สถาบันราชประชาสมาสัยจัดตั้งขึ้น ?

pain.jpg

ผู้ป่วย เกิดความทุกข์ทรมานทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ เสียความเชื่อมั่นตนเอง รวมทั้งการอยู่ร่วมกันในสังคม ถูกแบ่งแยกจากกลุ่มอย่างเด่นชัด การใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยยากลำบาก ไม่เป็นที่ยอมรับจากเพื่อน ที่ทำงานและสังคม บางคนไม่ไปทำการรักษากลัวที่ทำงานรู้ กลัวถูกรังเกียจ กลัวการถูกไล่ออกจากงาน นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของผู้ป่วยโรคเรื้อน …
โรคเรื้อน(Leprosy) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียตระกูลเดียวกับวัณโรค เป็นโรคที่เกิดบริเวณผิวหนังและเส้นประสาทส่วนปลาย สามารถเกิดโรคในคนหรือในสัตว์บางชนิด เช่น ลิง แต่อาการไม่รุนแรงเฉียบพลันจนทำให้ผู้ป่วยถึงแก่ความตาย มีอาการลุกลามอย่างช้า ๆ ในระยะหลัง ทำให้เกิดความพิการ การกุด การหงิกที่ มือ เท้า ใบหน้า และใบหู ทำให้เป็นที่รังเกียจแก่คนทั่วไป ในบางรายที่คนในครอบครัวเป็นโรคเรื้อน มีโอกาสผู้คลุกคลี อาจติดเชื้อได้ทางการไอ จามรดกัน หรือในบางรายที่มีอาการหนักมากมีเชื้อตามโพรงจมูก
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงตระหนัก ห่วงใยและใส่ใจให้สำคัญกับผสกนิกรที่เกิดภาวะความเจ็บป่วยด้วยโรคนี้ จึงมีโครงการในพระราชดำริขึ้น โดยจัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในปี พ.ศ.2499 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินทุนอานันทมหิดล แก่กระทรวงสาธารณสุข สร้างอาคารภายในบริเวณสถานพยาบาลโรคเรื้อนพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และนำเงินที่เหลือจากการก่อสร้าง สร้างมูลนิธิราชประชาสมาสัย อีกทั้ง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับมูลนิธิไว้ในพระบรมราชูปถัมภ์ อีกด้วย
นอกจาก มีพระราชดำริก่อตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย ในการดูแล การพยาบาลผู้ป่วยโรคเรื้อน แล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จัดตั้งโรงเรียน ราชประชาสมาสัย ณ ตำบลบางจาก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เพื่อรับลูกหลานของผู้ป่วยที่ถูกเลี้ยงแยกมา ได้มีที่ศึกษาเล่าเรียน มีวิชาความรู้ไนการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างปรกติสุข
นับแต่วันนั้นถึงวันนี้ ประเทศไทย มีการบริหารจัดการด้านระบบสุขภาพ การจัดการโรคเรื้อนได้สำเร็จ มีผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรมสนองพระราชดำริพระองค์ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต้นปี พ.ศ. 2558 พบผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ขึ้นทะเบียนรักษา 576 ราย กระจายตามภูมิภาคต่างๆ มีระบบการบริการสาธารณสุขทั่วถึง และการจัดการกับโรคได้อย่างดีเยี่ยม อันเนื่องมาจากสายพระเนตรที่ยาวไกลในการป้องกัน แก้ปัญหาของพระองค์
พระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สิ้นสุดมิได้ ……..

……………………………………………….
Cr. Information &Picture 

www.woodrufflawyers.com
www.thaileprosy.ddc.moph.go.th
www.rdpb.go.th

บทความ  หลักสูตร  อบรม  โรคเรื้อน  ในหลวง  ร.9  สถาบัน  ราชประชาสมาสัย  ประสิทธิภาพ  Leprosy  กรุณา   

Advertisements

ปลาทรงเลี้ยงจากแม่น้ำไนล์

ปลานิล.jpg

ในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ อยู่ในระหว่างที่ประเทศไทยได้รับผลกระทบจากหลังภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 ประชาชนประสบปัญหาเรื่องสุขภาพ ขาดแคลนอาหาร ข้าวยากหมากแพง
ในครั้งนั้น ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งจัดตั้งโครงการขึ้นมาจำนวนมาก เพื่อช่วยเหลือพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ให้คลายทุกข์และพ้นจากภาวะวิกฤติดังกล่าว หนึ่งในนั้น คือ โครงการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาหมอเทศ
ในปี พ.ศ. 2494 พระองค์ได้รับพันธุ์ปลามาจากนักชีววิทยาประมงท้องถิ่นที่ทำงานให้กับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ( Food and Organization of United Nations: FAO)
ดังนั้น พระองค์มีพระราชดำริ ให้เจ้าหน้าที่จากกรมประมงดัดแปลงสระว่ายน้ำภายในพระที่นั่งอัมพรสถานให้กลายเป็นบ่อเพาะพันธุ์ปลาและทรงพระราชทานลูกปลาที่ทรงเพาะเลี้ยงให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหน่วยงานต่างๆ นำไปเพาะเลี้ยง แจกจ่ายให้กับประชาชน

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87

ต่อมาในปี พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ทรงจัดส่งลูกปลาเข้ามาน้อมเกล้า ฯ ถวายพันธุ์ Tilapia Nilotica จำนวน 50 ตัว ให้กับพระองค์ เล่ากันมาว่าลูกปลาเหลือรอดจากการเดินทางในครั้งนั้น เพียง 10 ตัวเท่านั้น พระองค์ได้นำมาเพาะเลี้ยงในสวนจิตรลดา และพระราชทานนามว่า “ ปลานิล ” ตามแหล่งที่มาของปลาชนิดนี้จากแม่น้ำไนล์ ( Nile) ส่วนในสื่อมวลชนญี่ปุ่นกล่าวถึงที่มาของชื่อปลานี้ว่า “นิล” มาจากตัวอักษรคันจิตัวหนึ่งในพระนามอากิฮิโตะ คือ ตัว 仁 ตัวอักษรนี้ในภาษาญี่ปุ่นมีวิธีอ่านสองแบบ คือฮิโตะหรือนิน
ปลานิล (Cichlidae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tilapia niloticus สามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำกร่อย มีเป็นรูปร่างคล้ายปลาหมอเทศ (O. mossambicus) แตกต่างกันที่ ปลานิลมีลายสีดำและจุดสีขาวสลับกันไป บริเวณครีบหลัง ครีบก้นและลำตัวมีสีเขียวปนน้ำตาล มีลายดำพาดขวางตามลำตัว มีความยาวประมาณ 20-30 เซนติเมตร
อาหารของปลานิล คือ ไรน้ำ, ตะไคร่น้ำ, ตัวอ่อนของแมลง, กุ้งฝอย ตลอดจนพืชผักชนิดต่าง ๆที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ

สารพัดประโยชน์ของปลานิล ที่คุณอาจไม่เคยรู้ 

1. เพิ่มการทำงานระบบประสาทและสมองเพราะปลานิลที่โอเมก้า 3 ไม่น้อยไปกว่าปลาทะเลน้ำลึกบางพันธุ์ ช่วยเพิ่มการจดจำของสมอง และป้องกันโรคสมองเสื่อม หรืออัลไซเมอร์
2. มีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะแก่การนำไปประกอบอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง
3. แหล่งโปรตีนที่สำคัญ ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
4. ไขมันน้อย เหมาะสำหรับการรับประทานเพื่อสุขภาพหรือลดน้ำหนัก เช่น ผู้ป่วยไขมันอุดตันเส้นเลือด ไขมันพอกตับ ภาวะน้ำหนักเกิน
5. ผิวพรรณสดใสเต่งตึง เพราะปลานิลมีคอลลาเจนตามธรรมชาติ เมื่อรับประทานเป็นประจำช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้แก่ผิวพรรณ เปล่งปลั่งสดใส
6. ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดและหัวใจเพราะเป็นปลาที่มีโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ 
แม้ปัญหาการขาดแคลนอาหารจะเริ่มบรรเทาลง แต่พระองค์ยังทรงมีพระราชกระแสรับสั่งพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลอย่างต่อเนื่อง เช่น ปลานิลแดง ซึ่งเป็นการพัฒนาโดยการผสมระหว่างปลาหมอเทศและปลานิล เป็นต้น
ต่อมาภาคเอกชนมีการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิล ให้มีความทนต่ออากาศ แหล่งน้ำ ลักษณะลำตัวใหญ่ขึ้น เช่น ปลาทับทิม เป็นการพัฒนาสายพันธุ์จากปลานิล โดย บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี สามารถนำมาเลี้ยงได้ดีในน้ำกร่อย เนื้อแน่น มีรสชาติอร่อยกว่าปลานิลธรรมดา ลักษณะผิวของปลามีสีขาวอมแดงระเรื่อคล้ายทับทิม จึงได้รับการพระราชทานนามจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า “ปลาทับทิม”
ยังมีปลาอีกหลายสายพันธุ์ ที่ทรงดูแลและพัฒนาขึ้นอีก เช่น ปลากระโห้ปลาที่เป็นสัญลักษณ์ กรมประมง กรุงเทพมหานครฯ เป็นปลาน้ำจืดที่เกล็ดมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมงนำมาเพาะเลี้ยงไว้ในบ่อสวนจิตรลดา ซึ่งปลาชนิดนี้ เข้าข่ายว่าใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที แต่ต่อมาเมื่อผสมเทียมได้สำเร็จ สามารถนำปล่อยคืนสู่ธรรมชาติดังเดิม
……………………………………………………………………….
Cr.Picture & information 
http://www.rdpb.go.th
http://www.ohm.go.th
http://www.tnewsonline.tv/contents/17204
http://www.sanook.com 
http://www. pasusat.com

บทความ  ความรู้  ร.9  ในหลวง  พ่อหลวง  ปลานิล  ปลาทับทิม  ปลาทรงเลี้ยง  โครงการพระราชดำริ  FAO

ปลากระโห้  กรมประมง  ซีพี CP

“ วุ้นชุ่มปาก ” หนึ่งในโครงการพ่อหลวง ร.๙

jelly.gif

เราอยากรับประทานอะไรก็ตามใจปากได้ แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งช่องปาก(Oral Cancer) ไม่มีสิทธิ์ได้เลือกทานตามใจชอบมากนัก ด้วยพยาธิสภาพของโรคที่เป็น
ปกติช่องปาก (Oral Cavity) ประกอบด้วย เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆภายใน เช่น ริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เนื้อเยื่อภายในปาก เพดานปาก เหงือก ลิ้น
ทุกตำแหน่งในช่องปาก ของผู้ป่วยมะเร็งช่องปากมีโอกาสเกิดมะเร็งได้ทุกส่วน มะเร็งช่องปากพบได้ 3-5% ของโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในร่างกาย เป็นโรคมะเร็งพบบ่อย 1 ใน 10 ตั้งแต่ผู้ใหญ่วัยกลางคน อายุ 40 ขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่พบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

mouth.jpg

สาเหตุ 
1) การสูบบุหรี่เป็นเวลานาน
2) ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประจำ
3) เคี้ยว หมาก พลู ยาฉุน ยาเส้น เนื่องจากสิ่งต่างๆเหล่านี้ มีสารก่อมะเร็งเจือปน
4) การระคายเคืองของเยื่อเมือก เยื่อบุช่องปาก ไม่ได้รับการรักษาเช่นฟันผุ เหงือกอักเสบเป็นหนองเรื้อรัง
5) ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น HPV, Human Papilloma virus หรือการมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปาก (Oral sex)

 อาการของมะเร็งช่องปาก 
1) มีฝ้าสีขาว (Leukoplakia) หรือสีแดง (Erythroplakia) ในเยื่อเมือกบุช่องปาก หรือลิ้น
2) มีแผลในช่องปากที่รักษาไม่หาย นานเกิน 2-3 สัปดาห์
3) มีตุ่ม ก้อนในช่องปากขนาดใหญ่ บางครั้งอาจใหญ่โตมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจไม่มีอาการเจ็บปวด
4) มีก้อนเนื้อบริเวณเหงือก พื้นปาก เพดานปาก มีผลทำให้ฟันโยกหรือหลุด ผู้สูงอายุบางราย ไม่สามารถใส่ฟันปลอมได้
5) มีการกลืนลำบากหรือมีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร จากการอุดกั้นของก้อนเนื้อ หรือจากการเจ็บแผลมะเร็งภายในปาก
6) มีเลือดออกกระปริบ กระปรอยหรือออกผิดปกติในช่องปาก
7) มีก้อนที่ลำคอ บริเวณต่อมน้ำเหลืองลำคอโต มักไม่มีอาการเจ็บปวด

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจ พอจะทราบที่มาที่ไปของอาการผู้ป่วยอย่างคร่าวๆแล้ว สำหรับอาการที่ค่อนข้างใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหารเครื่องดื่มต่างๆ ได้อย่างยากลำบาก ซึ่งรวมไปถึงผู้ป่วยในภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ
โครงการน้ำลายเทียมในพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระองค์มีพระประสงค์ช่วยเหลือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการผลิตน้ำลาย ให้ผู้ป่วยมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการกลืนลำบาก การแสบคอ ส่งผลให้ผู้ป่วยพูดไม่ชัด จึงทรงรับสั่งให้สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิทันตนวัตกรรมในพระบรมราชูปถัมภ์ ทำการศึกษาวิจัย จนสามารถผลิตน้ำลายเทียม ตามพระประสงค์เป็นที่เรียบร้อย ซึ่ง           “วุ้นชุ่มปาก” ( Oral Moisturizing Jelly ) คือสูตรต้นแบบนวัตกรรมน้ำลายเทียมชนิดเจล ที่คิดค้นขึ้นในโครงการน้ำลายเทียม
นอกจากจะใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยมะเร็งช่องปากแล้ว ยังใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยที่เกี่ยวกับการสร้างต่อมน้ำลาย โรคเกี่ยวกับหลอดคอ โรคเกี่ยวกับกล่องเสียง หรือผู้ป่วยที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาต้านซึมเศร้า ยาขับปัสสาวะ ยารักษาการอักเสบ ยกเว้นกลุ่มสเตรียรอยด์
ลักษณะวุ้นชุ่มปาก เป็นวุ้นใสเหมือนเจล มีให้เลือกหลายกลิ่น หลายรสชาติ เช่น กลินมิ้นท์มะนาว กลิ่นสตรอเบอร์รี่ ให้ความชุ่มชื้นในปากได้ยาวนานถึง 2 ชั่วโมง 40 นาที ผู้ป่วยที่ใช้น้ำลายเทียมไป 2-4 สัปดาห์ พบว่า ช่วยบรรเทาอาการปากแห้งได้อย่างดี และเมื่อใช้ไป 1 เดือน ช่วยให้น้ำลายมีค่าความเป็น กรด-ด่าง ปรับค่าความเป็นกรด -ด่าง ได้ดีกว่าตอนก่อนใช้
ในต่างประเทศพบว่า น้ำลายเทียมชนิดเจล มีราคาสูงมาก เมื่อนำมาจำหน่ายในไทยผู้ป่วยต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูง ผู้ป่วยบางรายหรืออยู่ห่างไกลชนบทที่มีรายได้น้อย ไม่มีโอกาสหาซื้อมารับประทาน
แต่โครงการในพระราชดำรินี้ มิได้จัดจำหน่าย หากแต่แจกจ่ายฟรีสำหรับประชาชนที่มีปัญหาการเจ็บป่วยด้วยภาวะโรค หรือการสร้างน้ำลายเทียม นี้คืออีกหนึ่งโครงการในพระราชดำริ ที่พระองค์ทรงห่วงใยใส่ใจพสกนิกรชาวไทย ด้วยน้ำพระทัยที่เปี่ยมล้น …

CR. Picture : Jelly by fremox – Dribbble , quenchnot.wordpress.com 

บทความ  ความรู้  ร.9  โครงการ  พระราชดำริ  วุ้น  เจลลี่  มะเร็ง  ช่องปาก  cancer  jelly  mouth  พระเจ้าอยู่หัว  พ่อหลวง