จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP)

idp_pic

     หลังจากผ่านกระบวนการ สรรหาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ทั้งทางผลปฏิบัติงานและสมรรถนะความสามารถ เมื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) อาจกำหนดแนวทางพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ความจำเป็น ระยะเวลาและงบประมาณขององค์กร 

          รูปแบบที่จัดทำทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  ex idp.jpg

          การเลือกจัดทำแผนพัฒนา เป็นระยะ 

          – จัดทำแผนพัฒนาระยะสั้น (Short Course) : อบรม(Training) , มอบหมายให้ศึกษางานดังกล่าวแล้วมาสรุป (Reading-Briefing) , ศึกษาดูงานในองค์กรตัวอย่าง (Best Practice) , เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) 

          – จัดทำแผนระยะกลาง (Middle Course) : ระบบจับคู่เพื่อคอยดูแลงานอย่างใกล้ชิด(Buddy) , พี่เลี้ยงคอยดูแลควบคุม (Monitoring) , ผู้เชี่ยวชาญสอนงานใกล้ชิด(Expert Briefing) , มอบหมายให้สังเกตรายงานเป็นระยะ (Observation) 

          – จัดทำแผนระยะยาว (Long Course) : มอบหมายโครงการให้จัดทำ (Project Assignment) , ส่งศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น (Continuing Education) 

          ตัวอย่างแผนพัฒนารายบุคคล(จากภาพ) ต้องลำดับการพัฒนาที่เร่งด่วนและสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ อาจแบ่งระยะเวลา พัฒนาแต่ละ GAP ที่พบแตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่า แต่ละรูปแบบต้องพัฒนาระยะสั้นหรือพัฒนาระยะยาว มีการผสมผสานรูปการพัฒนาในหนึ่งตำแหน่งต่างกัน แต่เมื่อจบการพัฒนาแต่ละจุด ต้องมีการประเมินผลลัพธ์ที่ได้ และทำการ Feedback ให้พนักงานท่านนั้นรับทราบ เพื่อนำมาปรับปรุง ส่งเสริมศักยภาพ (High Potential) ต่อไป 

          แต่ละองค์กรต้องมีการวางแผนพัฒนาที่เป็นรูปแบบมาตรฐานตนเอง ไว้ก่อน หลังมีการประเมินผลปฏิบัติงาน(KPI) ประเมินสมรรถนะความสามารถ(Competency)ในงานปลายปีแล้ว ผู้จัดทำที่รับผิดชอบดูแลแผนพัฒนา ควรมีการประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวม นำเสนอ วางรูปแบบ เสนองบประมาณ ที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 

……………………………………………………………

คำถามชวนคิด 

แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) นั้น ควรใช้พัฒนาบุคคลกลุ่มใดในองค์กร ? 

1) กลุ่มหัวหน้างาน , ผู้จัดการ 

2) กลุ่มพนักงานทำงานเกรด A ,B 

3) กลุ่มพนักงานที่หัวหน้าแผนกคัดเลือกขึ้น 

4) พนักงานที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน 

5) กลุ่มพนักงานดาวเด่น 

คำตอบ คือ …………………………………………………………………………

………………………………………………………

Cr.picture 

http://www.aussiecon4.org.au/read-books 

 IDP  GAP  จัดทำ  แผนพัฒนา  รายบุคคล  feedback  training  high  potential 

 บทความ  อบรม  บุคคล  HR  HRD  KPI competency  ตัวอย่าง 

Advertisements

ภาษากายต้องห้ามสำหรับหัวหน้า

courage3

หากคุณ คือ ผู้นำในวันนี้ ต้องอ่านบทความนี้ เพราะบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี จะนำพาคุณไปสู่เป้าหมายที่วางไว้หรือตกม้าตายก่อนจบเรื่องก็เป็นได้ ยิ่งหากดำรงตำแหน่งอยู่ในระดับหัวหน้างานแล้วล่ะก็ หน้าตา ท่าทางและคำพูด สำคัญมากในการบริหารงาน เพราะสิ่งเหล่านี้ จะสะท้อนความเป็นตัวตนของตัวคุณเอง ดูสุขุม สุภาพ น่าเกรงขาม เกรี้ยวกราด หยาบกระด้างหรือทำให้คนเกลียดเพราะคำพูด ทำให้คนรักเพราะท่าทาง มีให้เห็นมามากแล้ว
วันนี้ผู้เขียนจึง นำมาบอกเล่าสู่กันฟัง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพสู่ผู้นำที่สง่างาม
ภาษากายแบ่งได้เป็น 2 แบบ คือ ภาษากายเชิงบวกและภาษากายเชิงลบ กล่าวคือ หากหัวหน้าไม่อยากให้ผู้คนรอบข้างมองในแง่ลบ เราเป็นหัวหน้าที่ยิ่งทะนง ยโสโอหัง ควรฝึกภาษากายในเชิงบวกไว้ เพราะภาษาในด้านลบย่อมส่งผลต่อความเคารพ ศรัทธาของผู้คนรอบข้าง สื่อถึงการดูถูกบุคลิกภาพภายในตัวหัวหน้า

 ภาษากายที่คุณต้องห้าม 

– การสั่งงาน ห้ามใช้นิ้วชี้สั่ง ไม่ว่ากรณีใดๆ ควรผายมือ 45 องศา ลงไปในตำแหน่งที่ต้องการสั่ง หรือหากต้องการชี้ตำแหน่งสำคัญในกระดาษให้ลูกน้องเห็น อาจใช้ปากกาทาบวางไปบนตำแหน่งดังกล่าว ทำมุม 45 องศา
– การใช้น้ำเสียง หลายครั้งที่ลูกน้องทำงานได้ไม่น่าพึงพอใจ หรือทำงานอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาตรฐาน หัวหน้ามักใช้สีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวด เสียงแข็ง นั้นคือ สิ่งที่ผิดพลาดอย่างแรง สิ่งที่ต้องปรับเปลี่ยน คือ หัวหน้าทำน้ำเสียงจริงจัง สั่งงานพูดคุย กดเสียงโทนต่ำ สีหน้านิ่ง มองตรงที่ลูกน้อง พูดตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อมไปหลายโค้ง เพราะการพูดอ้อมไปเรื่อยก่อนเข้าสู่ประเด็น ลูกน้องจะพาลเหมารวมว่าคุณดูเสแสร้ง ไม่จริงใจ
– การใช้น้ำเสียงสูงปรี๊ดหรือด่าประจาน ใช้อารมณ์โกรธลงไปที่ใบหน้าทั้ง คิ้ว ตา จมูก ปาก นั่นแหละ คือคุณแพ้พ่ายการกระทำของลูกน้อง คุณมีอารมณ์ไม่มั่นคงพอที่จะควบคุมใคร หากเจอปัญหาแบบนี้บ่อยๆ เชื่อเถอะอีกหน่อย ลูกน้องขวัญกระเจิงหนีหายไปกันหมด แล้วคราวนี้ คุณจะหาทีมที่ดีมาร่วมงานได้อีกเมื่อไร วิธีแก้ไข คือ ฝึกควบคุมการตั้งสติ นั่งสมาธิก่อนนอนทุกคืน
– ท่าทางการนั่ง เคยไหมที่คุณเตรียมข้อมูลในการพูดคุยงาน อย่างดี นั่งในท่าที่สบาย แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้าหลายชั่วโมง อิริยาบสเดิมๆคุณกลับมาอีกครั้ง คือ นั่งหลังงอ มือเท้าคาง นั่งเอนหลังบ้าง มือกอดอกฟังลูกน้องพูดเหล่านี้ คือ ท่าทางที่แสดงถึงความไม่มืออาชีพ เสียบุคลิกภาพ ดังนั้น ผู้นำหรือหัวหน้างานที่ดีต้องรักษาท่าทางในการนั่งแบบมืออาชีพ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในงาน นั่งหลังตรง เอนตัวได้เล็กน้อย มือวางพนักเก้าอี้ได้บ้าง ไม่กอดอก เท้าสลับวางแตะพื้นเป็นรูปตัววี มือวางทาบบนโต๊ะฟัง

  ภาษามือสื่อความหมาย 

+ เอามือถูหู แสดงถึงการเบื่อ ไม่อยากฟัง อยากมีส่วนร่วมในการพูดบ้าง 
          + เอามือเกาคอ ลูบคอ แสดงถึง ความไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ 
          + เอามือเท้าคาง แสดงถึง อาการเบื่อหน่าย อยากจบการสนทนา 
          + เอากำปั้นเท้าคาง แสดงถึง อาการครุ่นคิด มีข้อสงสัย 
          + เอามือปิดปาก แสดงถึงการปิดบังอำพรางบางสิ่ง หรือการปกปิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไว้ 
          + เอามือกอดอก แสดงถึงการปิดกั้นไม่รับข้อมูลใดๆ 
          + เอามือเสยผม แสดงถึงความไม่มั่นใจ ไม่พร้อม 
          + เอามือเกาศีรษะ แสดงถึง มีข้อสงสัย ไม่เข้าใจ ไม่พึงพอใจ 

ที่ผู้เขียนเล่ามาทั้งหมดนี้ คือส่วนหนึ่งของภาษากายที่หัวหน้าต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมและฝึกตนเอง ให้ปฏิบัติตนแบบหัวหน้ามืออาชีพ เป็นกิจนิสัย เพราะบุคลิกภาพและภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ได้เป็นพรสวรรค์แต่กำเนิด แต่สามารถฝึกให้เกิดขึ้นได้ด้วยพรแสวงแห่งตน
ครั้งหนึ่ง ผู้เขียนได้รับการปรึกษาจากฝ่ายบริหารองค์กรหนึ่ง เรื่องรักพี่เสียดายน้อง “การปรับเลื่อนตำแหน่งหัวหน้างาน 2 คน” คือ A และ B ให้เลือก 1 คนเป็นผู้จัดการฝ่าย
ดูจากผลการปฏิบัติงาน ความสามารถในงาน ทั้ง A และ B นั้นดีเยี่ยมเท่ากัน ประสบการณ์ทำงานนานเท่ากัน อีกคนจบจากต่างประเทศ อีกคนทำงานจากต่างประเทศ แต่ในที่สุด ผู้บริหารตัดสินใจเลือก B เนื่องจาก B มีความมั่นคงทางอารมณ์ พูดจาฉะฉาน บุคลิกภาพการแต่งตัวดี ส่วน A ค่อนข้างเจ้าอารมณ์ ใจร้อน ภาพลักษณ์ที่หลายคนพบภาพแรก คือ ดูหน้าตาดุ คิ้วขมวด พูดน้อย
ดังนั้น บุคลิกภาพ ท่าทาง การพูดมีความสำคัญมิใช่น้อย หากหัวหน้าท่านใดประเมินตนเองแล้ว ดูบุคลิกภาพเริ่มย่ำแย่ อารมณ์ปรวนแปร ต้องฝึกรับผลการ Feedback พฤติกรรมหัวหน้า จากลูกน้องมาใช้เป็นกระจกสะท้อน คุณไม่อยากรู้หรือลูกน้องคิดอย่างไรกับคุณ ? ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ดีเสียอีกเพราะปรับตัวได้ทัน มีแต่ลูกน้องปรบมือให้รัวๆ

บทความ  หลักสูตร  หัวหน้างาน  ผู้จัดการ  ภาษากาย  ภาษามือ  ท่าทาง  บุคลิกภาพ  feedback

ภาพลักษณ์  พัฒนาบุคลิก  personality

คุณควรเป็นผู้นำหรือผู้ตาม ??

Lion_waiting_in_Namibia

ในการทำงานทุกสถานการณ์ สิ่งที่เราท่านเห็นได้จากตัวผู้นำ คือ ความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ที่บางครั้งเกิดขึ้นเองโดยสัญชาตญาณมาแต่เกิด หรืออาศัยการบ่มเพาะจากสิ่งแวดล้อมภายในและสิ่งแวดล้อมภายนอก เป็นตัวกระตุ้นให้ “จุดประกายไฟ” แห่งผู้นำ ขึ้นมาได้
หากเราสังเกตการดำรงชีวิตผู้นำอย่าง “สิงโตเจ้าป่า” ด้วยความที่สิงโตมีนิสัยสุขุมและสง่างาม โดยเฉพาะสิงโตตัวผู้ จะมีขนสร้อยคอยาวฟูฟ่อง ขนปลายหางเป็นพู่ มีน้ำหนักตัวประมาณ 250 กิโลกรัม (550 ปอนด์) ตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า มักทำหน้าที่ล่าเหยื่อ มีน้ำหนักประมาณ 180 กิโลกรัม (400 ปอนด์) มีอายุยืนถึง 10-20 ปี พวกมันมีนิสัยชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม โดยจะมีสิงโตตัวผู้เป็นจ่าฝูงคอยปกป้อง ดูแลความปลอดภัยให้แก่ฝูงสิงโตใหญ่น้อย
นั่นแสดงให้เห็นว่า แม้แต่สิงโตซึ่งอยู่ในป่า ยังเป็นสัตว์สังคม มีการพึ่งพิงและพึ่งพาอาศัยกัน ซึ่งกันและกัน โดยลักษณะผู้นำกลุ่มนั้นมีความพิเศษที่แตกต่างจากกลุ่ม สามารถปกป้องและดูแลความปลอดภัยในกลุ่มได้
หากเราย้อนกลับมาดูเรื่องของ “ ผู้นำ” ในสังคมมนุษย์ ที่มีความแตกต่างตามวิถีการดำเนินชีวิต สังคม สภาพเศรษฐกิจ มีการอยู่รวมในสังคมหลากวรรณะ หลายเชื้อชาติ บางคนไม่ต้องสง่างาม ตัวใหญ่แต่แลดูน่าเกรงขามในหน้าที่ผู้นำเยี่ยงสิงห์ นั่นเพราะอะไร??
วันนี้เรามาทราบคุณสมบัติ ผู้นำที่ดี ที่หลายคนอาจมีอยู่แล้วในตัวและหลายคนอาจมีเหลือน้อยในใจก็เป็นได้ ผู้นำที่ดีนั้น ควรมีคุณสมบัติอย่างไร
คุณสมบัติผู้นำของทีมหรือองค์กร
• มีความกระตือรือร้น แน่นอนหากใครเป็นผู้นำแล้วทำงานอย่าง เช้าชามเย็นชาม หรือเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ทีมงานนั้นย่อมมีประสิทธิภาพการทำงานต่ำ เนื่องจากผู้นำขาดความกระตือรือร้น เพื่อความสำเร็จ
• มีความอดทน ผู้นำที่ดีต้องมีความอดทนเกินลูกน้องเป็นสิบเท่าตัว หากพบปัญหาในงานหรือสถานการณ์ที่กดดัน ผู้เป็นผู้นำที่ดีนั้น จะสุขุม ไม่ใช้ปาก “เป็นกรรไกรตัดใคร”ในทันที ใช้สติ คิดพิจารณา ไตร่ตรองในการแก้ปัญหา ไม่เว้นแม้แต่ ความอดทนในเรื่องอารมณ์เสีย ต่อการกระทำซ้ำซาก ของลูกน้องจอมกวน ที่ต้องแก้ไข โดยหน้าที่ของผู้นำที่ดี
• มีความยุติธรรม เรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญ หากใครเป็นผู้นำ แล้วถูกลูกน้องผู้ใต้บังคับบัญชา กล่าวถึง ไม่ได้รับความเสมอภาค ให้ผู้นำไตร่ตรอง ความคิดและการกระทำตนเอง รีบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ตามกระบวนการสร้างแรงจูงใจ ทั้งทางบวกและทางลบ ตามเหมาะสมแต่ละเหตุการณ์ ไม่เอาใจ ไม่ตามใจแต่ถูกใจและถูกต้อง
• มีความถ่อมตัว ผู้นำที่ดีนั้น ไม่ใช่คนที่คนที่ใหญ่โตด้วยอำนาจ แต่สุขุม เรียบง่ายด้วยบารมีความคิด มีภาษิตกล่าวว่า
“ ถ้ามีคนหนึ่ง บอกว่าคุณเป็นม้า
ยิ้มให้เขา…
ถ้ามีสองคนบอกว่าคุณเป็นม้า
หยุดคิดสักนิด….
ถ้ามีสามคนบอกว่าคุณเป็นม้า
ออกไปซื้ออานม้า มาได้แล้ว ”
ผู้นำจึงมีความถ่อมตัวและสง่างาม โดยไม่ต้องแสดงตัวให้มากเกิน แต่เฉียบคมด้วยความคิด
• มีความมั่นใจ แน่นอน ผู้นำที่มีลักษณะเช่น “หัวเต่า” หดและยืดอยู่ภายในกระดอง คงไม่มีใครอยากร่วมงานด้วย เพราะนั่นหมายถึง การยอมรับความพ่ายแพ้ต่อความสำเร็จ ทุกประเด็น แล้วลูกน้องจะพึ่งพาใครได้ล่ะ ถ้าหัวหน้าขาดความเชื่อมั่น ดังนั้น เมื่อก้าวขึ้นสู่ ความเป็นผู้นำ จึงควรสั่งสมความมั่นใจในทุกสถานการณ์ หมั่นหาหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพ ด้านความเป็นผู้นำ เป็นเครื่องมือพัฒนาศักยภาพตนเอง ที่สำคัญอย่ามั่นใจเกินร้อยมากไป เพราะอาจสร้างความไม่พอใจเป็นที่หมั่นไส้ แก่ผู้อื่นได้ง่าย
• มีความอบอุ่น ซึ่งไม่ได้แปลว่าแฟมิลี่แมนเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงผู้นำที่มีความเอาใจใส่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชาและใส่ใจในหน้าที่การทำงานภายในทีม เช่น ลูกน้องไม่สบายมีกระเช้าเยี่ยมไข้ ตอนเช้ายิ้มแย้มทักทาย ถามสารทุกข์ สุขดิบของลูกน้อง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เกิดเพียงครั้งเดียว แล้วเงียบไป แต่ควรฝึกให้เป็นกิจนิสัย โดยระบบอัตโนมัติของความคิด แน่นอน ผู้นำที่เย็นชาและก้มหน้าหน้าดำอยู่กับโต๊ะทำงาน ใครที่ไหนอยากร่วมงานด้วย
• มีคุณธรรม ประเด็นนี้เป็นคุณสมบัติสำคัญ ที่ผู้นำทุกคนต้องสร้างไว้และหมั่นถ่ายทอดคุณธรรมจริยธรรมที่ดี ให้เกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กร
ครั้งหนึ่ง มีผู้อาวุโสท่านหนึ่ง เล่าให้ฟังว่า “ หัวหน้างานของเขาเป็นคนขยันมาก มาทำงานแต่เช้า กลับค่ำหลังลูกน้องทุกคน แต่ลูกน้องหลายคนลาออก เนื่องจาก รับไม่ได้กับความไร้คุณธรรมของเขา หากลูกน้องคนไหนลาป่วยหรือพ่อแม่ป่วย เขามักแสดงอารมณ์เสีย โทรสอบถามข้อมูลทางโรงพยาบาลนั้น ทำให้ลูกน้องบางคนรู้ทันเขา บางโรงพยาบาลจะปกปิดข้อมูลให้ซึ่งหากผู้ป่วยร้องขอ และที่สำคัญเขาขาดความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ในงาน ”
นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่าง ของผู้นำที่ทำงานแบบ “ผู้ตามไล่ล่า” มากกว่าผู้นำที่ดี
ทั้งหมดทั้งมวล เรื่องคุณสมบัติผู้นำนั้น ไม่มีใครมีพร้อมทุกข้อมาแต่เกิด อาศัยประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมเป็นตัวหล่อหลอม พร้อมจิตสำนึกที่ดี ในการทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ผู้นำที่ดีต้องหมั่นทบทวน จุดอ่อนและจุดแข็งในตัว บันทึกหรือChecklistไว้ ทั้งแง่ของบุคลิกภาพและลักษณะนิสัย เปิดกว้างรับข้อมูลป้อนกลับ(Feedback)จากทุกคนในทีมงาน
ผู้เขียนนั้น ขอแนะนำ ให้ใช้เวทีการรับฟัง Feedback จากทีมงานในสถานการณ์ เช่น ประชุมกลุ่มย่อยประจำเดือน หลังการประเมินผลปฎิบัติงานกลางปีปลายปี หลังเลิกงานเรียกพบซักถามปัญหาที่พบในงานหรือบุคคล เป็นต้น ไม่ต้องกลัวว่า นั่นหมายถึงความอ่อนแอหรือเสียหน้า แต่กลับเป็น ตัวช่วยที่ดี ในการมองเห็น “กระจกสะท้อนตนเอง” ที่ให้คำตอบว่า …..คุณควรเป็นผู้นำหรือผู้ตาม (ไล่หลัง) ดีค่ะ

ขอบคุณข้อมูล
https://.wikipedia.org