเห็นแก่ตัวจากคนบางกลุ่ม
เปลี่ยนแนวคิด “เพื่อช่วย…”ตั้งแต่วันนี้ ยังไม่สาย !!!
“ทำธุรกิจแบบรวยน้ำใจ ยิ่งใหญ่และรวยยั่งยืน”คุณว่าจริงไหม?
…………………………………………………………………………………………..
ขอบคุณข้อมูลและภาพ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับเดือนพฤษภาคม
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับเดือนพฤษภาคม
http://www.thairath.co.th/content/623654
ขอบคุณภาพจาก bornrich.com
www.slimmingthai.com/view.php?id=606 

เรื่องที่คุณไม่เคยรู้ของ “มหาตมะ คานธี”

P_20160620_164939_1_1.jpg

“อาจเป็นไปได้ ที่ในยุคต่อไป จะไม่มีใครอยากเชื่อว่า บุคคลเช่นนี้ ก็เคยมีชีวิตชีวา เดินเหินอยู่บนโลกนี้” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าว
ครั้งหนึ่ง ดิฉันได้ไปเยือนอินเดีย ในฐานะที่ปรึกษาด้านธุรกิจ ดิฉันเห็นภาพการเติบโต การพัฒนา สาธารณูปโภคพื้นฐาน รวมทั้งเศรษฐกิจหลายด้านของอินเดีย ที่มีพัฒนาการดีขึ้นเป็นลำดับ อย่างน่ามหัศจรรย์ ต่างจากในวัยเด็กที่ผู้ใหญ่เคยพูดถึงอินเดียในแง่ของความยากจน มีขอทานจำนวนมาก ทำให้ดิฉันคิดถึงบุคคลท่านหนึ่ง
หนังสือพิมพ์ นิวยอร์ค ไทมส์ เคยกล่าวถึง “เขาเป็นบุคคลที่ไม่มีวันตาย เขาได้ทิ้งพลังทางใจ ไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลัง ซึ่งสักวันหนึ่งในกาลข้างหน้า จักต้องมีอำนาจเหนือกำลังรบและอาวุธยุทธภัณฑ์ และเหนือลัทธิประหัตประหารกัน อันหฤโหด” นั่นคือ “มหาตมะ คานธี” Mahatma Gandhi

มหาตมะ.jpg
ผู้เขียน ขอหยิบยกหนังสือ “ชีวประวัติของข้าพเจ้า โดย มหาตมา คานธี”(สมัยนั้น เขียน มหาตมา คานธี) เป็นหนังสือแปลโดย กรุณา กุศลาสัย แปลจากภาษาฮินดี ตีพิมพ์ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ พ.ศ.2518 จำได้ว่าอ่านซ้ำหลายครั้งแล้ว ทุกครั้งยังคงให้ความรู้สึกแตกต่าง น่าสนใจในการนำมาปรับใช้ทางการบริหารคน ท่านเป็นบุคคลที่เกิดมาเพื่อการพิทักษ์ทุกสิทธิ์ ชื่นชมผู้แปลที่ใช้ใจและความสามารถอันเต็มเปี่ยม ในการแปลภาษาฮินดี ซึ่งขณะผู้แปลดำรงชีพอยู่ในที่ ถูกจำกัดสิทธิห้องแคบๆ
ทำให้เราคนไทย ได้รับรู้อีกมุมหนึ่งของท่านมหาตมะ ที่น่าประทับใจ แฝงข้อคิด ให้ทบทวนการดำเนินชีวิต หลักการบริหารงาน บริหารทีมงาน ซึ่งแปลกมาก ที่ท่านสามารถใช้วิธีการบริหารได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ต้องใช้ทุนมหาศาล แต่ใช้แรงจูงใจมวลมหาประชาชนแทนทุนอำนาจ
ในตอนหนึ่งของหนังสือ กล่าวถึง “การก่อตั้งนิคม Phoenix”
ที่ทำให้ดิฉันประทับใจในแนวคิดการบริหาร ซึ่งไม่ต่างกับการบริหารงานในองค์กรปัจจุบัน

มหาตมะ2.jpg
มหาตมะ ท่านเล่าว่า
แรกเริ่มก่อสร้างโรงพิมพ์ สำหรับวารสาร “Indian Opinion” ได้มิตรสหายชาวอินเดียมีอาชีพ ช่างไม้และช่างปูน และบุคคลที่ได้เคยร่วมงานกับข้าพเจ้า ตั้งแต่สงครามโบเออะ(Boer War)มาช่วยมากหน้าหลายตา ภายในเวลา 1 เดือน อาคารหลังหนึ่ง ซึ่งมีความยาว 75 ฟุต กว้าง 50 ฟุต ก็เสร็จเรียบร้อย มิตรสหายต้อง เสี่ยงอันตรายมากในการอยู่กินร่วมกับข้าพเจ้า เพราะตำบล Phoenix เต็มไปด้วยต้นไม้ ใบหญ้า มีงูชุกชุม ไม่เคยมีใครมาอาศัยอยู่ พวกเราต้องช่วยกัน หักล้างถางพง ทำความสะอาดทีละน้อย ในที่สุดก็เป็นสถานที่ปลอดภัย สำหรับอยู่อาศัยได้
เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เราขนสัมภาระข้าวของ โดยใช้เกวียน ตำบล Phoenix อยู่ห่างจาก Durban ประมาณ 13 ไมล์ ข้าพเจ้าพยายามชักชวนให้บรรดาญาติมิตร ที่ติดตามข้าพเจ้าที่ไปทำมาหากินในแอฟริกาใต้ ให้มาเริ่มชีวิตใหม่ที่ Phoenix มีอยู่จำนวนไม่น้อยที่เห็นด้วย
ในคืนวันที่จะออกวารสารฉบับปฐมฤกษ์ คืนนั้น กรอบอัดตัวพิมพ์ หรือที่เรียกกันตามภาษาการพิมพ์ ว่า เคซ ได้ขึ้นไปอัดบนแท่นพิมพ์หมดแล้ว แต่เครื่องไม่ยอมเดิน พยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ ถึงกับต้องเชิญนายช่างหัวเมือง มาแก้ไข เครื่องยังไม่ยอมเดิน ทุกคนหมดหวัง นาย West เดินหน้าเศร้า น้ำตาคลอมาหาข้าพเจ้า
แล้วพูดขึ้นว่า
“เครื่องไม่ยอมเดิน แม้จะพยายามเท่าไร ก็ไม่สำเร็จ น่ากลัวว่าหนังสือฉบับนี้
เราจะออกให้ไม่ทันกำหนดเสียแล้ว”
“ถ้าจริงอย่างที่ว่า ก็ไม่มีทาง แต่ไม่จำเป็นอะไรที่เราต้องมาเสียน้ำตา ลองช่วยกันพยายามแก้ไข อีกหน่อยเถอะน่า เออ! เครื่องที่เราใช้แรงมือได้ ก็มีอยู่นี่นา หากเราไม่ใช้มันเวลานี้ จะไปใช้เมื่อไรกัน”
ข้าพเจ้าพูดขึ้นเป็นทำนองปลอบใจ….
ข้าพเจ้าปลุกช่างไม้ ทั้งหลายให้ลุกขึ้น อธิบายเรื่องราวให้ฟัง
แล้วขอร้องให้เขาช่วย ข้าพเจ้าได้รับคำตอบทันที
“พุทโธ่ เรื่องเท่านี้ ถ้าผมช่วยท่านไม่ได้ ผมจะมีประโยชน์ อะไรเล่า ?
ท่านไปพักผ่อน พวกเราจะจัดการเอง”
ข้าพเจ้าและคนอื่นๆ ก็ผลัดกันเข้าช่วยออกแรงกับเขาด้วย และพร้อมกันนั้น หน้ากระดาษของ “Indian Opinion ” ก็ตีพิมพ์ออกมาเรื่อยๆ

มหาตมะ3.jpg
ผลก็คือ วารสารไปถึงสถานีได้ตรงตามเวลา และพวกเราต่างสบายใจไปตามๆกัน ทำให้พวกเรา มีกำลังใจทำงานดียิ่งขึ้น แล้วหันไปใช้แรงคนแทนเครื่องยนต์เดินแท่นพิมพ์
จากตอนหนึ่ง ของหนังสือเล่มนี้ ทำให้เรามองเห็นภาพ นักบริหารที่แท้จริง ต้องอาศัยหลักการจูงใจทีมงาน เพื่อให้เขาเหล่านั้น เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความสำเร็จ คำสั่งอย่างเดียวไม่เพียงพอ จะทำให้คนร่วมใจทำงานให้ประสบผลสำเร็จ แต่ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา บางครั้งต้องลงมือทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง อาจต้องร่วมแรง ร่วมใจทำงานด้วยตนเอง โดยมองข้ามคำว่า “หัวหน้า มีหน้าที่สั่ง” ออกไป และใช้หลักการระดมใจ ให้คนทำงานด้วยแรงใจมากกว่าการบังคับขู่เข็ญ ให้ทำตามนโยบายเพียงอย่างเดียว
ซึ่งในปัจจุบัน การบริหารบุคลากรในองค์กรนั้น มีปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้มีการแปรผันงาน การ Turn Over บุคลากร ค่อนข้างสูง อีกทั้ง การปรับเปลี่ยนทางเทคโนโลยี ทางเศรษฐกิจที่มีความผันแปรตลอดเวลา ซึ่ง สิ่งที่จะดำรงให้ธุรกิจอยู่อย่างยั่งยืน นั่นคือทรัพยากรมนุษย์ นั่นเอง
เครื่องจักร เครื่องยนต์ สามารถทดแทนและลดระยะเวลาการผลิตได้ แต่ไม่มีจิตใจ หรือจิตสำนึกของความจงรักภักดีในองค์กร แต่มนุษย์มีเต็มเปี่ยมอยู่เหนือสิ่งมีชีวิต อื่นใดในโลก
ผู้เขียน มักเขียนเสมอว่า หากพบปัญหาซับซ้อนมากมายในองค์กร ให้หันกลับมา ทบทวนแก้ปัญหาที่ตัวบุคลากรแต่ละระดับก่อน มองให้เห็นเนื้อแท้ของปัญหา เกิดจากน้ำมือมนุษย์ หรือเครื่องจักรสร้างปัญหา กันแน่?
องค์กรต้องหมั่นสร้างเครื่องมือบำรุงรักษาคนเก่ง สร้างเครื่องมือผลักดันหัวหน้างาน ให้เป็นเสมือนเจ้าขององค์กร สร้างโปรแกรมพัฒนาศักยภาพคนเก่ง สร้างระบบตัดท่อน้ำเลี้ยงคนไม่ดี อย่าให้มีการแบ่งตัวได้อย่างอิสระแบบฝังรากลึก และสร้างโปรแกรมพัฒนาสมรรถนะอย่างต่อเนื่อง ทันต่อเหตุการณ์
หนึ่งในการบริหารจัดการพัฒนาบุคลากรในองค์กร จึงไม่ควรลืมนำระบบประเมินผลงานมาใช้ควบคู่กับเทคนิคการจูงใจในการทำงาน เพราะ ไม่ว่าวันนี้ พรุ่งนี้ หรือวันต่อไป “คน ไม่ใช่เครื่องจักรกลต้องการความรัก ความมั่นคง ความปลอดภัย การเอาใจใส่ และมีความเบื่อหน่าย ตลอดเวลา ” คุณว่าจริงไหม?

หลักการให้รางวัลเพื่อการจูงใจ (How to Reward People)

gift-box-reward.jpg

ในการบริหารงาน ทุกสาขาอาชีพ ผู้ปฏิบัติงานย่อมหวังผลสำเร็จของงาน ความสำเร็จในหน้าที่ แน่นอน หากงานนั้นต้องอาศัยทีมงาน ร่วมมือ ร่วมใจในการทำงาน หัวหน้าทีมต้องสร้างแรงจูงใจ (Motivation) ให้งานมีผลสัมฤทธิ์อย่างเห็นเป็นรูปธรรม แม้ว่าธุรกิจมีลักษณะสินค้า บริการ การโฆษณาคล้ายคลึงกัน แต่หากคุณภาพคนและฝีมือเหนือกว่า นั่นย่อมส่งผลต่อการเลือกใช้ของผู้บริโภค อุปโภคมากว่า
สำหรับหัวหน้างานแล้ว เทคนิคการจูงใจในการทำงาน ถือว่าต้องมาพร้อมกับตำแหน่งหน้าที่ บริหารงานเก่งต้องบริหารคน ให้เก่งด้วย แต่จะทำอย่างไร? ให้บุคลากรที่มีความหลากหลายในทีม เก่งและมีผลการปฏิบัติงานที่ดีเลิศได้? เป็นสิ่งที่หัวหน้างานต้องแสวงหาเทคนิคการจูงใจ นำมาใช้ให้เหมาะสมแต่ละบุคคล เพราะแต่ละวัยทำงานมีความต้องการ เหมือนหรือแตกต่างกันไป
ปัจจุบันเทคโนโลยี มาพร้อมกับวิวัฒนาการกรทำงานของคนรุ่นใหม่ ที่เปลี่ยนไป เครื่องมือสื่อสารเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ช่วยการประสานงาน พูดคุย การส่งต่อข้อมูล แหล่งบันเทิง แหล่งค้นหางาน ดังนั้น ผู้บริหารหรือหัวหน้างานยุคใหม่ ต้องนำเทคโนโลยีมาผสานการใช้เทคนิคจูงใจในการทำงาน
ก่อนที่ผู้นำจักใช้เทคนิคในการจูงใจ เราทุกท่านควรทราบหลักความต้องการขั้นพื้นฐานของ มนุษย์ทุกคนก่อน โดยมีหลากหลายทฤษฎี ทฤษฎีที่นักบริหารงานทุกคนควรทราบและใช้กันอย่างแพร่หลายในโลก คือทฤษฎีหลักความต้องการมนุษย์ (The Basic Need Hierarchy) ของมาสโลว์ ( Maslow) มี 5 ขั้น
 ในทางการทำงานนั้น แต่ละขั้นมีความต้องการแต่ละด้าน ดังนี้
1. ความต้องการด้านร่างกาย(Physiological Need) คือ ต้องการอาหาร น้ำ การพักผ่อน ที่อยู่อาศัย ความรัก
2. ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง(Safety & Security Need)คือต้องการการปกป้อง คุ้มครอง ปลอดภัย
3. ความต้องการการยอมรับ(Belongingness and Love Need)คือการยอมรับจากหัวหน้า ยอมรับจากทีม ทำงาน ที่ถนัด
4. ความต้องการนับถือ (Esteem Need ) คือ การยกย่องชมเชย รางวัล การแสดงผลงานแห่งความสำเร็จ
5. ความต้องการสัมฤทธิผล(Self- Actualization Need) คือ การสำเร็จก้าวหน้า ความคิดสร้างสรรค์ อบรมพัฒนา
เมื่อทราบความต้องการที่เกิดขึ้นแล้ว ผู้นำและองค์กร นำหลักความต้องการที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์หาความจำเป็น ความต้องการรายบุคคล วิเคราะห์ หาจุดอ่อน จุดแข็ง และโอกาสที่อาจเกิดขึ้น พัฒนาศักยภาพ เพื่อกระตุ้นให้พนักงานแต่ละคนมีแรงจูงใจ ใฝ่หาผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน
 หลักการให้รางวัลแบบต่างๆ
การให้รางวัล ถือเป็นการจูงใจที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่ง แต่การให้รางวัลนั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับเป็นสิ่งของ เงินทองเสมอไป ดังนั้น ในฐานะผู้บริหาร หัวหน้างานจึงควรทราบ เพื่อจะได้นำไปใช้ในการบริหารทีมงาน
• การให้รางวัลเป็นเงิน เหมาะสำหรับ การแก้ไขที่เป็นชิ้น เป็นอัน ผู้ทำงานนั้นเกิดประสิทธิภาพเหนือกลุ่ม เช่นให้รางวัลเป็นเงินสด 10,000 บาท ต่อกลุ่มพนักงานที่รับรางวัลโครงการชนะเลิศ ในการจัดประกวดโครงการ COP สามารถนำมาใช้พัฒนางานได้จริง
• ให้รางวัลโดยการยอมรับ เหมาะสำหรับ การให้รางวัล สำหรับพนักงานที่ สามารถทำงานภายใต้ความกดดัน ความเสี่ยงภัยที่เกิดขึ้น โดยหัวหน้าให้การชื่นชมยอมรับต่อหน้าทีมงาน ที่ประชุมงาน หรือพิจารณาให้เขารับผิดชอบการทำงานที่สำคัญนั้นอย่างต่อนื่อง เช่น พนักงานที่ปรึกษาการขาย ได้รับมอบหมายจากผู้จัดการ ให้แก้ปัญหาการร้องเรียนจากลูกค้าคนสำคัญของบริษัท ต่อมาแก้ปัญหาตรงจุด ลูกค้าพึงพอใจ ทำให้บริษัทไม่เกิดภาพลักษณ์เสียหาย ผู้จัดการจึงชมเชยและให้พนักงานท่านนั้น เป็นพี่เลี้ยงที่ปรึกษาในทีมงาน กรณี ผู้จัดการไม่อยู่ สามารถตัดสินใจ ดูแลแก้ปัญหาได้ตามอำนาจหน้าที่
• ให้รางวัล โดย การหยุดพิเศษ เหมาะสำหรับ การให้รางวัล ตอบแทนสำหรับพนักงานที่สามารถทำงานมีประสิทธิภาพเกินเป้าหมาย มีความคิดสร้างสรรค์ มีความทุ่มเทในงานมาก เมื่อเปรียบเทียบในกลุ่มพนักงานเดียวกัน โดยการให้รางวัลนี้มีความยืดหยุ่น ไม่ขัดต่อกฏระเบียบข้อบังคับเวลาการปฏิบัติงาน เช่น ผู้จัดการให้หยุดพิเศษยาวต่อเนื่องนาน 7 วัน เนื่องจาก ทีมการตลาดด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออกบูทยาว 3 เดือนสามารถกระตุ้นยอดสั่งจองสินค้าตามโปรโมชั่น ลูกค้าที่สั่งจองซื้อสินค้าจริงตามยอดสั่งจอง 100 % พร้อมแนะนำบอกต่อสินค้าเพื่อนสนิท ญาติ มาใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง
• ให้รางวัลโดย ให้ทำงานที่ชื่นชอบ เหมาะสำหรับ การให้รางวัลแก่ผู้ที่ทำงานอย่างฉลาด สามารถทำงานได้เกินเป้าหมาย หน้าที่ความรับผิดชอบ มีการวางแผนงานเป็นขั้นตอนได้อย่างละเอียดรัดกุม ตรวจสอบการทำงานอย่างต่อเนื่อง เช่น พนักงานสายงานการคิดลวดลายผลิตสิ่งทอ ทำงานได้ผลผลิตงานมากเกินมาตรฐานหน่วยงาน เป็นเวลาต่อเนื่อง 1 ปี ผู้จัดการจึงให้เขาเลือกสายการผลิตที่เขาถนัดและชื่นชอบ ในหน่วยงาน โดยเขาเลือกอยู่ใน LINEการผลิตสิ่งทอผ้าบาติค เขาเห็นว่าเป็นงานที่ได้แสดงแนวคิดใหม่ๆ ลงเนื้อผ้า ตามความถนัดของเขาและเป็นงานที่เขาทำออกมาได้ดี ทุกครั้ง
• ให้รางวัลโดย การเติบโต ก้าวหน้า เหมาะสำหรับ การให้รางวัลพนักงาน ที่ทำงานมีคุณภาพต่อเนื่อง วัดผลสำเร็จของงาน ผลงาน ความพึงพอใจได้ การให้รางวัลด้านนี้ เป็นการจูงใจในการทำงานแบบมีหลักเกณฑ์ นั่นคือ มีการตั้งเป้าหมาย กฎเกณฑ์ ระยะเวลา การประเมินผลชัดเจน มีความเสมอภาคต่อการประเมิน เช่น ในการประเมินผลการปฏิบัติงานช่วงปลายปี คุณสมหมายพนักงาน สายงานบัญชี ทำงานมานาน 10 ปี ได้รับผลประเมิน A ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา สายงานบุคคลจึงเสนอชื่อให้เขาเข้ารับการโปรโมท เป็น ผู้จัดการบัญชี แทนตำแหน่งที่ว่างลง
• ให้รางวัล โดย สิ่งของล่อใจ เหมาะสำหรับ การให้รางวัลเพื่อต้องการให้มีการทำงานเป็นกลุ่ม หรือรวมตัวกันทำงานมากกว่า 2คน เช่น ผู้บริหารต้องการให้มีโครงการจัดการความเสี่ยงในหน่วยงาน ฝ่ายบริหารจัดการจึงทำโครงการ เชิญชวนพนักงานทุกสายงาน ทำโครงการจัดการความเสี่ยงในหน่วยงานกลุ่มละไม่เกิน 4 ท่าน กลุ่มใดทำโครงการชนะเลิศ ได้คะแนนสูงสุด 3 อันดับแรก สามารถจัดการความเสี่ยงถูกขั้นตอน ได้รับเงินสดและโล่รางวัลจากประธานบริษัท

cat rat.jpg
สำหรับการให้รางวัลจูงใจนั้น มีรูปแบบอีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการดึงเทคนิคต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในแต่ละสถานการณ์ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับผู้นำไปใช้ ตามประสบการณ์ผู้เขียนที่พบในแวดวงการบริหารพบว่า เครื่องมือที่ดีที่สุด ในการจูงใจการทำงานของพนักงาน คือ “การพูดและการฟัง”
นั่นหมายถึง หัวหน้าต้องเลือกพูดให้เป็น ในจุดที่ควรพูด ต้องถือคติ “เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส” ทุกขณะ โดยไม่พูดพร่ำเพรื่อ มากความ ย่อมสร้างความระอาในทีมงาน
และฟังให้มากกว่าพูด ฟังทุกเรื่องที่มาจากคำพูดของลูกน้อง ในเวลาอันเหมาะสม ไม่ก้าวล่วงพื้นที่ส่วนตัวลูกน้องมากเกินไป ที่สำคัญ การฟังอาจมีนัยสำคัญบอกปัญหาด้านการปฏิบัติงาน แต่ไม่จำเป็น ที่หัวหน้าต้องเก็บไปคิดทุกเรื่องที่ไม่เข้าท่า เพราะนอกจากส่งผลต่อความเอนเอียงด้านการบริหารทีม หัวหน้าอาจเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระแทนที่ เวลาที่ควรบริหารงานจริง
ภาษิตจีน ได้กล่าวเรื่องการคิดแบบผู้นำ เพื่อจูงใจให้คนทำงานไว้ว่า “ไม่สำคัญว่าแมวจะดำหรือขาว ตราบใดที่มันยังจับหนู”……

ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

โดย อ.วีย์รฎา

วิธีสร้างเสน่ห์และความมั่นใจในการพบปะผู้คน ( Self confidence to meet new people)

ความมั่นใจ.jpg

“อย่าสูญเสียตัวตน ด้วยคำพูดคนที่ไม่รู้จัก ตัวเรา” เพราะความมั่นใจเราสร้างได้ ทำลายเอง
ไม่ว่าคุณมีอาชีพใด เจ้าของบริษัท พนักงาน หัวหน้า แม่ค้า ตำรวจ ทหาร ความมั่นใจ ถือเป็นเสน่ห์ อย่างหนึ่งที่ดึงดูดคนเข้ามาหา อยากเข้าใกล้ และมีแรงผลักดันมหาศาลให้คุณก้าวสู่ตำแหน่งงาน หน้าที่ที่สำคัญในองค์กร หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวัน หากคุณ เสียความมั่นใจในการพูด การคิด การตัดสินใจ คุณย่อมเสียโอกาสสำคัญในชีวิตไป “อย่างน่าเสียดาย”
วันนี้ ผู้เขียนจึงนำเกร็ดความรู้ ที่คุณเองพบเห็นในชีวิตประจำวัน เคยผ่านมาและลืมมันไป ไม่เคยนำมาใช้บริหารเสน่ห์ สร้างความมั่นใจจริงเสียที หากลองนำไปฝึก ใช้จริง คุณจะพบว่า คนเราไม่จำเป็นต้องเกิดมาสวย หล่อ แต่ถ้าเรามีความมั่นใจ “เราเองก็เกร๋ ..ไม่เบาน่ะเนี่ย ”
วิธีสร้างเสน่ห์และความมั่นใจในการพบปะผู้คน??
• ค้นหาข้อดีของตัวเองก่อน
เริ่มแรก ก่อนก้าวเท้าเดินไปค้นหาความจริงนอกบ้าน ให้คุณทำความเข้าใจกับตัวคุณเองก่อน หาสิ่งที่เป็นข้อดีในตัวคุณเอง ที่ทำให้คุณภาคภูมิใจ และเขียนลงไปในกระดาษ A4 ติดไว้บนผนัง สมุดบันทึก กระดานดำ อะไรก็ได้ที่คุณเห็นเด่นชัดทุกวันที่ตื่นนอน แล้วทบทวนทุกวัน ทำตามประโยคที่คุณได้บรรจงเขียนข้อดีไว้ เช่น เราเป็นคนพูดเพราะ เราต้องพูดเพราะให้เป็นนิสัยที่ดีประจำวันไม่ว่าอารมณ์จะบูดเบี้ยวหรือร่าเริง เราเป็นคนยิ้มสวยตื่นนอนก็แจกยิ้มกับกระจกบานแรกทุกวัน(ข้อนี้สำคัญ อย่ายิ้มคนเดียวในที่ทำงาน) เราเป็นคนมีสติให้เราหัดฝึกสตินั่งสมาธิประจำก่อนนอนหรือตื่นนอน(ทำสมาธิวันละ 5-10 นาที) เราเป็นคนผิวสีเข้ม ให้เลือกใส่เสื้อผ้าโทนสี น้ำตาล สีโอรส สีไม่ฉูดฉาดสะท้อนตาที่ช่วยขับผิวให้ดูเหมาะเจาะกับรูปร่าง ไม่หลวมไป ไม่ฟิตเกินพอดี
เมื่อเราค้นหาข้อดี 1 อย่างขึ้นไป ให้ฝึกทำสิ่งดีๆที่เราเป็นอยู่ แก่ผู้คนที่รู้จัก ทักทายหรือเพื่อนร่วมงานให้เป็นกิจนิสัย แค่นี้ ข้อดีของตัวคุณเองก็เด่นชัด สร้างเสน่ห์มาจากธรรมชาติของตัวคุณ โดยไม่ต้องแต่งเสริมเติมต่อ
• ฝึกสีหน้า ท่าทาง ลักษณะบุคลิกภาพทุกวัน ก่อนแปรงฟัน

ความั่นใจ 2

เราทุกคนมีธรรมชาติการแสดงออก สีหน้า ท่าทางเป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นข้อดี ที่สวรรค์โปรดประทานพรอันดีมาให้มนุษย์ทุกคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตน แต่ช้าก่อนค่ะ !!! กิริยามารยาทบางอย่าง อาจลดเสน่ห์ในตัวเราและเพิ่มจุดเด่น ให้น่าแปลกมากกว่าชวนมอง กิริยาคำพูดสมัยพ่อขุน จึงควรเก็บใส่กรุไว้ในบ้าน
ดังนั้น ให้คุณหัดฝึกการใช้สีหน้าแสดงออก ในสถานการณ์ที่แตกต่าง พร้อมกับการใช้ภาษาที่สาม นั้นคือ ท่าทางให้ดูสง่างาม ทำไมต้องฝึกตอนเช้าน่ะหรือ แน่นอนตอนเช้า ความจำและความกระตือรือร้นในตัวเราเต็มเปี่ยม หากฝึกในช่วงก่อนนอนและหลับลึกลงไป ไม่ได้ใช้จริง สูญเปล่าค่ะ
ตัวอย่างการฝึก เช่น ฝึกแสดงสีหน้าสงสัยและท่าทางสงสัย ฝึกแสดงสีหน้าครุ่นคิด ท่าทางครุ่นคิด ฝึกหัวเราะและท่าทางขณะหัวเราะ ฝึกแสดงการเสนองานหรือพูด ผายมือในที่ประชุม พร้อมท่าทางประกอบการพูด ฝึกยืน ท่าทางปรบมือพร้อมแสดงสีหน้าชื่นชม
ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่ง จริงๆมีหลายท่าทางให้คุณฝึกหัด ให้คุณฝึกให้เป็นนิสัยและติดตัวคุณไปในทุกที่ คุณจะดูมีเสน่ห์ มีความมั่นใจ ใครพบเห็นย่อมประทับใจแน่นอน
• ให้คิดด้านบวกกับเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิด
บ่อยครั้ง ที่เรายังไม่ทันเข้าไปสัมผัสกับเหตุการณ์ สถานการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น เรามักสร้างกำแพงความคิด ปิดกั้นความกล้าเอาไว้ก่อน ลองนึกย้อนไปเมื่อครั้งเราเรียนหนังสือ เราได้ยินกิตติศัพท์การสอนของครูภาษาอังกฤษ ดุบ้าง เขี้ยวเข็ญบ้าง เรียนยากบ้าง เราก็นึกกลัวการเรียนวิชานี้เสียแล้ว โดยยังไม่ได้เข้าเรียน เมื่อเราทำงานเราได้ยินคนเล่าว่าบริษัทนี้ รับคนเข้าทำงานยากบ้าง อะไรสารพัดที่สั่งสมประสบการณ์ความคิดคุณเข้าไป แบบมโนไปเอง นั่นแหล่ะ คือตัวทำลายความมั่นใจคุณเช่นกัน
ดังนั้น ไม่ว่าพรุ่งนี้คุณจะต้องประชุมร่วมสายงานกับฝ่ายไหน พบปะลูกค้าประเภทใด หรือต้องเข้าไปทำงานร่วมกับฝ่ายใด ต้องไปประกวดระดับชาติแข่งกับใคร ให้คุณมั่นใจ คิดแต่ด้านบวกไว้ คือ “ เป็นโอกาสท้าทายใหม่ๆ ต้องลอง ”
• ทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี เมื่อต้องพบปะคนแปลกใหม่
เมื่อใดก็ตาม ที่ต้องพบปะผู้คนแปลกใหม่ ไม่ว่าระยะการมองจะกี่ร้อยเมตรก็ตาม ให้คุณส่งรอยยิ้มให้เขาก่อน นับเป็นการสนทนาประโยคแรกทางอวัจนภาษา ที่สวยงามแบบไม่ต้องเสียพลังงานแม้แต่น้อย และเมื่อพูดคุย คุณควรทักทายแนะนำตัว อย่างเป็นทางการ ไม่จำเป็นต้องให้เขาแสดงตัวก่อน เมื่ออยู่ในช่วงสนทนานั้น คุณควรเป็นผู้ฟังที่ดีมากกว่าผู้พูดที่เยอะ พยายามพูด ประเด็นสนทนาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทั่วไป สถานการณ์หรืองานที่เกี่ยวข้อง ในการสนทนาครั้งแรก ไม่ควรถามเจาะลึกเรื่องส่วนตัว ครอบครัว ประวัติหรือเรื่องที่คู่สนทนารู้สึกอึดอัดใจ นั่นเท่ากับเป็นการทำลายบรรยากาศที่ดี
ในระหว่างสนทนา คุณอาจสอดแทรกเรื่องชวนขำขัน เพื่อให้คู่สนทนาหัวเราะผ่อนคลาย มีการตอบรับเสียงพูดเป็นระยะ ทำให้คู่สนทนาไม่รู้สึกวังเวงจนเกินไปเหมือนพูดบ้าใบ้อยู่ฝ่ายเดียว แต่หากคุณพบเจอคู่สนทนาที่พูดแต่เรื่องชวนระทึก แนวฟังแล้วชวนเวียนศีรษะ ให้คุณรอจังหวะปิดการสนทนา แบบนับนาทีที่เขาพูดจบประโยคนั้น และขอปลีกตัวออกมา ในทันที อย่าทนต่อความ แล้วกลับมาหัวเสียภายหลัง นั่นแหล่ะ คุณกำลังพลาดแล้ว
• ใครชมคุณ ต้อง “ยิ้มและขอบคุณ”
แน่นอน ระหว่างการสนทนา ใครบางคนชมที่คุณพูดเก่ง หรือ ชุดสวยหล่อสะดุดตา อย่ารีบปฏิเสธ อย่างไม่ไยดี ให้ยิ้มรับและขอบคุณ เขา ที่ได้สร้างรอยยิ้มอ่อนกว่าวัยให้แก่เรา และถือเป็นการให้เกียรติคู่สนทนา
หลังจากนั้น อย่าเพิ่งเป็นลูกโป่งปลิวลอยขึ้นฟ้า ให้คุณยิ้มอย่างจริงใจและกล่าวขอบคุณ พร้อมชมสิ่งที่คู่สนทนามีจุดดีน่ามองไม่แพ้เรา กลับในทันที เช่น
สมชาย : ผมว่าชุดสูทนี้คุณ ทรงยศ ใส่แล้วดูสง่า เข้ากับตำแหน่งมากๆครับ
ทรงยศ : (ยิ้ม) ขอบคุณครับ ผมว่าชุดนี้ คุณสมชายก็หล่อไม่เบานะครับ ผมยอมแพ้นะเนี่ย
เห็นไหมคะ นี่คือคำพูดที่เราเอง ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์นั้น เราก็อดอมยิ้ม นึกตามคำพูดทั้งสองคนไม่ได้
• อย่าพยายามทำตัวให้น่าสนใจ

ความั่นใจ3

หากคุณต้องเจอคนหมู่มาก หรืองานพบปะเลี้ยงรุ่น สังสรรค์สักอย่าง ไม่ต้องสร้างตนเองให้เป็นศูนย์กลางความสนใจของทุกคน ให้แต่งกายให้เข้ากับสถานที่ ให้เกียรติผู้จัดงาน ผู้ร่วมงาน ไม่คุยโม้โอ้อวด ในตำแหน่งหน้าที่ หรือโชว์ทรัพย์สิน ที่มีอยู่เกินพอดี วิธีการ คือ ให้คุณสร้างจุดเด่นในตัวเองจากการแต่งกายที่เข้ากับตัวคุณที่สุด ชุดที่คุณใส่แล้วมั่นใจที่สุด ควรใส่รองเท้าหุ้มส้น รองเท้าหนังอย่างดี หรือเครื่องประดับ นาฬิกาดีๆ สักเรือน สนทนากับคู่สนทนาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องใส่ความตระหนก ตกใจมากเกินควร ไม่ควรคุย เสียงดังกลบทับกลุ่มอื่น เพราะนั่น อาจเป็นที่มาของคำตำหนิที่ไม่แสดงออกจากใครบางคน
การทำตัวให้น่าดึงดูด ต่างหาก ที่ช่วยทำให้คุณมีเสน่ห์ชวนมอง ไม่แพ้ใครทีเดียว เช่น คุณเดินอย่างมั่นใจกับรองเท้าส้นสูงคู่โปรด คุณสนทนาพบปะคนใหม่ๆโดยเล่าเรื่อง ประสบการณ์ในการขับรถไปพบช้างป่าที่เขาใหญ่ คุณเล่าเรื่อง ขณะนี้กำลังทดลองปลูกผักออร์แกนิคไว้ทานเองและส่งขายออนไลน์
• เปิดโลกใบใหม่ทุกสัปดาห์
นั่นหมายถึง หากคุณมีวิชาความรู้ดีๆสักอย่าง แต่เก็บเอาไว้อยู่ภายในใจ ไม่ได้ลองฝึกทักษะจริง ก็เหมือนกับการใช้ภาษาอังกฤษ หากเรียนมาแล้วได้ใช้จริงในชีวิตประจำวันบ่อยๆ คุณจะเคยชิน กลายเป็นเรื่องง่ายในบัดดล ดังนั้น หากคุณ ฝึกเทคนิคการพบปะผู้คนทุกวันแล้ว ต้องหาโอกาส เปิดโลกใบใหม่ เจอคนใหม่ๆ เข้ากลุ่มสังคม ทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อการบริหารเสน่ห์และเพิ่มความมั่นใจ ในตัวเอง
ให้คุณลองนัดกลุ่มเพื่อนชวนกันเล่นกีฬาทุกสัปดาห์ สังสรรค์เมื่องานโปรเจคต่างๆสำเร็จด้วยดี เข้าร่วมอบรมหลักสูตรใหม่ๆ ด้านพัฒนาตนเองและงาน ฝึกแสดงความคิดเห็นในที่ประชุม หรืออาจเป็นสมาชิกของชมรมช่วยเหลือสังคม แบบไม่หวังผลตอบแทน แถมสร้างความมั่นใจแบบไม่รู้ตัว อีกต่างหากค่ะ
แท้จริงแล้ว ความมั่นใจ ใช่มีมาแต่กำเนิดทุกคน หากแต่กลั่นกรองออกมาจากชีวิตและจิตใต้สำนึกเราต่างหาก บางครั้งการสั่งสมประสบการณ์ที่เลวร้าย ความเป็นจริงที่กดดัน การเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ เป็นรากฐานที่มั่นคงปลูกฝังความมั่นใจคุณโดยไม่รู้ตัว ก็เป็นได้
สำหรับการเป็นเจ้าของธุรกิจ หัวหน้างาน พนักงานทั่วไป นักขายตัวยง เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่พบเจอกับผู้คนมากหน้า พบปะคนแปลกใหม่ เพื่อให้ได้มาซึ่งเครือข่ายธุรกิจ ความสัมพันธ์อันดี หรือเป้าหมายในงาน บางครั้งอาจเป็นโอกาสในการเติบโตสายงาน
ลองนำเทคนิค ดีๆ นี้ไปใช้กันนะคะ สร้างให้คุณเป็นคนใหม่ แถมได้เพื่อนใหม่มาอีกเพียบ แน่นอนค่ะ !!

ติดตามบทความได้ที่ www.ophconsultant.com

by อ.วีย์รฎา

คุณควรเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ??

Lion_waiting_in_Namibia

ในการทำงานทุกสถานการณ์ สิ่งที่เราท่านเห็นได้จากตัวผู้นำ คือ ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่บางครั้งเกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณมาแต่เกิด หรืออาศัยการบ่มเพาะจากสิ่งแวดล้อมภายในและสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นตัวกระตุ้นให้ “จุดประกายไฟ” แห่งผู้นำ ขึ้นมาได้
หากเราสังเกตการดำรงชีวิตผู้นำอย่าง “สิงโตเจ้าป่า” ด้วยความที่สิงโตมีนิสัยสุขุมและสง่างาม โดยเฉพาะสิงโตตัวผู้ จะมีขนสร้อยคอยาวฟูฟ่อง ขนปลายหางเป็นพู่ มีน้ำหนักตัวประมาณ 250 กิโลกรัม (550 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า มักทำหน้าที่ล่าเหยื่อ มีน้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม (400 ปอนด์) มีอายุยืนถึง 10-20 ปี พวกมันมีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยจะมีสิงโตตัวผู้เป็นจ่าฝูงคอยปกป้อง ดูแลความปลอดภัยให้แก่ฝูงสิงโตใหญ่น้อย
นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้แต่สิงโตซึ่งอยู่ในป่า ยังเป็นสัตว์สังคม มีการพึ่งพิงและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งกันและกัน โดยลักษณะผู้นำกลุ่มนั้นมีความพิเศษที่แตกต่างจากกลุ่ม สามารถปกป้องและดูแลความปลอดภัยในกลุ่มได้
หากเราย้อนกลับมาดูเรื่องของ “ ผู้นำ” ในสังคมมนุษย์ ที่มีความแตกต่างตามวิถีการดำเนินชีวิต สังคม สภาพเศรษฐกิจ มีการอยู่รวมในสังคมหลากวรรณะ หลายเชื้อชาติ บางคนไม่ต้องสง่างาม ตัวใหญ่แต่แลดูน่าเกรงขามในหน้าที่ผู้นำเยี่ยงสิงห์ นั่นเพราะอะไร??
วันนี้เรามาทราบคุณสมบัติ ผู้นำที่ดี ที่หลายคนอาจมีอยู่แล้วในตัวและหลายคนอาจมีเหลือน้อยในใจก็เป็นได้ ผู้นำที่ดีนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
คุณสมบัติผู้นำของทีมหรือองค์กร
• มีความกระตือรือร้น แน่นอนหากใครเป็นผู้นำแล้วทำงานอย่าง เช้าชามเย็นชาม หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทีมงานนั้นย่อมมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ เนื่องจากผู้นำขาดความกระตือรือร้น เพื่อความสำเร็จ
• มีความอดทน ผู้นำที่ดีต้องมีความอดทนเกินลูกน้องเป็นสิบเท่าตัว หากพบปัญหาในงานหรือสถานการณ์ที่กดดัน ผู้เป็นผู้นำที่ดีนั้น จะสุขุม ไม่ใช้ปาก “เป็นกรรไกรตัดใคร”ในทันที ใช้สติ คิดพิจารณา ไตร่ตรองในการแก้ปัญหา ไม่เว้นแม้แต่ ความอดทนในเรื่องอารมณ์เสีย ต่อการกระทำซ้ำซาก ของลูกน้องจอมกวน ที่ต้องแก้ไข โดยหน้าที่ของผู้นำที่ดี
• มีความยุติธรรม เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ หากใครเป็นผู้นำ แล้วถูกลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวถึง ไม่ได้รับความเสมอภาค ให้ผู้นำไตร่ตรอง ความคิดและการกระทำตนเอง รีบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตามกระบวนการสร้างแรงจูงใจ ทั้งทางบวกและทางลบ ตามเหมาะสมแต่ละเหตุการณ์ ไม่เอาใจ ไม่ตามใจแต่ถูกใจและถูกต้อง
• มีความถ่อมตัว ผู้นำที่ดีนั้น ไม่ใช่คนที่คนที่ใหญ่โตด้วยอำนาจ แต่สุขุม เรียบง่ายด้วยบารมีความคิด มีภาษิตกล่าวว่า
“ ถ้ามีคนหนึ่ง บอกว่าคุณเป็นม้า
ยิ้มให้เขา…
ถ้ามีสองคนบอกว่าคุณเป็นม้า
หยุดคิดสักนิด….
ถ้ามีสามคนบอกว่าคุณเป็นม้า
ออกไปซื้ออานม้า มาได้แล้ว ”
ผู้นำจึงมีความถ่อมตัวและสง่างาม โดยไม่ต้องแสดงตัวให้มากเกิน แต่เฉียบคมด้วยความคิด
• มีความมั่นใจ แน่นอน ผู้นำที่มีลักษณะเช่น “หัวเต่า” หดและยืดอยู่ภายในกระดอง คงไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย เพราะนั่นหมายถึง การยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความสำเร็จ ทุกประเด็น แล้วลูกน้องจะพึ่งพาใครได้ล่ะ ถ้าหัวหน้าขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น เมื่อก้าวขึ้นสู่ ความเป็นผู้นำ จึงควรสั่งสมความมั่นใจในทุกสถานการณ์ หมั่นหาหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ ด้านความเป็นผู้นำ เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพตนเอง ที่สำคัญอย่ามั่นใจเกินร้อยมากไป เพราะอาจสร้างความไม่พอใจเป็นที่หมั่นไส้ แก่ผู้อื่นได้ง่าย
• มีความอบอุ่น ซึ่งไม่ได้แปลว่าแฟมิลี่แมนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้นำที่มีความเอาใจใส่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและใส่ใจในหน้าที่การทำงานภายในทีม เช่น ลูกน้องไม่สบายมีกระเช้าเยี่ยมไข้ ตอนเช้ายิ้มแย้มทักทาย ถามสารทุกข์ สุขดิบของลูกน้อง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดเพียงครั้งเดียว แล้วเงียบไป แต่ควรฝึกให้เป็นกิจนิสัย โดยระบบอัตโนมัติของความคิด แน่นอน ผู้นำที่เย็นชาและก้มหน้าหน้าดำอยู่กับโต๊ะทำงาน ใครที่ไหนอยากร่วมงานด้วย
• มีคุณธรรม ประเด็นนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญ ที่ผู้นำทุกคนต้องสร้างไว้และหมั่นถ่ายทอดคุณธรรมจริยธรรมที่ดี ให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร
ครั้งหนึ่ง มีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า “ หัวหน้างานของเขาเป็นคนขยันมาก มาทำงานแต่เช้า กลับค่ำหลังลูกน้องทุกคน แต่ลูกน้องหลายคนลาออก เนื่องจาก รับไม่ได้กับความไร้คุณธรรมของเขา หากลูกน้องคนไหนลาป่วยหรือพ่อแม่ป่วย เขามักแสดงอารมณ์เสีย โทรสอบถามข้อมูลทางโรงพยาบาลนั้น ทำให้ลูกน้องบางคนรู้ทันเขา บางโรงพยาบาลจะปกปิดข้อมูลให้ซึ่งหากผู้ป่วยร้องขอ และที่สำคัญเขาขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในงาน ”
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของผู้นำที่ทำงานแบบ “ผู้ตามไล่ล่า” มากกว่าผู้นำที่ดี
ทั้งหมดทั้งมวล เรื่องคุณสมบัติผู้นำนั้น ไม่มีใครมีพร้อมทุกข้อมาแต่เกิด อาศัยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวหล่อหลอม พร้อมจิตสำนึกที่ดี ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ผู้นำที่ดีต้องหมั่นทบทวน จุดอ่อนและจุดแข็งในตัว บันทึกหรือChecklistไว้ ทั้งแง่ของบุคลิกภาพและลักษณะนิสัย เปิดกว้างรับข้อมูลป้อนกลับ(Feedback)จากทุกคนในทีมงาน
ผู้เขียนนั้น ขอแนะนำ ให้ใช้เวทีการรับฟัง Feedback จากทีมงานในสถานการณ์ เช่น ประชุมกลุ่มย่อยประจำเดือน หลังการประเมินผลปฎิบัติงานกลางปีปลายปี หลังเลิกงานเรียกพบซักถามปัญหาที่พบในงานหรือบุคคล เป็นต้น ไม่ต้องกลัวว่า นั่นหมายถึงความอ่อนแอหรือเสียหน้า แต่กลับเป็น ตัวช่วยที่ดี ในการมองเห็น “กระจกสะท้อนตนเอง” ที่ให้คำตอบว่า …..คุณควรเป็นผู้นำหรือผู้ตาม (ไล่หลัง) ดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูล
https://.wikipedia.org