นักฟังที่ดี ไม่พลาดทุกงาน

นักฟัง.jpg

“ ไม่ควรพูดทุกคำที่คิด แต่ควรคิดทุกคำที่พูด ” เพราะการพูดเรื่อยเปื่อย พูดตลอดเวลา ไม่ละโอกาสให้ใครนำเสนอบ้าง อาจไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง ซ้ำยังทำให้ไม่รู้ความคิดเห็นของฝ่ายตรงข้าม แทนที่จะได้ข้อมูลกลับได้เปิดเผยข้อมูลตนเองเสียอีก

ควรใช้สติไตร่ตรองพิจารณา ให้รอบคอบ “ คำบางคำอาจใช้ได้กับคนบางคน แต่คนบางคนอาจใช้ได้กับคำบางคำ ” นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนในสังคมต้องพึงระลึก ทุกขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับคนหมู่มาก ไม่ว่าอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ใด หัวหน้า ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ลูกค้าหรือคู่แข่งทางการค้า หากคุณมีทักษะการพูดและการฟังที่ดี ย่อมส่งผลให้คุณมีชัยชนะทุกงานไปกว่าครึ่งทาง แน่นอน!!!

“ การฟัง ” ถือเป็นคลังอาวุธทางปัญญา ที่สำคัญไม่น้อยกว่าการพูด ติดตัวมนุษย์มาแต่เกิด ไม่ต้องไม่แสวงหามาจากไหน ทุกคนฟังมาแต่เกิดก่อนการพูดเสียอีก แต่จะอีกสักกี่คนที่ “ ฟังเป็น” เลือกจะรับไว้ เลือกจะปล่อยผ่าน การฟังเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่หลายคน ประสบความสำเร็จทางการเจรจาต่อรอง การประกอบธุรกิจ จากการใช้ทักษะการฟังที่ดีนี่แหละ

ขอยกตัวอย่าง นักขายในธุรกิจเครือข่ายด้านสุขภาพท่านหนึ่ง เป็นคนพูดเก่งมาก บุคลิกภาพดี มีทักษะการพูดที่ดี มีน้ำเสียงนุ่มนวลน่าฟัง แต่มักพูดแต่เรื่องของตนเอง เรื่องสินค้าตนเอง ไม่สนใจประเด็นอื่นๆของสินค้าที่เกิดขึ้น เพราะเขามีความมั่นใจในตนเองสูงมาก

…. อีกไม่นาน สินค้า ย่อมมีคู่แข่งเข้ามาเป็นข้อเปรียบเทียบ ? 
         …. ใครอยากนั่งฟังคนพูดมากๆ ฝ่ายเดียวล่ะ ? 
         …. ความมั่นใจสูงมากทุกสถานการณ์ ทำให้ผู้อื่นมองในทางลบได้ ? 
         …. บุคลิกภาพดี แต่งตัวดี พูดดี แต่ไม่รับฟังใคร ก็อาจตกม้าตายตอนจบได้ ? 
         ….บางครั้ง สินค้าถูกแบน ผู้ขายถูกแบน ตลอดไป ? 
         ….. เพื่อนเลิกคบเพราะพูดมาก พูดเยอะ พูดพร่ำเพรื่อ ? 

ดังนั้น การฟังให้มาก ถือเป็นหัวใจของผู้พูด หัวหน้างานที่ดี นักพูดที่ดี
เทคนิคการฟังที่ดี ประกอบด้วย

1. ผู้ฟังต้องมีสมาธิ ฝึกนิ่ง รับฟังในเรื่องที่อยู่ในประเด็นที่เกิดขึ้น 
หากใครมีปัญหาการฟัง ไม่สามารถอดทนต่อการฟังนานๆ ผู้เขียนแนะนำ ให้ฝึกนั่งสมาธิก่อนนอนวันละ 30 นาทีและตื่นมาทำสมาธิช่วงเช้าก่อนไปทำงานวัน 10 นาที อันนี้ช่วยได้มาก ฝึกในช่วงแรกๆ อาจมีกระสับกระส่าย แต่เมื่อนานไปสักระยะ 1-2 เดือน จะมีความสงบนิ่ง รับรู้ประเด็นต่างๆอย่างแยบยลขึ้น เรียกว่า มีกึ๋น รู้เท่าทันผู้อื่น

2. มองสายตาแบบ 2 4 8 10 การรับฟังอย่างตั้งใจ 
การมอง ถือเป็นสิ่งสำคัญซึ่งแสดงถึงการยอมรับ การเคารพ การให้เกียรติผู้พูดในขณะนั้น ไม่ใช่มองจ้องผู้พูดเพียงตำแหน่งเดียว ไม่มองต่ำ ไม่มองสูง เอียงหน้าไปมาเลื่อนลอย แต่ให้ผู้ฟังฝึกมองผู้พูดตามเข็มนาฬิกา เลข 2 4 8 10 วางสายตาเป็นมิตร จ้องมองในข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า ละสายตาบางขณะ ไม่เท้าคางซึ่งเป็นอวัจภาษาที่แสดงถึงอาการเบื่อหน่าย อยากจบเรื่องราว ไม่กอดอกแสดงถึงการปิดรับข้อมูล ไม่เกาศีรษะเมื่อไม่เข้าใจ เบ้ปากบนเมื่อไม่พอใจ เก็บอารมณ์ไว้ภายในใจ เปลี่ยนท่าทางยกมือถามหรือส่งคำถามทางกระดาษสอบถามแทน

3. ฝึกการโต้ตอบ พยักหน้า 2 จังหวะ 
การเป็นผู้ฟังที่ดีไม่ใช่นิ่งเฉย แต่เป็นการตอบสนองเชิงสัญลักษณ์ผ่านสายตาที่จ้องมอง น้ำเสียงตอบรับตามประโยคที่ที่รับการถามตอบ การพยักหน้าตอบรับควรเป็น 2 จังหวะ เมื่อเห็นด้วยหรือเข้าใจในสิ่งที่ผู้พูดกล่าวถึง
ทำไมต้อง 2 จังหวะน่ะหรือ ? เพราะการขานรับแสดงความเห็นด้วยคล้อยตามที่ดูจริงใจ เชื่อมั่นในคำพูดของผู้ที่อยู่ตรงหน้า ถือเป็นการให้เกียรติที่สุภาพ แสดงความเข้าใจ ไม่ควรพยักหน้ามากเกิน ไป บางคนพยักหน้าเข้าใจเรื่องนั้นๆ เป็น 10 ครั้ง อย่างนั้นทำให้ผู้ฟังเสียบุคลิกภาพ

4. หยุดพูดแทรกหรือสอบถามระหว่างดำเนินเรื่อง 
มารยาทที่ดีของการฟัง คือ ในขณะผู้พูดกำลังกล่าวถึง เล่าเรื่องใดๆก็ตาม ผู้ฟังที่ดีต้องตั้งใจฟัง หากสงสัยปัญหาไม่ยกมือถามทันที ถือเป็นการไม่ให้เกียรติผู้พูด ให้เขียนรายละเอียดที่จะถามลงกระดาษบันทึกของตนเอง เพื่อรอสอบถามในช่วงท้ายเรื่องนั้น หรือพักเบรค เว้นเสียแต่ผู้พูดแจ้งไว้ ในช่วงต้นว่าสามารถสอบถามได้ตลอดเวลาที่สงสัย
ซึ่งการสอบถามในเรื่องที่สงสัย กลางห้องประชุมนั้น ผู้ถามไม่ควรยกมือถามเกินคนละ 1-2 คำถาม หากคนๆเดียวสงสัย จิปาถะ ถามเรื่องโน้น เรื่องนี้หลายๆครั้งมากกว่า 2 ครั้ง เสียเวลาผู้อื่น สร้างความรำคาญให้เพื่อนที่ร่วมประชุม ผู้เขียนแนะนำให้เก็บคำถามไว้สอบถามทางกระดาษท้ายรายการ เมลสอบถามตรง หรือขอรับคำปรึกษาตรง

5. คำถามชนะใจผู้ฟัง 
เคยเป็นไหม? เมื่อฟังเรื่องหนึ่งเรื่องใด ฟังการประชุม ฟังการสัมมนา ฟังการปราศรัย เมื่อจบรายการอยากสอบถามบางอย่าง แต่ไม่รู้จะขึ้นต้นคำถามอย่างไร หรือถามแบบใดให้เป็นคำถามที่กินใจผู้ฟังสุดๆ เทคนิคการตั้งคำถามง่ายๆ คือ ประโยคคำถามมีคำขึ้นต้น คำบรรยายและบทสรุปท้ายคำถาม ให้ใช้คำถามแนว ทำไม ? ทำอะไร? ที่ไหน ? อย่างไร?
เช่น คุณได้เข้ารับฟังเรื่องกลยุทธ์การนำ LEAN มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ แต่คุณทำงานด้านการตลาดของบริษัทผลิตกระเป๋าหนังสตรี จึงสงสัยว่า แล้วจะนำเจ้า LEAN นี่ไปใช้ในงานการผลิตกระเป๋าอย่างไร?
คำถามที่ไม่ควรใช้ : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า เราพัฒนาระบบงานตามมาตรฐาน ISO มาตลอด 10 กว่าปีนี้ คิดว่าระบบLEAN มีประโยชน์มากๆนะคะ แต่จะมาเชื่อมโยงกับงานการผลิตกระเป๋าได้อย่างไรคะ เพราะบริษัทเรามีสาขาทั้งในและต่างประเทศ พนักงานกว่า 1000 คน พบปัญหาความยุ่งยากมาก พนักงานทำงานไม่เป็นระบบทั้งที่มีระบบงานที่ดีอยู่แล้ว ? จริงๆเราก็อยากลองทำLEAN ค่ะ แต่ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ระบบใดก่อน (ลักษณะคำถามเชิงบ่นพรรณา ไม่ได้ความ)

คำถามที่ดี : ดิฉันอยู่การตลาด บริษัทผลิตกระเป๋า บริษัทดำเนินธุรกิจมา 10 ปี ค่ะ (คำขึ้นต้น)
บริษัทไม่เคยทำระบบLEAN มาก่อน แต่มีการจัดทำ SOP ,ISO มีระบบประเมินผลงานPMS มีปัญหาเรื่องความซ้ำซ้อนงาน งานช้า สินค้าส่งไม่ทันนานๆครั้งในประเทศยุโรป (คำบรรยาย )
ดิฉันเรียนสอบถามท่านวิทยากร ให้ช่วยเสนอแนะ แนวทางการทำ LEAN ของบริษัท ควรเริ่มทำแผนกใดหรือส่วนงานใดก่อนดีคะ (บทสรุปช่วงท้ายคำถาม)

6. ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi” อมยิ้ม 
คงไม่มีใครอยากพูดให้คนหน้าบูดบึ้งฟัง เพราะพูดไปแล้วเสียอารมณ์เปล่าๆ ไม่มีความสุขทั้งผู้พูดผู้ฟัง ดังนั้น ผู้ฟังที่ดี ต้องช่วยส่งเสริม สนับสนุนผู้พูด ปรบมือชื่นชม อมยิ้มขณะฟังเรื่องที่แปลกใหม่ เรื่องที่ชื่นชอบ เสียงปรบมือแทนคำขอบคุณ ให้เกียรติผู้พูดเมื่อจบการสนทนาในเรื่องนั้นๆ
วิธีการฝึกอมยิ้มให้สวย ต่างจากการฝึกยิ้มให้สวย หลายท่านอาจได้รับทราบว่า หากฝึกยิ้มให้สวยต้องพูดคำว่า “ 14 ” สิบสี่ แต่นั่นคือการฝึกยิ้มสำหรับนางงามนางสาวไทย แต่การฝึกอมยิ้มให้สวยแบบนักฟังที่ดี ต้องฝึกตั้งแต่การส่งสายตายิ้ม ยิ้มแย้มพอดีในขณะฟัง ไม่มากไปและไม่บึ้งตึง ฝึกพูด “ Sexy ” หรือ “ Pepsi”

7. คิดคำถามเชิงบวกและเชิงลบ 
เมื่อจบการฟัง ต้องมีคำถามเกิดขึ้นในใจกับตนเองว่า “ เราจะนำเรื่องราวที่ได้รับไปใช้กับตนเองอย่างไร ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ” หลายครั้ง ที่เรามักจดรายละเอียดจากการฟังอย่างตั้งใจ เมื่อจบการรับฟังเรื่องใดๆก็ตาม คุณวางเอกสารที่จดนั้นลงบนโต๊ะเดิม ทำงานตามหน้าที่ประจำวันต่อไป ไม่ได้นำเรื่องที่ฟังไปใช้ประโยชน์จริง อย่างนั้นเรียกว่า “ ฟังไปก็เสียเวลาเปล่า          ” ให้ปรับตัวเองเป็นนักฟังที่ดีใหม่ มีเป้าหมายในการฟังทุกครั้ง
เมื่อจบการรับฟังทุกเรื่อง ทุกครั้ง ต้องตั้งเป้าหมายกับตนเองเสมอว่า “ นำไปปรับใช้ ต่อยอดอย่างไร ระยะเวลาที่จัดทำ ” เท่านี้ คุณก็ได้ถือว่า เป็นนักฟังที่เลอค่า
ทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนักฟังที่ดี ขึ้นอยู่กับผู้อ่านจะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์แต่ละสถานการณ์ สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่ว่าจะรับฟังเรื่องใด ทุกเรื่องให้แง่คิดในการดำรงชีวิต ขึ้นอยู่กับผู้ฟังจะเลือกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ตำแหน่งหน้าที่ พัฒนาคุณภาพชีวิต
สำหรับ หัวหน้างานที่ดีนั้น ต้องฟังข้อมูลลูกน้องให้มากกว่าพูด เรียบเรียงจัดลำดับปัญหาที่เกิดขึ้น นอกจากการฟังทำให้ผู้ฟังมีความได้เปรียบในการสังเกต ท่าที ท่าทางฝ่ายตรงข้ามแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังมีระยะเวลาจัดลำดับ แยกแยะ วิเคราะห์เรื่องราวที่ได้ฟังอย่างรอบคอบอีกด้วย
หากคิดจะทำการสิ่งใด ฟังให้เยอะพูดให้พอดี ย่อมมีชัยชนะแก่ฝ่ายตรงข้ามแน่นอน ….

เทคนิคจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพงาน

technique

กิจกรรมที่นักจัดฝึกอบรม ดำเนินกิจกรรมตลอดทั้งปี ควรมีสัดส่วน KSA นั่นคือ ความรู้ (Knowledge) ทักษะในงาน(Skill) คุณลักษณะความสามารถ (Attribute) ที่อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม
โดยแต่ละกิจกรรมควรมีการประเมินติดตาม (Follow up) อย่างต่อเนื่อง ตามไตรมาสงาน
นอกจากการจัดโปรแกรมฝึกอบรม (Training) ในหน้าที่งาน และด้านทักษะในงานอื่นๆ ที่มักเรียกติดปากกันว่า Soft Skills แล้ว สิ่งหนึ่งที่นักจัดฝึกอบรมควรคำนึงถึง คือ กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน อาจเป็นกิจกรรมหรือโครงการใหม่ โครงการต่อยอดความรู้เดิม อยู่ที่วัตถุประสงค์(Objective) ของผู้จัดกิจกรรม ว่าต้องการเน้นในเรื่องใด
กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพในงานนี้ โดยทั่วไปมีวัตถุประสงค์สำคัญ ประเด็นแรกคือการกระตุ้นแรงจูงใจ (Motivation) ให้พนักงานมีส่วนร่วมทำกิจกรรม เล็งเห็นความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ ที่ถูกต้อง มีมาตรฐาน พร้อมพัฒนาคุณลักษณะความสามารถ ก่อให้เกิดการเรียนรู้ใหม่ การรวมกลุ่มทีมงาน
สิ่งที่เป็นแรงจูงใจ นั้นอาจมีของรางวัล คะแนนเพิ่มหรือเงินรางวัล เป็นการตอบแทน ยิ่งกระตุ้นความสนใจพนักงานได้มากมายทีเดียว ทั้งนี้
หลักการพิจารณาในการจัดกิจกรรม ขึ้นอยู่กับงบประมาณความเหมาะสมแต่ละองค์กร
กิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน อาจจัดอยู่ในแผนการประเมินสมรรถนะความสามารถปลายปี จัดอยู่ในแผนแม่บทการฝึกอบรมประจำปี (Annual Training Plan) ถือว่ามีประโยชน์มากทีเดียว ก่อให้เกิดความกระตือรือร้นในการทำงาน การสร้างความสามัคคีในองค์กร

ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในงาน 

– บริษัท แมคไทย จำกัด
 โครงการ Mc Friendly Award : โครงการแข่งขันการสร้างความประทับใจ ให้ลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน โดยให้พนักงานทุกคนในบริษัทแมคเป็นผู้ลงคะแนนเสียง
 โครงการ Crew of The Month : โครงการประกวดเพื่อหา Crew ดีเด่นหรือเรียกว่าผู้มีฝีมือ มีผลการปฏิบัติงานในร้านดีเยี่ยม ได้รับการยอมรับจากเพื่อนในทีมงานและผู้จัดการร้าน
 โครงการ Mr /Miss Mc Smile : โครงการแข่งขันกันสร้างความประทับใจการบริการด้วยรอยยิ้ม โดยการส่งรูปถ่ายตนเองหรือรูปเพื่อนร่วมงาน ขณะยิ้มแย้มให้บริการลูกค้าในชุดยูนิฟอร์มของแมค

–  บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
 โครงการ COP Project : โครงการรวมกลุ่มคนทำงาน เพื่อพัฒนาต่อยอด สานต่อ หรือสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นการรวมกลุ่มบุคคลไม่เกิน 4 คน มีระยะเวลาจัดทำโครงการเด่นชัด ผลงานนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง หากกลุ่มใดชนะเลิศได้รับเงินรางวัล คะแนนบวกเพิ่มด้านการประเมินปลายปีและนำเสนอผลงานลงวารสารขององค์กร

technique2

นักจัดฝึกอบรมที่ดีนั้น ก่อนการวางแผนฝึกอบรม ต้องสามารถประเมินแยกกลุ่ม ระดับความสามารถพนักงาน ทั้งองค์กร โดยคัดเลือกกลุ่มดาวเด่น (Talent) ให้เขาได้มีการพัฒนาทักษะที่ควรเป็น วางแผนการเติบโตในสายงานอย่างเป็นขั้นตอน
แต่หากถามผู้ขียนว่า แล้วกลุ่มดาวด้อยหรือบางองค์กรเรียก กลุ่มเด็กมีปัญหา นักจัดฝึกอบรมควรทำอย่างไร คำตอบคือคนมีปัญหาต้องมีเกณฑ์การวัด (Criteria) แบบการประเมินการปฏิบัติงาน (Evaluation Performance) ที่ชัดเจน ไม่ใช่การวัดตามทัศนคติ เพื่อนำสิ่งที่บกพร่องของกลุ่มนี้มาเปรียบเทียบกับ หน้าที่งาน ทักษะความสามารถ มองว่าเขาเหล่านั้นสามารถพัฒนาถึงจุดไหน ตามกรอบงานหรือไม่ ? อยู่ในระดับใด ? จัดโปรแกรมการพัฒนาเพิ่มสิ่งที่เขาขาดหายไป ความรู้ ทักษะ ความสามารถ เมื่อประเมินซ้ำไปมา พบว่า กลุ่มดาวด้อยไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง ควรนำกระบวนการทั้งหมด สรุปเป็นรายงานส่งผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหารเห็นชอบ ควรโยกย้าย หมุนเวียน สับเปลี่ยนงาน หรือเปลี่ยนองค์กรทำงานดีไหม ?
องค์กรขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ สามารถจัดกิจกรรมเพิ่มคุณภาพในงานได้ทุกที่ อาจใช้เทคนิคอื่นๆ เข้ามาเป็นองค์ความรู้ในการจัด เช่น ในกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรม หลังอบรมด้านการลดต้นทุน มีการทำโครงการลีน(LEAN) ในภาคอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม จัดโครงการประกวดการลีน ในแต่ละแผนก
หากนักจัดฝึกอบรม ตั้งใจจริงในการทำโครงการ มีความเข้าใจหลักการ จัดกลุ่ม Workshop แนะนำกิจกรรม เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทั่วถึง กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันด้านนวัตกรรมความคิด ผู้เขียนเชื่อแน่ว่า กิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพในงาน คือ กิจกรรมแถวหน้าขององค์กร ที่สนุก สร้างสีสัน ไม่แพ้การไป OD แน่นอน
………………………………………………………………………
ขอบคุณภาพ 

wrike.com 

hotphotosfree.com

……………………………………………………………………………….

ติดตามบทความได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

มุมมองการลดต้นทุน ความสูญเปล่า แบบลีน(LEAN)

lean.jpg

ลีน(LEAN) แปลว่า ผอมหรือบาง เปรียบกับคน หมายถึง คนที่ร่างกายสมส่วน ปราศจากชั้นไขมัน แข็งแรง ว่องไว กระฉับกระเฉง ถ้าเปรียบองค์กร หมายถึง องค์กรที่ดำเนินการโดยปราศจากความสูญเสีย ทุกๆกระบวนการ ปรับตัว ตอบสนองต่อตลาดได้ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพเหนือคู่แข่งขัน  ซึ่ง เป้าหมายสูงสุดของการทำลีน(LEAN) คือ การกำจัดความสูญเปล่าทั้งหมด  ทุกกระบวนการ

วันนี้ผู้เขียนขอกล่าวถึง เรื่องการลดต้นทุน ลดความสูญเปล่า ในกระบวนการผลิตและสำนักงาน  ซึ่งจะพบว่า ต่างประเทศทั้งเอเชีย ยุโรป คำนึงถึงหลักการลดต้นทุนแบบลีนกันมาก เพราะเมื่อได้ลงมือทำกันอย่างจริงจัง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทั้ง คน (Man) เครื่องจักร (Machine) วัสถุดิบ (Material) ระบบงาน (Methoh)  สิ่งแวดล้อม (Environment)  และคุณประโยชน์ อื่นๆตามมาอีกมาก

รวมถึง หลายบริษัท ปลูกฝังพนักงานทั้งคุณลักษณะนิสัย  ให้พนักงานทุกคน นำกระบวนการลีน ไปบริหารจัดการกับชีวิตประจำวัน ทำลีนในบ้าน ห้องครัว ห้องน้ำ ไม่ต่างจากการทำลีนที่โรงงานหรือสำนักงาน

นี่แหละ คือสิ่งที่ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขั้นนั้นสักที    !!!!

เรามีลีนไว้ในการทำงานเท่านั้นแต่ขาดการปลูกฝังแบบรูปธรรมให้เกิดขึ้นในใจ

การลดต้นทุน ไม่ใช่ลดเงินในกระเป๋าเพื่อสร้างกำไรอย่างที่พนักงานหลายคนเข้าใจ    แต่เป็นการบริหารให้ทุกขั้นตอนในชีวิต ตั้งแต่ก้าวเดิน คิด ทำงาน เวลา  ใช้สิ่งของ ทรัพย์สิน   เรียกง่ายๆ จัดระเบียบให้ทุกอย่างในชีวิต ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ดีขึ้น ทำการพัฒนาสม่ำเสมอ ตั้งแต่ต้นทุน   เครื่องจักร  อุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน แรงงาน เวลา รวมถึง การป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด  ในกระบวนการทำงานต่างๆ

         ความสูญเปล่ามี 7 ประการ (7 Wastes)

  1. ความสูญเปล่าจากการผลิตมากเกินไป (Overproduction)

เป็นการผลิตมากกว่าที่ลูกค้าต้องการ ผลิตก่อนความต้องการ ต้นทุนถูกใช้ก่อนเวลาจำเป็น

  1. ความสูญเปล่าจากการรอคอย (Waiting) หรือ เวลาว่าง (Idle Time)

อาจเกิดจากกการขาดวัสดุการผลิต การวางแผนผิดพลาด เกิดการสูญเปล่าทางเวลา เกิดการว่างงานยาวนานหรือรอคอยโดยเปล่าประโยชน์

  1. ความสูญเปล่าจากการขนส่ง (Transportation)

การขนย้ายวัสดุเกินจำเป็น ระยะทางไกล  ส่งผลต่อการรับสินค้า บางครั้งขึ้นอยู่กับการ

วางผังโรงงานที่ไม่เหมาะสม  ทำให้เกิดความไม่สะดวกต่อการขนส่งทั้งภายในและภายนอกโรงงาน

  1. ความสูญเปล่าจากกระบวนการผลิต (Processing)

เป็นการดำเนินงาน ที่มีกระบวนการ ขั้นตอนมากเกินไป ในข้อนี้ต้องอาศัยการวิเคราะห์

ขั้นตอนที่เหมาะสม และกำจัดขั้นตอนที่สำคัญน้อยที่สุดหรือไม่มีความจำเป็นมากออกไป

  1. ความสูญเปล่าจากสินค้าคงคลัง (Inventory)

สินค้าคงคลังในที่นี้หมายถึง สินค้าที่เป็นวัตถุดิบ ชิ้นงานระหว่างผลิต สินค้าสำเร็จรูปทำให้ต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บ

  1. ความสูญเสียจากการเคลื่อนไหว (Motion)

การเคลื่อนไหวใดๆก็ตามที่ไม่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติงาน ก่อให้เกิดการสูญเปล่าในการทำงาน เช่น การเดินไปหยิบอุปกรณ์ห้องถัดไป การยืนทำงานในสถานที่มี สิ่งกีดขวาง การขยับร่างกายเพื่อการทำงานขั้นตอนถัดไป

  1. ความสูญเสียจากชิ้นงานที่เสีย (Defect) / แก้ไขงานเสีย (Rework)

เป็นการใช้งานผิดพลาด ใช้วัสดุผิดพลาด หรือผลิตสินค้าวัสถุดิบที่มีข้อบกพร่อง ทำให้เกิดการทำงานในครั้งถัดไป   เกิดความสูญเปล่าทั้งเวลาและวัสดุที่ใช้

ต้องบอกว่า หลักการลดต้นทุนที่ดีนั้น ผู้บริหารต้องกระตุ้นทีมงานให้มีการวางแผน P D C A หาต้นเหตุปัญหาจากแผนภูมิก้างปลา (Fish-Bone Diagram) และติดตามพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากมีการอบรมด้านการลดต้นทุน ลดความสูญเสีย ความสูญเปล่าแล้ว ควรส่งเสริมโครงการจัดทำการลดต้นทุน ความสูญเสีย ความสูญเปล่า ให้มีการดำเนินงานจริงในองค์กร  อาจใช้โดยอาศัยหลักการจูงใจ (Motivation) ในรูปแบบที่แตกต่าง เช่น เงินรางวัล ใบประกาศเกียรติบัตร คะแนนบวกเพิ่มปลายปี  ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและผลลัพธ์ที่ได้

อย่าลืมนะคะการลดต้นทุนทำได้ทุกที่ อยู่ที่ใจคิดทำและเริ่มทำ เมื่อไร ?

……………………………………………………….

อ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

โดย อ.วีย์รฎา