ป้องกันปัญหาจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล

KPI.jpg

“ ถ้ามีความเข้าใจ KPIs ทุ่มเทในการวางแผน ดำเนินการจัดทำอย่างจริงจังทุกภาคส่วน สัมฤทธิ์ผลได้ไม่ยาก ไม่มีข้อกังขา ไม่มีข้อโต้แย้งให้คนจัดทำต้องท้อถอย ”
หากมองภาพรวมประโยชน์ในการจัดทำ KPIs(Key Performance Indicator) นั้น มีประโยชน์ทั้งองค์กร หากดำเนินกิจกรรม(Activity)ในการทำงานบรรลุผลสำเร็จ นั่นหมายถึงตัวชี้วัดผลงาน(KPIs)บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย(Goals) ส่งผลดีต่อความสำเร็จในพันธกิจ(Mission)ที่ตั้งไว้ เป็นไปตาม วิสัยทัศน์ (Vision) ขององค์กร ส่งผลดีต่อการวางกลยุทธ์ในปัจจุบันและอนาคตองค์กร

ประโยชน์โดยรวมที่ควรจัดทำ KPIs ในทุกองค์กร คือ 

1. เป็นเครื่องมือในการวัดประสิทธิภาพของการทำกิจกรรมหลักในงาน ตามหน้าที่ในงานจริง
2. เป็นเกณฑ์ประเมินผลงาน ผลิตภาพงาน (Productivity) ของพนักงานทุกระดับ
3. เป็นแนวทางกำหนดขอบเขตการปฏิบัติงาน วิธีการดำเนินงาน ตามมาตรฐานงาน
4. เป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากรทุกภาคส่วน ในการพัฒนาไปสู่การทำงานที่มีศักยภาพสูงขึ้น
5. เป็นเครื่องมือพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทุกภาคธุรกิจ
6. เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจ (Motivation)พนักงานในการทำงาน ทุ่มเทให้ได้ผลงานสูงสุดตามเป้าหมาย
7. เป็นเครื่องมือในการจูงใจบุคลากรที่มีศักยภาพสูง (High Potential People) เข้ามาทำงานในองค์กร

ในการจัดทำ KPIs นั้น ต้องวางแผน ดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน มีการประชุมฝ่ายบริหารเพื่อกำหนดนโยบายร่วมกัน ในช่วงแรกของการจัดทำ ผู้จัดทำที่ดีต้องวางกรอบการจัดทำให้ชัดเจน มีการอบรมเพื่อทำความเข้าใจทุกภาคส่วน โดยเริ่มตั้งแต่อบรมในระดับบริหาร ผู้จัดการ หัวหน้างาน ต่อมาจึงอบรมทำความเข้าใจในระดับปฏิบัติการ พนักงาน ให้มีความเข้าใจในการจัดทำขององค์กรร่วมกัน
หากอาศัยกระบอกเสียงจากหัวหน้างานส่งต่อข้อมูลเพียงฝ่ายเดียว ไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนทราบถึงเป้าหมายที่แท้จริงของฝ่ายบริหาร อีกทั้ง ข้อมูลมีโอกาสคลาดเคลื่อนสูง เกิดกำแพงกั้นความคิด พนักงานรู้สึกเพิ่มภาระงาน ยุ่งยาก ซับซ้อน เกิดความท้อถอยเบื่อหน่าย ตามมา

วิธีป้องกันปัญหาที่ดี นั้น เป็นไปตามขั้นตอนที่อธิบายตามแผนภาพ ด้านล่าง

KPI2.jpg

ผู้รับผิดชอบ วางแผนจัดทำดี หากไม่ชำนาญอาจหาตัวช่วที่เหมาะสม ตามงบประมาณองค์กร คือ ที่ปรึกษา (Consultant) เข้ามาช่วยวางระบบ (System Planning) ติดตาม (Monitoring) ประเมินผล (Evaluation) เป็นระยะ เมื่อถึงระยะการประเมินจริงภาคครึ่งปีถึงปลายปี ควรทำการประชุมถึงผลลัพธ์การประเมิน เพื่อหาทิศทางพัฒนาปรับปรุง ตั้งเป้าหมายให้ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด
ทุกๆปี มีการปรับเกณฑ์ ตัวชี้วัดให้เหมาะสม หากตัวชี้วัดใดบรรลุผล อาจปรับแนวทางการตั้งตัวชี้วัดแนวลบ ไม่ให้เกิดความผิดพลาด สูญเสีย เป็นต้น
ลองนำเทคนิค การป้องกันปัญหาการจัดทำ KPIs ไม่บรรลุผล ระยะแรก ไปใช้ดูนะคะ!! เชื่อแน่ว่า ความสำเร็จในแต่ละองค์กรเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน จะเร็วหรือช้านั้น ต้องอาศัยระยะเวลา ความชำนาญ การวิเคราะห์ที่เที่ยงตรง รวมถึงการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง จริงใจ
“ การจัดทำ KPIs เปรียบเสมือน การปลูกต้นไม้ให้เติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ หาเมล็ดพันธุ์อย่างดีที่ต้องการ มีผู้ดูแล ใส่ปุ๋ยสม่ำเสมอ มีแสงสว่างให้ต้นไม้ได้ผลิดอก ออกผลและหมั่นรดน้ำพรวนดิน แน่นอน เมื่อเติบโตเป็นต้นไม้ใหญ่ ย่อมมีกิ่ง ก้านใบ แข็งแรง ให้ร่มเงาเป็นไม้ยืนต้น ที่ยั่งยืน ”
…………………………………..
Cr.Picture

https://www.assetivity.com.au 

30 มีนา วันอะไร ? ทำไมคนทั้งโลกควรรู้ ?

Print

ก่อนเริ่มงานช่วงเช้า เห็นพนักงานในออฟฟิศมุงดูบางสิ่งบางอย่าง อย่างจริงจังตั้งใจ พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาของปัญหาดังกล่าว เมื่อเดินเข้าใกล้ จึงพบว่า กำลังดูข่าวผู้หญิงท่านหนึ่งเปลือยกาย ปีนออกมาทางกระจกรถยนต์ของตนเอง  ตามแหล่งข่าวแจ้งป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ (Bipolar)

ย้อนกลับไป เมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนเคยทำงานร่วมกับผู้บริหารท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ช่วงได้รับยาต่อเนื่อง การบริหารงาน เป็นไปอย่างราบรื่น วันไหนขาดยารักษา เรียกว่า “ของขึ้น”  …ลูกน้องขวัญกระเจิง ไปตามๆกัน.. ใครราหูโคจรมาวันนั้น อย่าได้เข้ามาใกล้เชียว ชีวิตตกอับเป็นแน่แท้!!  โชคดีที่ผู้เขียนพอมีความรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคนี้ อยู่บ้าง จึงมีวิธีจัดการกับปัญหาพอไปได้ เป็นเสมือนกัลยาณมิตรที่ดี ช่วยชี้แนะและให้กำลังใจ

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเขาทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งไม่เข้าใจสภาวะโรคที่เขาเป็น คนมักมองว่าเขา “บ้า” หรือ “เพี้ยน” !!!

ผู้เขียนเชื่อว่า หากเราเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น อย่างเข้าใจ โรคนี้หายได้และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข ไม่ใช่โรคที่สร้างปัญหาต่อใคร

BiopolarCoverNIHcrop

ทราบหรือไม่ 30 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันไบโพลาร์โลก (World Bipolar Day)  วันนี้มีความสำคัญอย่างไร ??

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกได้ทำการสำรวจ และรายงานโรคที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาชนและประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2563 พบว่า โรคจิตเวช โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าจะมีอัตราการป่วยของประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และคาดว่าจะมีประชากรร้อยละ 10 ของโลกที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 5% หรือ 3 ล้านคน แต่มาพบแพทย์ไม่ถึงแสนคน ส่วนอีก 2 ล้านกว่าคน ไม่มาพบแพทย์

ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไบโพลาร์ ร้อยละ 1 % ของประชากร

ส่วนในประเทศไทย รายงานจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ประจำปี 2556 จำนวน 156,663 ราย พบเป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ 52,852ราย หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มารับบริการทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ช่วงอายุที่พบมาก 3 ลำดับแรก   ได้แก่ 45-49 ปี รองลงมา 40-44  ปี และ 50-54 ปี ตามลำดับ

” โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder )” หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า  เรียก โรคสองบุคลิก มีอารมณ์ซึมเศร้า(depression)  ภาวะเฉื่อยชา บางครั้งก็แปรเปลี่ยนกลับมาสนุกสนาน รื่นเริง ผิดปกติ(mania)

โรคนี้ เพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่าเพศชาย พบความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 ,21,22  มักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่ 15-25  ปี แต่มี บางรายที่เริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปี โรคนี้เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หาก บิดา มารดา หรือเครือญาติ มีประวัติเป็น รุ่นลูกหลานมีโอกาสเป็นได้สูงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า  บางครั้งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก  ภาวะเครียด การประสบปัญหาวิกฤติชีวิตรุนแรง สารเสพติด มีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว

อาการของโรค

            อารมณ์ซึมเศร้า (Depression) ไม่อยากทำอะไร มองทุกอย่างแง่ลบ หมดเรี่ยวแรง รู้สึกตนเองไร้ค่า คิดฆ่าตัวตาย(Suicide)

            อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania)  มีภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ  มีความคิดรื่นเริง มากเกินควร มีกิจกรรมตลอดเวลา ใช้เงินฟุ่มเฟือย ชอบพูดคุยตลอดเวลา ไม่ชอบใครมาขัดจังหวะหรือขัดคำสั่ง คำพูด เกิดอาการโมโหรุนแรงหรือก้าวร้าวได้ บางครั้งอารมณ์นี้มีผลต่อการตัดสินใจในการทำงานบางอย่าง ทำให้การตัดสินใจงานผิดพลาดได้

บางคนกลางคืนไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก คนเป็นโรคนี้ บางคนอยู่ช่วงหนึ่งอาจจะ  ประมาณ 4-6 เดือน จะสามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา คนรอบข้างจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาหรือคิดว่าหายปกติแล้ว ถ้าไม่สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จะพบเห็นเขาดำเนินชีวิตได้ปกติ พอถึงช่วงหนึ่ง จะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม

โรคนี้ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับโรคซึมเศร้า อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20% เพราะฉะนั้น หนึ่งในห้ามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย ช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัว ตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

แนวทางในการรักษา

เชื่อว่าโรคไบโพลาร์เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาท ที่ไม่สมดุลย์คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกินไปและสารนอร์เอพิเนฟริน (epinephrine) มากเกินไป

ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพล่าร์ได้แก่ยาในกลุ่มยา ควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers), ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

  1. บางรายพบแพทย์ 2-4 ครั้งต่อปี บางรายมากกว่านั้น  การรักษาโดยใช้ยาไปช่วยในการปรับสารสื่อนำประสาทตรงให้กลับมาทำงาน ได้อย่างปกติ เรียกชื่อกลุ่มยานี้ว่า กลุ่มปรับอารมณ์ให้คงที่ (mood stabilizer) ช่วงแรกคุมอาการให้เป็นปกติที่สุดภายใน 1 สัปดาห์หรืออย่างช้า 1 เดือน

หลังจากนั้น เป็นการรักษาต่อเนื่อง อาจต้องใช้ยาคุมอาการ ระยะเวลาการรักษา การหายจากโรคนี้ ขึ้นอยู่กับอาการและตัวคนไข้เป็นสำคัญ

  1. ยาหลักที่นิยมใช้รักษาและได้ผลดี

Lithium-carbonate-xtal-1979-Mercury-3D-sf

Fig. A    : Lithium carbonate is one of many treatments for bipolar disorder

 

  • ควบคุมอาการ mania ได้ดีมาก คือ lithium
  • อาการซึมเศร้า ยาอื่นๆ ที่ได้ผลดี คือ valproate, carbamazepine, lamotrigine, gabapentin และ topiramate
  1. อาการซึมเศร้าตอบสนองดีต่อยา clozapine, olanzapine, risperidone, quetiapine และziprasidone
  2. พยายามให้ผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ

5.จัดรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการนอน นอนวันละ 6-8 ชั่วโมง

  1. การรักษาด้านจิตใจและสังคม (psychosocial intervention) จะช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้

เน้นเรื่อง การปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดการกระตุ้นภาวะเจ็บป่วย ,การปรับตัวของผู้ป่วย ของญาติ และครอบครัวต่อการ       เจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยญาติและครอบครัวต้องทำความเข้าใจต่อการดูแล รักษาผู้ป่วย

  1. การทำจิตบำบัด
  • cognitive behavior therapy คือเชื่อว่า อาการของผู้ป่วย มีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง การรักษา มุ่งแก้ไขแนวคิดของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรม ใช้ทักษะใหม่ในการแก้ปัญหา
  • interpersonal psychotherapy การรักษาที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้อื่น มุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นที่ดีขึ้น ไม่เน้นถึงความขัดแย้งในจิตใจจะเสริมประสิทธิภาพการรักษาของยาเป็นอย่างดี

อาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้า

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จิตแพทย์  ได้กล่าวถึง อาการเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าไว้ว่ามีลักษณะดังนี้

  1. อารมณ์ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ เครียด หงุดหงิด และเศร้า
  2. หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
  3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก (หรือบางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
  4. นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมง แล้วนอนต่อไปไม่ได้ (แต่บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร นอนแต่ก็ไม่หลับ)
  5. เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
  6. ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า
  7. สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลังเลตัดสินใจลำบาก
  8. คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
  9. อยากตาย และฆ่าตัวตาย

หากใครไม่แน่ใจว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  แต่หากกลัวการไปพบแพทย์   สามารถปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อทราบแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต แม้ปัจจุบัน สภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อความเครียด ในการดำรงชีวิต ผู้เขียนแนะนำให้ทุกท่าน ใช้หลักเดินทางสายกลาง  อะไรที่ตึงหรือหย่อนเกิน ก็ทำให้พอดิบพอดี เพราะไม่ว่าจะเราจะพยายามเร่งรีบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีใครทำเกินเวลา 24 ชั่วโมงได้ แม้แต่พระอาทิตย์ยังอัสดง !!!! เมื่อยาม รุ่งอรุณมาสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง

ขงจื้อ นักปรัชญาชาวจีน กล่าวไว้ว่า

“เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้ง ที่เราล้มต่างหาก” 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

 

 

Tag

Bipolar    , ไบโพลาร์ , ซึมเศร้า ,เรียนรู้ ,ผู้บริหาร , บุคลิก ,อบรม

 

 

 

 

 

กลวิธีสะกดลูกน้องแบบกากินน้ำ (คนเป็นใหญ่ต้องอ่าน)

กา

หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า “เหมือนสวมหมวกสองใบ”

การรับหน้าที่บทบาทเป็นผู้นำนั้น มิใช่แค่บริหารงานเป็น อย่างเดียว ต้องบริหารตนเองให้อยู่เหนือความคาดหมายของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จึงจะได้ชื่อว่า หัวและหน้า ที่สมบูรณ์แบบ

วันนี้ ผู้เขียนขอหยิบยก นิทานชาดก เรื่อง “กาดื่มน้ำทะเล” กล่าวถึงผู้นำที่สมควร

ไม่น่าเชื่อหลักการบริหารงานในแบบนี้ มีตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้ว

พระพุทธเจ้ากล่าวถึงบทบาทผู้นำ ได้อย่างงดงาม  ความว่า

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระ ผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า

บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง “       แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า

” ท่านทั้งหลาย  จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ  ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย” เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า

” ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้  เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่  ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ ”  มันจึงตอบว่า

” ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น “เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า

” ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที   ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ ” ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป   …….

สำหรับหัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหารงาน ต้องหมั่นทบทวนกระบวนการคิด การบริหารงาน หมั่นประเมินตนเองแบบ 360 องศา อยู่เสมอ ปฏิบัติตัวเช่นน้ำครึ่งแก้วอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันมีหลักสูตร พัฒนาศักยภาพมากมายหลายหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะการบริหาร ทักษะการคิดทักษะการตัดสินใจ เพื่อบริหารทีมงานได้อย่างลงตัว มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกันกับหลายหลักสูตรที่ใช้หลักธรรม คำสอน เข้ามาผสมผสาน ดึงจิตใต้สำนึกภายในตนเอง ออกมาแสดงศักยภาพ ให้เรามีอิสระทางความคิด อิสระทางการเงิน

ไม่เว้นแม้แต่ให้เราค้นหาความผิดพลาดในอดีต นำกลับมาทบทวนแก้ไขใหม่

บางหลักสูตร เมื่อถึงขั้นตอนหนึ่ง ผู้เข้าสัมมนา หัวหน้างาน ผู้จัดการ หลายคนร้องห่มร้องไห้ ฟูมฟาย( คล้ายอะไรสะกิดใจ อย่างแรง ) ใครเข้าหลักสูตรนี้แล้ว ชีวิตดี งานรุ่ง

สุดแล้วแต่ผู้อ่านทุกท่านสะดวกตามความเหมาะสม อะไรที่ทำแล้วสบายใจ ชีวิตเปลี่ยนได้จริง ก็น่าสนใจ แต่ควรใช้สติพิจารณา ไตร่ตรอง และตามงบประมาณในกระเป๋าที่มีอยู่

หนึ่งในทักษะการบริหารทีม ที่สำคัญ มีอยู่ในตัวไม่ต้องไปซื้อหา ราคาหมื่นแสน คือ ทักษะการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

ทำอย่างไร ? ให้ลูกทีมร่วมแรงร่วมใจพัฒนาผลงาน ทำงานได้ตามเป้าหมาย มีความกระตือรือร้น ใช้พระเดช พระคุณแต่พอดี ซึ่งทักษะนี้ มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน อยู่ที่ว่า คุณดึงสิ่งนี้มาใช้หรือเปล่า ?

วันนี้ มาเรียนรู้หลักการ “กลวิธีสะกดลูกน้องให้อยู่หมัด” ในแบบไม่ต้องลงแรง ลงกายมาก  เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารงานสถานการณ์ต่างๆ เรียกความศรัทธาจากลูกน้อง ได้อย่างมหาศาล

7 กลวิธีการบริหารลูกน้องในทีม

1. บริหารด้วยหลักหัวหน้าต้นแบบ:เป็นการบริหารเรียกความศรัทธา สร้างระบบงานที่ดี

ผู้นำที่ดี ต้องทำตัวเป็นต้นแบบหรือแบบแผน(pattern)  ไม่ว่าเริ่มงาน เวลาทำงาน การแก้ปัญหา เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ลูกน้องสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการเริ่มทำงานหรือแก้ปัญหางานได้ นั่นคือสร้างให้  “ลูกน้องเกิดความรู้สึกทึ่ง มองหัวหน้าคือไอดอลของเขา เกิดความเกรงใจ มีการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่นในทางที่ดี หาใช่ !! เดินไปกลุ่มไหน กลุ่มนั้น แตกกระเจิง

ตัวอย่าง  บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง    ทุกเช้า ผู้จัดการ A แผนกทรัพยากรบุคคล ทักทายเพื่อนร่วมงาน แต่งกายสุภาพใส่สูทอย่างภูมิฐาน  ก่อนเริ่มงาน 15 นาที มีการจัดเตรียมเอกสาร นัดหมายงาน   จัดโต๊ะแบบ 5 ส ไม่วางข้าวของเกินความจำเป็นเต็มโต๊ะให้ระรานตา เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่  รูปถ่ายครอบครัว

มีการตรวจเช็คข้อมูลตอบรับหน้าจอคอมทุกวัน ลำดับความสำคัญตามแผนงาน ประชุมส่วนงานระดมความคิดเห็นทุกเช้า(Briefing ) หากมีงานเร่งด่วนเข้ามา มีการบริหารจัดการก่อน-หลัง  รวมทั้งการบริหารอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ใกล้เลิกงาน มีการตรวจเช็คงานประจำวัน เตรียมวางแผนงานในวันถัดไป

ทุกเช้าเย็นของการทำงาน ลูกน้องทุกคนรู้หน้าที่ โดยอัตโนมัติ ทำงานเป็นระบบ มีปัญหาในงานปรึกษาหัวหน้า เพราะได้ตัวอย่างการบริหารงานจากหัวหน้า   เรียกการบริหารตนเองแบบนี้ว่า “คนต้นแบบ”

2. บริหารด้วยกฎของความเฉื่อยไอแซก:ใช้กรณีกระตุ้นการสร้างผลงาน กระตุ้นทีมงาน

คนทำงานขยันมักขยันต่อเนื่อง คนเกียจคร้านมักเกียจคร้านอย่างต่อเนื่องเช่นกัน    โดย เซอร์ ไอแซก นิวตัน กล่าวถึงกฎของความเฉื่อย(Inertia) ว่า  “ วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน

ตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนในชีวิตประจำวันคือ เมื่อสัญญาณไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนขับรถจะเหยียบเบรคทันที เพื่อหยุดรถ ตัวคนขับ ซึ่งเคยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับรถ  จะถูกผลักมาข้างหน้าทันที  เช่นเดียวกัน มนุษย์ทุกคนมีความต้องการตามหลักมาสโลว์ ต้องการความเสมอต้น เสมอปลาย ต้องการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างสันติสุข

ดังนั้น ใช้กฎข้อนี้ในการบริหารลูกทีม มอบหมายงานตามขอบเขตความรับผิดชอบให้อย่างเท่าเทียม พร้อมกระตุ้นชมเชยสำหรับผู้ที่ทำงานดี เขาจะมีแรงใจทำงานได้อย่างต่อเนื่อง  ลูกทีมที่มีผลงานอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ เสนอแนะ แนะนำแนวทางหรือให้โอกาสแสดงความคิดเห็นปัญหาที่เขาเป็นอยู่ เขาจะมีแรงใจพัฒนางานต่อเนื่อง

3. บริหารแบบกำหนดเส้นตาย :กรณีโครงการ ชิ้นงาน ยอดสินค้าบริการ ที่มีระยะเวลาจำกัด

การกำหนดเส้นตาย (Deadline) ช่วยให้ผู้กระทำลงมือปฏิบัติในทันที สนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานอย่างระมัดระวัง วางแผนเพื่อให้ทันกำหนดเวลา  ดังนั้น กลวิธีนี้ใช้ได้ผลสำหรับงานทั่วไป งานเร่งด่วน หรือโครงการที่ต้องการผลสัมฤทธิ์ชัดเจน  การกำหนดเส้นตายนั้น ใช้ได้ทั้งคำสั่งทั้งสองแบบคือ ทางวาจา( Verbal )และลายลักษณ์อักษร (Non Verbal) ขึ้นอยู่กับสาระสำคัญของงาน หากต้องการหลักฐานคำสั่งชัดเจน เป็นทางการควรใช้การกำหนดเส้นตายตามแบบลายลักษณ์อักษร ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว มากกว่าบันทึกลงแผ่นกระดาษ เช่น ส่งทางไลน์ ทางเมล ทางเฟสบุ๊ค เป็นต้น

คุณลองสังเกตการโฆษณาสินค้า เดี๋ยวนี้ มีการแข่งขันกันสูงอย่างต่อเนื่อง   แถมผู้อุปโภคบริโภค สะดวกในการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น

“เก็บเงินปลายทาง เมื่อได้รับสินค้า”

“รับประกันความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจสินค้ายินดีคืนเงิน”

หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาด ที่ผู้บริโภคมักติดกับดัก คือ ใช้หลักการแบบกำหนดเส้นตาย   จำกัดด้วยเวลา จำนวนผลิตภัณฑ์ ส่วนลด

“สินค้าหมด ”     “ชิ้นสุดท้าย”

“พิเศษ หากคุณโทรมาภายใน 5 นาที   คุณจะได้รับ ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1”

“พิเศษเฉพาะ วันพุธ ซื้อ 1 แถม 1 ในเวลา 14.00-16.00”

4. บริหารแบบจำกัดทางเลือก:ใช้กรณีบริหารทีมจำนวนมาก จำกัดระยะเวลา  หรือทีมที่ขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน

กลวิธีนี้ สิ่งแรกที่หัวหน้าทีมงานต้องทำคือ จำกัดทางเลือกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรเกิน 2-3 ทางเลือก หรือแทบไม่มีทางเลือกเลย ถูกจำกัดอิสระภาพในทางเลือก ต้องลงมือทำทันที

มนุษย์เราหากมีทางเลือกมากขึ้น เวลามากขึ้น มักจะรอใกล้เวลาจึงลงมือทำหรือหมดเวลาไปกับการเลือก

ดังนั้น เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานให้ลูกทีม ควรมีการวางแผนถึงกระบวนการดำเนินงาน การส่งงานอย่างชัดเจน แน่นอน    ตัวอย่าง แผนก Marketing ของบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง  ผู้จัดการแผนกมอบหมายให้ลูกทีม 10 คน ลงสำรวจตลาดยางรถยนต์ในพื้นที่เขตภาคใต้  ให้สุ่มเก็บกลุ่มประชากรผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุกและจักรยานยนต์ จำนวน 1,100 คน ชาวไทย 1,000 คน ชาวต่างชาติ 100 คน ตามใบสำรวจที่หัวหน้าส่งเมลให้  ภายใน 5-7 วัน ต้องส่งรายงานผลทันทีทั้งตัวเปเปอร์และกราฟประมวลผล

จะเห็นว่า จากตัวอย่างหัวหน้าจำกัดพื้นที่ลงสำรวจ  ,จำนวนประชากร,วันส่งงาน5-7วัน,ตัวงาน ทำให้ในทีมงานต้องมีการวางแผนงาน เตรียมการเดินทาง จัดแบ่งหน้าที่ เป็นอย่างดี เพื่อให้ส่งงานทันตามกำหนด

5. บริหารแบบหลักการประมวลผลคอมพิวเตอร์:ใช้กรณี งานที่ทำยาก เป้าหมายสูง รวมทั้งงานที่ไม่มีความสำคัญมากนักหรือกรณี ทีมงานขาดความเชื่อมั่น ท้อถอย

กลวิธีนี้ คือ หลักการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ทำให้งานดูง่าย และดูยาก ในเวลาเดียวกัน ผู้อ่านคงสงสัยว่า แล้วการบริหารแนวนี้ดีอย่างไร คำถามคืออะไรที่มีขั้นตอนยุ่งยาก การทำงานมาก ข้อมูลเยอะ ใช้เวลามาก คนส่วนใหญ่ชอบหรือไม่ ?แน่นอน ในทางตรงกันข้ามหากมีขั้นตอนง่าย ใช้ระยะเวลาสั้น ผลงานออกมาดี คนชอบหรือไม่ ?  การบริหารงานแบบนี้ใช้ในสถานการณ์หรือขั้นตอนการทำงาน ที่มีความซับซ้อนหรืองานค่อนข้างวุ่นวาย

หัวหน้างาน ใช้หลักการ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ”  ก่อนอธิบาย หรือมอบหมายงาน  อธิบายเรื่องยากให้ดูง่าย  ส่วนงานอะไรที่ง่ายต้องทำให้รวดเร็วเกินคาด  งานที่ไม่มีความสำคัญ หัวหน้าต้องมีวิธีการพูดให้ลูกน้องใช้เวลากับงานนั้นน้อย และจบงานนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาไปกับงานนั้นมาก

บางครั้งหลักการนี้ อาจนำมาใช้กับการกระตุ้น จูงใจทีมงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น ทีมฝ่ายขายผลิตภัณฑ์และความงาม มองว่าแพคเกจดูแลผิวพรรณและกระชับเรือนร่าง  ราคาสูง  คู่แข่งมาก ขายยาก    ผู้จัดการ B ประมวลรายละเอียดแพคเกจแต่ละตัวออกมา มีจุดดี จุดด้อย โอกาสการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า นำเสนอช่องทางบริการ? หาข้อดี ข้อได้เปรียบอย่างไร ? และสุดท้าย ประมวลผลสรุปการขายให้ได้ ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา?

ผู้จัดการ B นำเสนอวิธีการขายให้ง่ายและตรงใจลูกค้า เป็นแบบอย่างแก่ทีมงาน ให้เห็นว่า เรื่องยาก ง่ายนิดเดียว อยู่ที่กึ๋น

ในทางตรงกันข้าม หากงานที่คิดว่าไม่มีความจำเป็น ไม่มีประโยชน์  ควรมีกลวิธีพรรณาถึงผลเสียที่ตามมามากมาย อย่างมีเหตุมีผล จากนั้นปิดประเด็น

ทีม

6. บริหารแบบมีความคาดหวัง:ใช้กรณี ผู้นำต้องการให้ผลของงานนั้นทำได้ 100% การบริหารแบบมีความคาดหวัง ใช้กรณี ทีมงานหรือลูกน้องที่ต้องการทำยอดสินค้า มีเป้าหมายระยะเวลาหรือโครงการ งานที่ดูยาก หากผู้นำสามารถหาแรงบันดาลใจ ประโยคที่คาดหวัง พูดด้วยสีหน้า ท่าทางจริงจัง สายตามุ่งมั่น ตั้งใจ แน่นอน ลูกทีมย่อมเกิดแรงผลักดันจากท่าทางที่ผู้นำแสดงออก ประโยคที่ผู้นำกล่าวคาดหวัง เขาเหล่านั้น สามารถทำงานออกมาได้ดี อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่าง

“พี่หวังว่า โครงการ  Promote พนักงาน เราต้องโปร่งใสและสรุปงานภายในเดือนนี้”

“ผมหวังว่าโครงการพัฒนาคุณภาพบริการ จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ได้”

“ที่สอนงานไปวันนี้ พี่หวังว่า อีกไม่กี่วันเราจะเป็นน้องใหม่ ที่เก่งกว่าพี่เก่าๆ เสียอีก”

7. บริหารด้วยหลักการ win win:ใช้กรณี ต้องการกระตุ้นให้งานสำเร็จในทันที รวดเร็ว คือหลักการบริหารทีมงานมีผลดีต่อทั้งผู้นำและลูกทีม ไม่ใช่สั่งงานเพื่อให้ได้งานเพียงอย่างเดียว แต่หากงานนั้นประสบความสำเร็จ ผู้นำได้ผลงานตามเป้าหมาย คนทำงานได้รับผลตอบแทนด้วยของรางวัล เกียรติบัตร หรือการเลี้ยงตอบแทน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ที่ผู้นำพึงเลือกใช้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของงานนั้นๆ

ตัวอย่าง

“พี่ขอบคุณพวกเราทุกคนในทีมที่ทุ่มเท งานสำเร็จ เย็นนี้ พี่อนุญาตให้กลับเร็วได้”

“  ถ้าเราทำยอดขายได้เกินสิบล้านบาท พี่จะเสนอผู้บริหารเรื่องขอเพิ่มค่าเดินทาง”

“ถ้างานเสร็จเรียบร้อย  พรุ่งนี้พี่จะพาพวกเราไปเลี้ยงให้หายเหนื่อยกัน”

 

ผู้นำที่ดีนั้น นอกจากบริหารเป็น บริหารถูกทาง ต้องรู้จักวิธีสร้างแรงจูงใจทีมงานอย่างฉลาดด้วย

จึงได้ชื่อว่า “บริหารดี” เพราะไม่ว่าอยู่ในสังคมใด คนถือว่าเป็นเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาองค์กร คนดูแลยาก มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพภายใน ภายนอกตลอดเวลา  ผู้นำจึงต้องพัฒนาศักยภาพการบริหารงาน ให้โดดเด่น เหนือชั้นและรู้ทันทุกฝีก้าว “ลูกน้อง”

การอบรม เสมือนเป็นตำราเล่มหนึ่ง ที่ผู้เขียนนำมาขัดเกลา บอกเล่าจากประสบการณ์ ชีวิตจริง ในการบริหารงานจริง เราต้องอิงตำรา สั่งสมความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และบริหารตามสถานการณ์ที่เหมาะสม   ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ความศรัทธาในตน”  ที่พร้อมจะนำหรือจะตาม

วิลเลียม เจมส์ กล่าวไว้ว่า “ศรัทธาเป็นหนึ่งในพลังที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ ดำรงอยู่”

ลองนำไปใช้ดูค่ะ ดี แย่อย่างไรอย่าลืมนำมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันเป็นแบบนี้ ?

น้ำมะพร้าวช่วยให้เราหน้าอ่อนกว่าวัย ผิวมีออร่า รู้ยัง ?

น้ำมะพร้าว

แต่ประโยชน์ที่นอกเหนือไปกว่านั้น อัดแน่นด้วยคุณสมบัติเลอค่าไม่น้อยไปกว่าผลไม้อื่นใดในโลก  หลังจากอ่านบทความนี้จบ เชื่อแน่ว่าหลายท่านต้องหันมาให้ความสนใจ หา “น้ำมะพร้าว” มาลิ้มลอง อย่างแน่นอน

ก่อนอื่น มาเรียนรู้กันก่อนว่ามะพร้าวมีที่มาที่ไปอย่างไร ในประเทศไทย  ถึงได้เป็นสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมจากบ้านเรา หอมหวาน ชื่นใจ เนื้อมะพร้าวขาว อ่อน น่ารับประทานที่สุด ราคาขายในประเทศไทยตกอยู่ลูกละ 10-40 บาท ขึ้นอยู่กับแพคเกจ ที่ผู้ขายนำเสนอ

มะพร้าว

แต่หากส่งไปขายต่างแดน ราคาอยู่ที่ ลูกละ 100-300 บาท  บางประเทศแพงกว่านั้น เพราะงั้นซื้อมะพร้าวบ้านเรา  สด อร่อย ที่สำคัญถูกกว่าเยอะเลย

มะพร้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera L. อยู่ในตระ***ล ปาล์ม

เนื้อมะพร้าว  1 ลูกให้คุณค่าพลังงาน 354 Kcal ส่วนน้ำมะพร้าว ให้พลังงาน 13 Kcal โดยประมาณ

มะพร้าวมีหลายสายพันธุ์  อาทิ เช่น มะพร้าวกะทิ นิยมนำมาทำขนมไทย เพราะมีเนื้อหนานุ่มเต็มลูก มะพร้าวไฟ มะพร้าวพวงร้อย มะพร้าวซอ มะพร้าวพวงทอง มะพร้าวสีสุก แต่ที่นิยมนำน้ำและเนื้อมาดื่ม รับประทานดับกระหาย คือ มะพร้าวน้ำหอม นั่นเอง

พื้นที่ปลูกมะพร้าวในประเทศไทย คือ ภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออก  ดินที่เหมาะสมควรมีลักษณะเป็นดินใกล้ฝั่งแม่น้ำ ตามเกาะต่างๆ ชายทะเล ดินบนคันนา ดินเลนที่เป็นสันดอน  เนื้อและน้ำมะพร้าวจึงให้ผลออกมาดี โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ที่มีลักษณะความหอม หวานเฉพาะตัว ที่ไม่มีใครเหมือน

มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ไม่เพียงแค่ผลเท่านั้น อาทิเช่น

มะพร้าว

• เนื้อมะพร้าวแก่ ใช้ขูดเพื่อคั้นทำน้ำกะทิ ประกอบอาหารประเภทแกงคั่ว แกงเขียวหวานหรือทำขนม

• เนื้อมะพร้าวอ่อนถึงกลาง  อบแห้งเป็นส่วนประกอบอาหารคาว หวาน

• กากมะพร้าวที่เหลือ ตากแห้งเป็นอาหารสัตว์  ปุ๋ยใส่ต้นไม้

• จาวมะพร้าว นำมารับประทานได้ 1 ลูกมี 1 จาว มีฮอร์โมนออกซินปริมาณมาก รสชาติอร่อย

• กะลามะพร้าว นำไปประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โคมไฟ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องดนตรี ภาชนะใส่อาหาร

• น้ำมันมะพร้าว ได้จากการนำกากมะพร้าวไปต้มและบีบ ใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและดูแลผิวพรรณ ผลิตไบโอดีเซล

• ใยมะพร้าว  นำไปอัดทำที่นอนใยมะพร้าว  เบาะนั่ง

• ก้านและใบ  ทำไม้กวาด

• ยอดอ่อนมะพร้าว นำไปประกอบอาหาร เช่น แกงยอดมะพร้าว ยำยอดมะพร้าว เมื่อเก็บยอดอ่อนแล้วต้นมะพร้าวนั้นจะตาย ดังนั้นยอดอ่อนมะพร้าวจึงมีราคาแพง และหายาก

• จั่นมะพร้าว หรือช่อดอกมะพร้าว ให้น้ำตาล เรียก “น้ำตาลมะพร้าว”

น้ำมะพร้าวที่เลือกนำมาดื่มควรมีอายุประมาณไม่เกิน 1 เดือน ภายในผลมีน้ำบรรจุอยู่ 90 % (ประมาณ 400 -500 มิลลิลิตร) และเมื่อเปิดมารับประทานแล้ว ควรทานให้หมด หรือแช่ตู่เย็น หากข้ามวันน้ำมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นรสชาติเปรี้ยวมาก ซึ่งรสชาติเปรี้ยวนี่เอง ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ คนไทยพื้นบ้านนำน้ำมะพร้าวใส่หมักดองผัก เพื่อเก็บไว้รับประทาน เช่น ดองถั่วงอก ดองผักกุ่ม ดองผักเสี้ยนบ้าน ดองผักกาด  ดองหัวไชเท้า และนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก หรือขนมจีน ขอบอกว่ารสชาติดีอย่าบอกใครเชียว สำหรับเมนูนี้ ชมรมคนรักผักดองพลาดไม่ได้

การเลือกดื่มน้ำมะพร้าวนั้น หลายคนเห็นผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมน้ำมะพร้าว ผลิตออกมาจำนวนมาก เช่นนมปรุงแต่งผสมน้ำมะพร้าว วุ้นมะพร้าว ขนมปังรสมะพร้าว โยเกิร์ตมะพร้าว เครื่องดื่มผสมน้ำมะพร้าว น้ำผลไม้ผสมน้ำมะพร้าว ดังนั้น ขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อตามความชื่นชอบและเหมาะสม ข้อแนะนำ ควรอ่านฉลากแนะนำส่วนผสมข้างสินค้า เลือกบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดหรือเลือกซื้อเป็นลูก น้ำมะพร้าวที่บรรจุถุงหรือขวด อาจมีเติมน้ำตาลมากเกินความต้องการร่างกาย หากไม่แน่ใจในความสะอาด ไม่ควรเสี่ยงซื้อ โดยเฉพาะสารฟอกขาวที่ฉีดเข้าไปในมะพร้าว พบมากในมะพร้าวเผา

ประโยชน์สารพัดที่คุณควรเลือกดื่มน้ำมะพร้าว

มะพร้าว

• น้ำมะพร้าวช่วยแก้อ่อนเพลีย  เพราะในน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียม ช่วยในการสูญเสียเกลือแร่ ทำให้สดชื่น

• มะพร้าวช่วยรักษาสิว โดยในเนื้อมะพร้าวมีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสติน ออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้สิวน้อยลง ผิวพรรณดูเรียบเนียนขึ้น น้ำมะพร้าวช่วยลดปวดประจำเดือน  คุณผู้หญิงลองดื่มน้ำมะพร้าวสัก 7 วัน จะพบว่า อาการปวดประจำเดือนและปวดศีรษะลดลง ยกเว้นช่วงมีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนมานานมากขึ้นและอาจมีไข้ได้

• น้ำมะพร้าวทำให้ผิวพรรณ เปล่งปลั่ง สดใส เต่งตึง สวยงาม ในน้ำมะพร้าวมีเอสดตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอวัย

• น้ำมะพร้าวช่วยสมานแผล เพราะน้ำมะพร้าวช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี รอยแผลเป็นกลับมาดีขึ้น

• น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม เพราะน้ำมะพร้าวช่วยรักษาสมดุลเอสโตรเจนในร่างกายเพศหญิง ให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้น้อยกว่า

• น้ำมะพร้าวมีแร่ธาตุ โปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส และไขมัน ผู้ป่วยโรคเบาหวานและไตไม่ควรดื่มมาก

• น้ำมะพร้าวช่วยให้ผมสลวย เงางามและยาวเร็วลดปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน

• น้ำมะพร้าวช่วยชะลอความชราและผิวพรรณผ่องใส

• น้ำมะพร้าวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย สมดุลฮอร์โมน

• น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

• น้ำมะพร้าวมีความบริสุทธิ์ธาตุเย็น ช่วยดูดซับสารพิษและขับของเสียในร่างกาย

• น้ำมะพร้าวหากดื่มแล้วช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียจากการออกกำลังกาย ท้องเสียได้

• น้ำมะพร้าวมีประโยชนืต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว  ขณะตั้งครรภ์หากดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ ช่วยทำให้ไขตัวเด็กในครรภ์สร้างสีค่อนข้างขาว ออกมาตัวสะอาดหรือไขน้อยลง

• น้ำมะพร้าวอ่อนมีไฟโตเอสโตรเจน(ในรูปของEstradiol) ต่อต้านสภาวะเครียดในหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

• ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ในเพศหญิง (จากรายงานวิจัย ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

สำหรับความเชื่อเรื่องน้ำมะพร้าวในประเทศไทย มีกล่าวไว้ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ว่า

• เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้าน ควรปลูกต้นมะพร้าวทางทิศตะวันออก

• คนเกิดปีชวด ปีเถาะ ควรปลูกหรือมอบมะพร้าวให้เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมิ่งขวัญ

• ทางศาสนาพราหมณ์ จัดให้มีมะพร้าวอ่อนเป็นเครื่องสังเวยทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าเป็นตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์

หลากหลายคุณประโยชน์จากมะพร้าว ผลไม้สัญชาติไทย รสชาติดี ที่ใครหลายคนเลือกดื่มเฉพาะดับกระหายคลายร้อน แท้จริงแล้วบรรจุคุณประโยชน์ ไว้มากมายเกินคุ้ม แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ ควรรับประทานแต่พอดี วันละ 1 ลูก ไม่มากไม่น้อยไป

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย  โรคประจำตัว  การออกกำลังกายและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ให้ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย  แค่นี้คุณผู้อ่านทุกท่านก็มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ชีวิตสดชื่น แบบพี่ฟินิกซ์แล้วล่ะ

สัปดาห์หน้า พี่ฟินิกซ์จะนำความรู้อะไรใหม่ๆมาให้อ่าน ติดตามได้ที่นี่นะฮับ  !!!

ขอบคุณข้อมูลดีดี

•  www.wikipedia.org/wiki/มะพร้าว

•  http://hatyai.psu.ac.th/index.php?option=com_context&task=view&id=204&Itemid=0

•  Research Information and Data Center(RIDC)

•  โครงการวิจัยผลไฟโตเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวอ่อนต่อต้านสภาวะเครียดออกซิเดชั่นและการทำลายเนื้อเยื่อในหนูที่ตัดรังไข่ ผศ.ดร.จิตบรรจง  ตั้งปอง และคณะ)

•  Cr.picture จาก e-marketing กระทรวงการท่องเที่ยวการกีฬา

•  Cr.picture otoptoday.com

จัดทำแผนฝึกอบรมและพัฒนาประจำปี (Annual Plan)

annual plan

หลายองค์กรมีการทำแผนประจำปีเพื่อใช้ฝึกอบรมตามเป้าหมายของหน่วยงาน โดยการกำหนดแผนการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานประจำปี(Annual Plan) นั้น นักพัฒนาบุคลากรควรกำหนดการฝึกอบรมตามความจำเป็น(Training Need)มากกว่าความต้องการของพนักงาน(Training Want) วิธีการหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผน มีเครื่องมือการค้นหาที่เหมือนหรือแตกต่างกันไป

โดยส่วนใหญ่นิยมการสอบถามในรูปแบบข้อมูลถามตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้รับกลับมาประมวลผลหาหัวข้อและโปรแกรมที่เหมาะสมในการจัดทำแผย ทั้งนี้ ผู้เขียนขอแนะนำรูปแบบการจัดทำแผนการฝึกอบรมและพัฒนาประจำปี อย่างง่ายและมีขั้นตอนการจัดทำที่เป็นระบบ  คือ

1. การหาความจำเป็นในการฝึกอบรมพัฒนา(Training Need)

การหาความจำเป็นแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับข้อมูลแต่ละองค์กรในด้านนโยบายการพัฒนา(Vision,Mission,Goal,Strategy) ข้อมูลด้านหน้าที่ความรับผิดชอบงานตามตำแหน่งงานความสามารถในการทำงาน(JD&Competency) และข้อมูลด้านผลการปฏิบัติงาน การประเมินระดับช่องว่างความสามารถ โดยนำผลวิเคราะห์ช่องว่างความสามารถ(Competency Gap) มาจัดทำแผนพัฒนาฝึกอบรม

สำหรับแบบสอบถามเพื่อสำรวจหาความต้องการฝึกอบรม (Training Want) อาจใช้แบบสอบถามแบบผสมผสานทั้งแบบสอบถามปลายเปิด (open-ended questions) และแบบสอบถามปลายปิด (close-ended questions)

ทั้งนี้ควรจัดแบ่งการสอบถามเป็นสัดส่วน คำถามไม่กำกวม มีส่วนของการเสนอแนะเพื่อพัฒนาปรับปรุง เช่น แบ่งเป็น 3 ตอน (สอบถามโปรแกรมทั่วไป สอบถามโปรแกรมหลักสูตรการบริหารและสอบถามโปรแกรมเทคนิคเฉพาะหน่วยงาน)

ปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยลดเวลาการจัดเก็บข้อมูลมากกว่าในอดีต ง่ายต่อการติดตามผล ผู้จัดทำแบบสอบถามใช้วิธีการส่งเมลสอบถาม ซึ่งถือว่าประหยัดเวลา นำข้อมูลมาใช้ได้สะดวกและลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองได้เป็นอย่างดี

2. การกำหนดหลักหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนา(Training Course)

การกำหนดหลักสูตรฝึกอบรมนั้นให้กำหนดตามระดับการบริหารและการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยหัวข้อการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมที่ง่ายต่อการนำไปใช้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1)โปรแกรมด้านการบริหารจัดการ (Managerial Program)

2)โปรแกรมด้านด้านเทคนิคเฉพาะกลุ่มงาน (Technique Program)

3)โปรแกรมทั่วไป (General Program)

3. การจัดทำแผนฝึกอบรมพัฒนา(Annual Plan)

หลังจากมีการกำหนดแผนฝึกอบรมพัฒนาตามตำแหน่งงานแล้ว องค์กรต้องวางแผนการจัดฝึกอบรมพัฒนาพนักงานรายบุคคลประจำปี เพื่อสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ข้อมูลที่นำมาจัดทำแผนประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ

2)ข้อมูลด้านบุคคล เป็นการรวบรวมข้อมูลความรู้ ความสามารถที่เป็นจริงในการทำงานที่ผ่านมาในรอบปีของพนักงาน ด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น KPIs , Competency เป็นต้น

3)วิเคราะห์หาหลักสูตรและโปรแกรมการพัฒนารายบุคคล การวิเคราะห์หาข้อมูลดังกล่าวนั้นให้นำข้อมูลหลักสูตร โปรแกรมการอบรมมาตามหน้าที่ความรับผิดชอบจริงและแนวโน้มการรับผิดชอบการบริหารงานในสายอาชีพ การวางแผนสืบทอดตำแหน่งงานด้านการบริหาร

ทั้งนี้การพิจารณาเปรียบเทียบให้คำนึงถึงความจำเป็นในงานมากกว่าความต้องการเพื่อฝึกอบรม

 

4. การดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาจริง(Implementation)

ในขั้นตอนนี้ นักพัฒนาบุคลากรต้องมีการวางแผนจัดการด้านงบประมาณ( Budjet)ประจำปี ตามปฏิทินผนงาน โดยงบประมาณที่ได้รับในแต่ละหน่วยงานหรืองบรวมการพัฒนานำมาบริหารจัดการความคุ้มค่าในการลงทุน ให้เหมาะสมด้านพัฒนาฝึกอบรม จัดเตรียมอุปกรณ์ ห้องอบรม ค่าวิทยากร ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานอบรมอื่นๆ ในการจัดฝึกอบรมภายใน(In-House Training )หรือค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดฝึกอบรมภายนอกองค์กร (Public Training)

ทั้งนี้ การดำเนินการฝึกอบรมที่ถือว่าเครื่องมือการพัฒนา (Development Tools)ที่ดีเยี่ยม หาใช่เพียงการฝึกอบรมในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่การดำเนินการฝึกอบรมในรูปแบบเทคนิคอื่นๆ มีผลต่อการเรียนรู้ในระยะยะยาว(Long Term Learning)ของพนักงาน มีแหล่งความรู้มากมายใองค์กร ขึ้นอยู่กับการวางแผน แสวงหาผู้ดำรงตำแหน่งหรือหัวหน้างานที่มีความรู้ความสมารถมาจัดสอน

โดยพบว่า หลายหลักสูตรลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมภายในและภายนอก สามารถนำผลการฝึกอบรมพัฒนาใช้ประโยชน์ในการทำงานจริง เช่น การอบรมโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์จริง (Vestibule training) ,การฝึกอบรมในงาน(On The Job Training),การฝึกงาน (Internships),การสอนแนะ(Coaching),การมอบหมายโครงการ(Project Assignment),การฝึกอบรมโดยคอมพิวเตอร์(Computer based training) เป็นต้น

5. การวัดและการประเมินผลการฝึกอบรมพัฒนา(Measurement and Evaluation)

โดยในขั้นตอนนี้ ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้นตอนคือ  การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และการประเมินผล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดนำเสนอสู่แผนการบริหารจัดการบุคลากรและองค์กร

ผู้เขียนขอนำแนวคิดการวัดและประเมินผลเพื่อนำมาใช้การจัดการองค์การของ Robert S. Kaplan และ David P. Norton ซึ่งได้เสนอแนวคิด BSC :Balance ScoreCard เพื่อใช้การวัดผลการดำเนินกิจการ ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมองค์กร โดยเป็นการวัดผลทางการเงิน กระบวนการภายใน ความพึงพอใจลูกค้าและบริการ รวมทั้งการประเมินการเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรมองค์กร

ภายใต้มุมมองแต่ละด้านของการตั้งเกณฑ์และการดำเนินการ ต่างๆ ในองค์กร

1) วัตถุประสงค์(Objective)  เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์แต่ละมุมมองที่ต้องการให้ตัวชี้วัดบรรลุผล

2) ตัวชี้วัด(Performance Indicator) การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามหน้าที่ปฏิบัติ

3) เป้าหมาย (Target) เป็นการตั้งค่าความสำเร็จเชิงปริมาณ กำหนดด้วยตัวเลข เปอร์เซ็นต์ ตามความเหมาะสมของงาน

4) แผนงานตามโครงการที่ตั้งใจ(Initiatives Project) การดำเนินงานตามแผนงานของโครงการที่เกิดขึ้นภายในองค์กร มีความก้าวหน้าตามลำดับขั้นตามแผนงานที่ตั้งไว้ในโครงการแต่ละโครงการ

จากกระบวนการวางแผนเพื่อพัฒนาฝึกอบรมประจำปี จะเห็นว่า การวางแผนฝึกอบรมพัฒนาพนักงานในองค์กรนั้น สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยั่งยืนแก่องค์กร รวมทั้งเพิ่มขีดศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ตามเป้าหมายที่องค์กรคาดหวังนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศระดับแถวหน้าธุรกิจ


คำถามชวนคิด

ท่านคิดว่าการจัดทำแผนฝึกอบรมพัฒนาประจำปี (Annual Plan) เหมือนหรือต่างจากแผนฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร (Training Road Map) อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………..

ประโยชน์ของการจัดทำ Competency

competency

การจัดทำระบบCompetencyในปัจจุบัน สำหรับองค์กรที่เริ่มดำเนินการ หลายองค์กรพยายามปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ระบบสมรรถนะความสามารถนำมาใช้บริหารองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้จริง บางแห่งใช้การดำเนินการแบบระยะสั้น(Short Term)หรือใช้ระยะเวลายาวนานหลายปี(Long Term) สำเร็จตามเป้าหมายระส่ำระส่ายบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดดำเนินงานและกลยุทธ์การบริหารจัดการที่เยี่ยมยุทธ์แต่ละองค์การ

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดทำCompetency นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากผู้บริหารสูงสุด มีความเข้าใจ ตั้งใจจริงต่อการจัดทำ วางนโยบายต่อการจัดทำ การสื่อสารอย่างมีระบบ เชื่อแน่ว่าเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จใบแรกที่งดงามอย่างแน่นอน

จากประสบการณ์ การเป็นที่ปรึกษาพัฒนาระบบ Competencyหลายองค์กรในประเทศไทย พบว่า ฝ่ายบริหารทุกองค์กรมีนโยบายและเป้าหมายต่อการพัฒนาองค์กรอย่างเต็มเปี่ยม ต้องการการพัฒนาบุคลากรให้เก่งอยู่ระดับแถวหน้าเพื่อแข่งขันทางการตลาด

แต่เมื่อนโยบายเข้าสู่กระบวนการสื่อสารถ่ายทอดลงมาตามลำดับสายงาน หน่วยงาน ความตั้งใจและความมุ่งมั่นถูกลดทอนลงไปตามลำดับเวลา บางแห่งเป็นกลายเป็นนโยบาย “เพียงลมโชย” ก็มี

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมว่า การจัดทำ Competency ไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวหรือทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักขององค์กรนั่นคือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการ ต้องหาแนวทางวิธีการสื่อสารข้อมูลให้ทุกระดับในองค์กรทราบวัตถุประสงค์อย่างลึกซึ้ง ไม่ควรประกาศนโยบายแบบผิวเผิน พนักงานทุกคนควรทราบถึงความจำเป็นของการอยู่รอดในธุรกิจ โดยคำนึงถึงความเป็นเจ้าขององค์การ

พบว่าองค์กรในประเทศไทยยังขาดนโยบายด้านการสร้างความผูกพันในองค์การแก่พนักงาน(Employee Engagement) ทำให้พนักงานทำงานตามหน้าที่ มากว่าทำงานอย่างเต็มที่เสมือนเจ้าของกิจการ

นับว่าเป็นเรื่อง “น่าเสียดาย” เพราะทุนมนุษย์(Human Capital)  คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

บางองค์กรจัดทำ Competency ไปแล้วเกิดปัญหาสารพัดเข้ามากระทบต่อผู้จัดทำ ฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหาร ทั้งการไม่ยอมรับผลประเมินจากพนักงาน  ความซับซ้อนในการประเมินสร้างภาระเพิ่มต่อหน้าที่งานเสียเวลาไปมาก  เกิดความท้อแท้ เหนื่อยหน่ายทั้งผู้จัดทำ ผู้ประเมินรวมทั้งผู้ถูกประเมิน สุดท้ายการจัดทำระบบบริหารผลงาน (Performance Management System) จึงไม่สามารถนำมาใช้บริหารและพัฒนาองค์กรองค์กรได้อย่างแท้จริง

หากการจัดทำระบบประเมิน Competency ไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการบริหารพัฒนาองค์การอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ ให้ทุกท่านกลับมาทบทวนกระบวนการจัดทำ มีความสอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับนโยบายองค์กร วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายธุรกิจ กลยุทธ์หรือไม่ โดยใช้การทบทวนแบบ WHO-WHAT-WHY- HOW ตำแหน่งไหน ทำอะไร ทำไม แก้ไขอย่างไร

นี่ล่ะค่ะจะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย เปรียบ Competency เสมือน “เพชรน้ำงาม”อาศัยทุน เวลา ความตั้งใจและการเจียรไนจากช่างผู้ชำนาญ


คำถามชวนคิด

ท่านคิดว่าการจัดทำ Competency ควรเริ่มประเมินที่หน่วยงานใดก่อน?

………………………………………………………………………………..

หัวหน้า “แบบไหน” ลูกน้องยี๊!!

hate          คัมภีร์ Tao -Te Ching กล่าวถึงปรัชญาโบราณ เล่าจื๊อ เรื่องความเป็นผู้นำไว้ว่า

“ผู้นำที่มีการปรับตัวที่ดี จะได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากผู้อื่น ซึ่งทำได้ด้วยการทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ความสนใจของพวกเขา จะได้รับการใส่ใจเพิ่มมากขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะว่ามันได้กลายเป็นหนึ่งในความสนใจของผู้นำด้วย”

ยิ่งสูงยิ่งหนาว คือคำเปรียบเปรยไว้กับหน้าที่ผู้นำ  และภาระทางตำแหน่งหน้างานที่สูงขึ้น เพราะการได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่ พ่วงท้ายมาด้วยความรับผิดชอบใหญ่โตนั้น   ผู้นำจำเป็นต้องมีทักษะบริหารงานหลายด้าน ให้พร้อมกับแรงกดดัน ที่เข้ามากระทบแบบไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งสร้างแรงกดดันให้ทีม

ลูกน้องพร้อมใจทำงาน ลูกน้องพร้อมใจลาออก หัวหน้ามีส่วนในการตัดสินใจมิใช่น้อย หลายสิบปีก่อน ผู้เขียนได้รับมอบหมายแบบสายฟ้าแลบ  ให้ดำรงตำแหน่งสูงด้านบริหารบุคลากรและด้านการศึกษา

“พี่เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว อย่าบ้าอำนาจนะ”   รุ่นน้องคนสนิทกล่าวด้วยน้ำเสียง ดูมีความหวัง

ผู้เขียนทบทวนประโยคดังกล่าว มีด้วยหรือ? คำว่า “บ้าอำนาจ”  ไว้ใช้กับระบบเผด็จการทางการเมือง การปกครองมิใช่หรือ ?

การเอาใจหัวหน้ามาใส่ใจเรา นี่คือขั้นแรกของการเริ่มทำงานครั้งนั้น ..

มาดูกันว่า หัวหน้าแบบไหนที่ลูกน้องไม่อยากร่วมงานด้วย และมีแนวแก้ไขอย่างไร

หัวหน้าแบบไหนลูกน้องยี๊ !!!

  1. หัวหน้าเผด็จการ

หัวหน้าประเภทนี้ชอบออกคำสั่ง ใช้ระบบการบริหารงานแบบ บนลงล่าง ลักษณะนิสัยตรงเวลา เด็ดขาด มีการตัดสินใจฉับไว การบริหารงานแบบออกคำสั่งนี้(Command) เหมาะสำหรับดูแลทีมงานที่ทำงานสภาวะฉุกเฉิน เร่งรีบ อยู่ในสถานการณ์ขั้นวิกฤติ  แต่หัวหน้างานหลายท่านใช้วิธีออกคำสั่ง ในกรณีทำงานปกติ ใช้การออกคำสั่งเป็นเรื่องเคยชินในชีวิตประจำวัน ลูกน้องถึงกับต้องเอ่ยปาก “หัวหน้าเอาแต่สั่ง” งดกายใช้ภาษากาย(Body Language) เช่น ชี้นิ้ว ตะโกนดังด้วยเสียงระดับสูง

วิธีแก้ไข การออกคำสั่งควรเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์เร่งด่วน หากท่านใด มีอาการเหล่านี้แนะนำให้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญในงาน ตามหลักBlack Box(อ้างถึงบทความที่ผู้เขียนกล่าวไว้ http://www.ophconsultant.com/blog/management/black_box.php) เมื่อใดก็ตามพบว่าอารมณ์ไม่คงที่ ไม่ควรสั่งงานทันที เพราะมีผลด้านลบต่อผู้รับคำสั่ง ควรพักสมอง ดื่มน้ำเย็น หรือกาแฟสักแก้ว และทำสมาธิสัก 3-5นาที

  1. หัวหน้าขาวีน

หัวหน้าประเภทนี้จอมวีน จอมเหวี่ยง ลองสังเกตส่วนใหญ่หน้าไม่ค่อยรับแขก  บางท่านเรียก “หน้าเหวี่ยง”หรือบางคนหน้าแบบ “หน้าเนื้อใจเสือ” มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นโวยวายไว้ก่อน รับฟังเหตุผลไม่ทันจบ มีอารมณ์รุนแรง ไม่คงที่

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ค่อนข้างมีอีโก้ในตัวค่อนข้างสูง ต้องอาศัยการใช้หลักจิตวิทยาจากผู้มีอำนาจดูแลบริหารในการเปิดใจพูดคุย ประนีประนอมเพื่อสะท้อนปัญหาที่เขาเป็น และผลกระทบที่มีต่อทีมงาน สำหรับตัวหัวหน้างานนั้นมีวิธีแก้ไขคือ ฝึกสมาธิและให้คิดก่อนพูดเสมอ งดกายใช้ภาษากาย(Body Language) เช่น ท้าวเอว ชี้นิ้ว โยนของ  หัดสร้างรอยยิ้มมากกว่าฉีกแสยะยิ้ม

สุนทรภู่ท่านกล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง เกี่ยวกับคำพูดว่า

“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์    มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร  จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”

  1. หัวหน้านักปาด

หัวหน้าประเภทนี้ นำผลงานลูกน้อง เสนอเป็นงานตนเอง หน้าใหญ่  ชอบปรากฏตัวต่อกลุ่มฝูงชน ชอบเข้าหาผู้ใหญ่  ไม่ต้องการให้ลูกน้องเกิดข้อผิดพลาดในงาน ไม่ส่งเสริมความก้าวหน้าทีมงาน ใช้คำสั่งการแบบมองเป้าหมายเป็นหลัก  ไม่สนใจวิธีการดำเนินงาน  สนใจที่ผลงานมากกว่าคนทำงาน เดินไปกลุ่มไหนสังเกต “วงแตก

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ เรียกว่า “เสียหน้าไม่ได้” ให้ฝึกการสั่งงานเป็นระบบ ขั้นตอน มอบหมายงานด้วยลายลักษณ์อักษร ตามกรอบกำหนดเวลา อย่าคิดการทำงานคือชัยชนะ แต่คือความท้าทาย เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็นในงาน มีการประชุมรายสัปดาห์ รายเดือน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเป็นทีม ฝึกพูดหรือออกคำสั่งแบบตรงประเด็น สั่งการแบบขอร้อง(Request)หรือการสั่งงานแบบขออาสาสมัคร(Volunteer)

  1. หัวหน้านักการเมือง

หัวหน้าประเภทนี้เล่นพรรคพวก สร้างความอึดอัดใจให้ลูกน้องเป็นอย่างยิ่ง หรือบางทีหลายท่านคงคุ้นคำว่า “การเมืองในที่ทำงาน” หากพบว่าลูกน้องมีความสนิทสนมกับฝ่ายตรงข้ามเกิดอคติในการทำงานทันที  ชอบลูกน้องประเภทเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ มีความหวาดระแวงในการทำงานตลอดเวลา หาพรรคพวกจับกลุ่มพูดคุยในสิ่งที่ตนเองไม่พึงปรารถนา มักไม่มีคนจริงใจเป็นมิตรแท้

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ ผลการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ งานมีคุณภาพน้อยเมื่อเทียบกับคุณภาพคุยงาน ผู้บังคับบัญชาควรมอบหมายโปรเจคสำคัญให้รับผิดชอบ กำหนดขอบเขตชัดเจน ทุกคนในทีมมีส่วนร่วมทำงาน  การแก้ไขปัญหาภายในทีมงานโดยหัวหน้าไม่คลุกคลีกับลูกน้องเป็นการส่วนตัว หัวหน้าใช้การออกคำสั่งแบบสั่งการหรืออาสาสมัคร ควรมีกิจกรรมผ่อนคลายในทีมงานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ เช่น  รับประทานอาหารร่วมกัน จัดกิจกรรมวันเกิด

  1. หัวหน้าโฟโต้ฮันท์(Photos Hunt)

หัวหน้าประเภทนี้จอมจับผิดคล้ายเกมส์จับผิดภาพ ลูกน้องเรียกว่า “ทำดีเสมอตัว ทำชั่วเหยียบจมดิน” ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ตำหนิไว้ก่อน รับฟังเหตุผลบ้างแต่ไม่ใช้เป็นแรงจูงใจในการแก้ปัญหา ชอบเก็บสถิติด้านลบทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นมากนัก

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ต้องงดการมองด้วยหางตา  หากลูกน้องผิดจริงควรใช้การออกคำสั่งแบบสั่งการมีลายลักษณ์อักษร เพราะการพูดเพียงอย่างเดียวทำให้ลูกน้องไม่ตระหนักเพียงพอ กรณี ทำผิดกฎ ระเบียบ  หรือใช้การสั่งการแบบแนะนำ (Suggest) เพื่อหาทางเลือก เปิดโอกาสให้ลูกน้องพิจารณาแก้ไข ควรใช้หลักการบริหารงานทั้งพระเดชและพระคุณร่วมกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของหัวหน้าที่ลูกน้องไม่อยากร่วมงานด้วย  มีอีกหลายประเภทที่คนทำงานพบเจอในชีวิตประจำวัน ควรใช้ลักษณะการทำงานแบบกระจกสะท้อนบุคลิกการทำงาน ( Image Mirror)  มีวิธีการบำบัดตนเองโดยอาศัยการสังเกตการเคลื่อนไหวตนเองผ่านกระจกเงา เรียก  Mirror Therapy ที่นิยมใช้ในกลุ่มพัฒนาบุคลิกภาพ สะท้อนภาพความเป็นตัวตน

โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี Giacomo Rizzolatti & Laila Craighero มหาวิทยาลัยปาร์มา ประเทศอิตาลี ได้ศึกษาวิจัยเรื่องของเซลล์สมองกระจกเงา (The Mirror-Neuron System) ตีพิมพ์เผยแพร่ลงวารสารทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่องทฤษฏีเซลล์กระจกเงาของมนุษย์

ค้นพบว่า สมองมนุษย์นั้นมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “เซลล์สมองกระจกเงา( Mirror Neuron) ” เป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ เช่น การได้กลิ่น การมองเห็น การได้ยิน  การตอบสนองความรู้สึกต่างๆ เป็นตัวกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัส โดยเฉพาะผ่านการกระทำของผู้อื่น หากต้องการที่จะอยู่รอด ต้องเข้าใจการกระทำของคนอื่น หากปราศจากสิ่งนี้ ย่อม “ไม่มีสังคมมนุษย์”

จากประสบการณ์ผู้เขียนทำงานที่ปรึกษา พบว่า แท้จริงแล้วลูกน้องหลายคนตัดสินใจลาออก ไม่ใช่แค่ตัวเงินเดือน สวัสดิการ เป็นหลัก ส่วนใหญ่เกิดจาก “ผู้นำ” เมื่อหัวเสีย หางก็เสีย ตามระเบียบ

ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะดำรงตำแหน่ง ในหน้าที่ใดก็ตาม  พึงระลึกไว้เสมอว่า

“อยู่สูงจงมองต่ำ อยู่ต่ำจงมองสูง”

ผู้เขียน อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

www.ophconsultant.com

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php

เทคนิค 1 – 3 – 5 – 1 ปฐมนิเทศพนักงาน

orientation

การแนะนำรายละเอียดขององค์กร โครงสร้าง หน้าที่งาน วัฒนธรรมองค์กรคงไม่เพียงพอ ที่ทำให้ตัดสินใจทำงานหรือเดินจากไปแบบกู่ไม่กลับ หลายองค์กรพยายามเฟ้นหาคนเก่งมาทำงานพร้อมกับสูญเสียคนเก่งให้คู่แข่งไปแบบลอยละลิ่ว ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเล็กๆสำหรับการจัดโปรแกรมปฐมนิเทศ (Orientation)พนักงานใหม่  ความสำคัญอยู่ที่ผู้จัดโดยฝ่ายพัฒนาบุคลากรมีความพร้อมในการวางแผนอย่างไร กำหนดวัตถุประสงค์ เตรียมวางโปรแกรมเหมาะสม หรือไม่

หลายท่านพบปัญหา เรื่อง ผู้เข้าปฐมนิเทศน้อยไป ไม่มีวิทยากรภายในอบรม รูปแบบการจัด ห้องประชุม งบประมาณจำกัด หรือแม้แต่ ระยะเวลาเร่งรีบ แผนกต้องการคนทำงานทันที  พนักงานใหม่ที่นี่ เก่าที่อื่นหรือใหม่เอี่ยมแกะกล่อง ย่อมต้องการรับทราบข้อมูลที่จำเป็นขององค์กร เพื่อการทำงานที่มีความคล่องตัว ตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์กร จึงจะสามารถ “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ได้

ฝ่ายพัฒนาบุคลากรจึงควรให้ความสำคัญในการจัดโปรแกรมปฐมนิเทศ(Orientation)ควบคู่กับโปรแกรมพัฒนาพนักงานใหม่ (Trainee Program) ด้วยประสบการณ์ของผู้เขียนในการเป็นที่ปรึกษางานพัฒนาบุคลากร พัฒนาโปรแกรมฝึกอบรมพนักงาน

แนะนำสูตรสมการ การปฐมนิเทศพนักงานใหม่  เรียก “   1  –   3  –  5 – 1 ”

1351

จำนวนชั่วโมงการอบรม คิดเป็น (100%) ขึ้นอยู่กับการประมวลผลสมการข้างต้น โดยคิดดังนี้

1 .Policy  คือ นำนโยบายและทิศทางองค์กรในปีนี้  โครงสร้างฝ่ายบริหาร แผนกงาน ส่วนงานที่ต้องประสานงาน

รวมถึงหน่วยงานให้คำปรึกษากรณีพนักงานใหม่พบข้อผิดพลาด  หัวข้อนี้ทำให้พนักงานไม่ลอยเคว้งหรือหมด

กำลังใจปฏิบัติหน้าที่ต่อ กรณีพบปัญหาในงานหรือหัวหน้างาน  ที่สำคัญสร้างความน่าเชื่อถือต่อภาพลักษณ์แรก

ที่พนักงานเข้างาน

2.Training Need Survey คือ ประมวลผลที่สำคัญด้านความต้องการและความจำเป็นในการฝึกอบรมจากข้อมูลเดิมปีที่ผ่านมา ใช้เป็นหัวข้อฝึกอบรมพนักงานใหม่  ไม่ต้องลงรายละเอียดเชิงลึก ให้พนักงานเห็นภาพใหญ่(Big Picture )โดยสังเขป ลำดับความสำคัญแต่ละหลักสูตร ไม่เกิน 3  หลักสูตร เช่น หลักสูตรทักษะการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective communications) ,หลักสูตรการบริหารเวลา (Time management) เป็นต้น

  1.     JD คือ หน้าที่งานสำหรับพนักงานใหม่ แต่ละแผนกงาน ไม่ต้องลงรายละเอียดระบุเป็นรายบุคคล ควรชี้แจง

ภาพรวมของแต่ละส่วนงาน พนักงานต้องทำงานหรือประสานงาน  ในหัวข้อนี้ ฝ่ายพัฒนาบุคลากรควรมีการ

วางแผนจัด พี่เลี้ยง(mentoring)ผู้มีความชำนาญการทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิ ควรมีอายุงาน 3 ปีขึ้นไป ไว้คอยดูแล ให้

คำปรึกษาในเนื้องาน พร้อมจัดตารางชั่วโมงฝึกฝนอบรม ให้พนักงานเกิดความชำนาญ การจัดชั่วโมงฝึกมากหรือ

น้อยเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละหน้าที่งาน โดยนำ Competency มาใช้ในการเก็บชั่วโมงฝึกฝนได้ ถือเป็นเรื่องที่ดี

มาก

  1.     Ice Breaking /workshop เป็นการจัดกิจกรรมละลายพฤติกรรม เพื่อคลายความวิตกกังวลของพนักงานใหม่ ทำ

ความรู้จักเพื่อนร่วมองค์กร เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กรร่วมกัน พร้อมผสมผสานการจัด workshop เปิดเวทีนำเสนอ

และสร้างสรรค์แนวคิดสำหรับพนักงานใหม่ต่อองค์กร การจัดกิจกรรมนั้นขึ้นอยู่กับสถานที่ ผู้จัดอาจปรับเปลี่ยน

ตามจำนวนคน  ขนาดห้องประชุม  มีการสรุปกิจกรรมโดยทีมวิทยากรหรือผู้จัด ผู้เข้ารับการปฐมนิเทศจะมี

ความรู้สึกผูกพันต่อเพื่อนและองค์กรในระดับหนึ่ง ถือว่ากิจกรรมนี้ ต้องอาศัยทีมหรือผู้จัดที่มีความเป็นมืออาชีพ

มีความกระตือรือร้น การจัดโปรแกรมนี้จะมีประสิทธิภาพ

เทคนิคการจัดอาจมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหาให้เหมาะสมตามขนาดองค์กร  สิ่งที่ผู้จัดการอบรมพัฒนา ลืมไม่ได้เลย นั่นคือ เมื่อจัดการปฐมนิเทศบุคลากรใหม่เรียบร้อยแล้ว ควรมีการประเมินผล(Evaluation)พนักงานใหม่รายเดือน   3 เดือน  6 เดือน และรายปี เพื่อค้นหาสิ่งที่ต้องพัฒนาปรับปรุง เสริมสมรรถนะความสามารถพนักงาน ให้ตรงกับคุณสมบัติหน่วยงาน  และเสริมรากฐานการพัฒนสู่ความสำเร็จในอาชีพต่อไป

ท้ายที่สุด หากองค์กรให้ความสำคัญ “ ก้าวแรกพนักงาน ” เชื่อแน่ว่า อย่างน้อยพนักงานที่คงอยู่หรือเดินจากไป จักเป็น “กระบอกเสียงสำคัญ” ต่อภาพลักษณ์องค์กรไม่ต้องเปลืองงบโฆษณา

 

ผู้เขียน อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

ติดตามบทความพัฒนาบุคลากรได้ที่ http://www.ophconsultant.com/blog/learning/1351.php

ตาก เมือง 4 มหาราช มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติ

          จังหวัดตาก เป็นจังหวัดในภาคตะวันตกหรือภาคเหนือตอนล่างของไทย มีพื้นที่มากเป็นอันดับ 4 ของประเทศ นับเป็นจังหวัดชายแดนที่สำคัญอีกจังหวัดหนึ่งของไทย มีประวัติศาสตร์เก่าแก่นับแต่สมัยกรุงสุโขทัย ทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่งดงามหลายแห่งด้วย นอกจากนี้จังหวัดตากยังเป็นจังหวัดที่มีอาณาเขตติดต่อจังหวัดอื่น ๆถึง 9 จังหวัด
ขอขอบพระคุณ : นายสมพงศ์ หมื่นจิตต์ (ครูซัน)อาจารย์ใหญ่ รร.บ้านไม้กะพง อ.อุ้มผาง จ.ตาก
สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี (สะพานแขวน)
 
          สะพานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี หรือที่เรียกว่า "สะพานแขวน" สร้างเมื่อ พุทธศักราช 2525 ขนาดกว้าง 2.50 ม. ยาว 700 ม. พื้นทำด้วยไม้โยง ยึดด้วยลวดสลิงขนาดใหญ่ซึ่งในอดีตสามารถใช้รถจักรยานและรถจักรยานยนต์สัญจรไปมาได้แต่ปัจจุบันเป็นสะพานสำหรับเดินชมทิวทัศน์แม่น้ำปิง และมีการประดับไฟสวยงามในยามค่ำคืน เป็นสะพานแขวนที่สวยงาม เหมาะสำหรับชมความงามของลำน้ำปิงบริเวณ โดยรอบมีสวนเฉลิมพระเกียรติฯ  ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่สวยงาม มีสวนสุขภาพ และสนามกีฬาหลายประเภท ยาวตามลำน้ำปิง มีอาคารกิตติคุณสำหรับใช้จัดกิจกรรมงานต่าง ๆ ใช้จัดงานประเพณีลอยกระทงสายไหลประทีปพันดวง
ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
 
          ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่บนถนนจรดวิถีถ่อง ในปีพ.ศ. ๒๔๙๐ สร้างศาลขึ้นใหม่พร้อมกับให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระบรมรูปมีคำจารึกว่า “พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ. ๒๒๗๗ สวรรคต พ.ศ. ๒๓๒๕ รวม ๔๘ พรรษา”  ศาลนี้เป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป
เขื่อนภูมิพล
 
            เขื่อนภูมิพล เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เขื่อนยันฮี  เป็นเขื่อนเอนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทย  สร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทย และเอเชียอาคเนย์ จัดอยู่ในอันดับ 8 ของโลก มีความสูงจากฐานถึงสันเขื่อน 154 เมตร กั้นแม่น้ำปิงที่บ้านเขาแก้ว อำเภอสามเงา  สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้า และด้านชลประทาน  ความยาวของลำน้ำจากเขื่อนถึงอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่  เป็นระยะทาง 207 กิโลเมตร  รอบบริเวณเขื่อนภูมิพลเป็นแหล่งพักผ่อน และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดด้วย
        นอกจากนั้นทางเขื่อนภูมิพลได้จัดทำเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ  สองฝั่งลำน้ำปิงเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ตื่น  เป็นเส้นทางเดินศึกษาสภาพความหลากหลายของพื้นที่ป่าดิบเขา และการฟื้นฟูสภาพป่า  ตลอดจนการศึกษาลักษณะสภาพป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ความหลากหลายของภูเขาหิน ลำห้วย และน้ำตก  เพื่อให้นักท่องเที่ยวมีโอกาสได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์
ผาสามเงา
ผาสามเงา.jpg
          ผาสามเงา อยู่ในตำบลย่านรี หน้าผานั้นเจาะเป็นช่องลึกเข้าไปในเนื้อภูเขาเรียงกัน 3 ช่อง ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองช่องละองค์ มีบันไดไม้ให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปนมัสการพระพุทธรูปได้จากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.1206 มีพระฤาษีสององค์สร้างเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) และให้คนมาทูลเชิญราชวงศ์กษัตริย์จากเมืองละโว้หรือลพบุรีในปัจจุบัน ไปครองเมืองหริภุญชัย พระนางจามเทวี ได้รับมอบหมายให้ไปครองเมืองตามคำเชิญ พระนางจึงเสด็จมาทางชลมารค ขึ้นมาตามลำน้ำปิง  ปรากฏว่าเมื่อมาถึงบริเวณหน้าผาแห่งนี้เกิดเหตุมหัศจรรย์มีฝนและพายุใหญ่พัดกระหน่ำจนเรือไม่สามารถแล่นทวนน้ำขึ้นไปได้และปรากฏเงาพระพุทธรูปสามองค์ที่หน้าผาริมน้ำปิงแห่งนี้ พระนางจึงสั่งให้เจาะหน้าผาและสร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ในช่อง ช่องละองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า "ผาสามเงา" สืบมา
วัดพระบรมธาตุ
 
          วัดพระบรมธาตุบ้านตาก อยู่ที่ ต.เกาะตะเภา อ.บ้านตาก จ.ตาก ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำปิง อันมีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัย พระนางจามเทวี ล่องเรือเสด็จไปเมืองลำพูน หยุดพักบริเวณ แห่งนี้ พบว่าเป็นเมืองร้าง จึงได้สั่งให้มีการฟื้นฟูบูรณะเมืองแห่งนี้ จนกลายเป็นชุมชนเมืองตาก
          วัดพระบรมธาตุบ้านตาก ยังปรากฏในศิลาจารึของพ่อขุนรามคำแหง ที่ทรงกระทำยุทธหัตถี ชนะศึกเจ้าเมืองฉอด บนเนินเขาใกล้กับพระบรมธาตุ ประมาณ ๕๐๐ เมตรตามตำนานพระเจ้าเลียบโลก ซึ่งเขียนเป็นภาษาเหนือ กล่าวไว้ว่า สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์ล่องมาตามลำน้ำปิง พระองค์ได้เสด็จมายัง ดอยมะหิยังกะ ในเขตตัวเมืองตาก ตรัสกับพระอานนท์ว่าสถานที่นี้เป็นสถานที่สำราญ ร่มรื่น หากเราตถาคตปรินิพพานแล้วให้นำอัฐิและเกศากลับมายังดอยมะหิยังกะ
            ภายหลังจากสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพาน พระอรหันต์ทั้ง ๔ ได้นำพระบรมสาริกธาตุของพระองค์ พร้อมด้วยเกศาอีก ๔ องค์ มาประดิษฐานยังดอยมะหิยังกะ แล้วก่อเจดีย์รูปทรงสี่เหลี่ยมแล้ว นำพระบรมสารีริกธาตุบรรจุไว้ในพระเจดีย์ เพื่อเป็นที่สักการบูชาของมนุษย์และเทวดาทั้งหลายต่อมา พระครูพิทักษ์พระบรมธาตุ (ทองอยู่) ได้ไปนมัสการพระธาตุชเวดากอง ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า ท่านจึงได้จำมาก่อสร้างองค์พระเจดีย์ เหมือนเจดีย์ชเวดากองล้อมคลุมองค์เก่าไว้ ปิดทองสวยงาม
            หลวงพ่อทันใจ ปางมารวิชัย หน้าตัก ๓๒ นิ้ว และลงรักปิดทองคำเปลว ก่อนประกอบพิธีพุทธาภิเษก ๑ วัน กับ ๑ คืน เสร็จพอดี โดยคณะศรัทธาได้ตั้งชื่อว่า “พระเจ้าทันใจ” เพราะทำเสร็จเร็วทันใจ ต่อมามีญาติโยมได้มาตั้งจิตอธิษฐาน ขออะไรก็ได้สมความปรารถนา ทุกสิ่งทุกประการ นับเวลาจนปัจจุบันประมาณ ๒๐๐ กว่าปีมาแล้ว ความศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อทันใจยังคงแพร่ขยายไปทั่วสารทิศ เช่น นักฟุตบอลทีมชาติไทย เคยยกทีมมาไหว้แก้บนเมื่อหลายปีก่อน, บรรดานักการเมืองระดับชาติ, นักธุรกิจใหญ่ ต่างเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อทันใจ เดินทางมาแก้บนตามที่ได้อธิษฐานไว้ หลวงพ่อทันใจ ไม่เพียงแต่ดลบันดาลในเรื่องหน้าที่การงาน ธุรกิจ การค้าขาย สำเร็จไปด้วยดีเท่านั้น ยังรวมไปในเรื่องของความรัก คู่ครอง และขอบุตร-ธิดา โดยเครื่องบูชาหลวงพ่อทันใจ จะเป็นกล้วย ส้ม ผลไม้ตามฤดูกาล ส่วนของไหว้ประเภทเนื้อสัตว์ทุกชนิด ห้ามนำเข้ามาถวาย และห้ามนำเข้าเขตพัทธสีมาอย่างเด็ดขาด ยกเว้นไข่ต้มสุกอย่างเดียว ส่วนการเสี่ยงทายความสำเร็จ มีช้างเสี่ยงทาย ใช้นิ้วก้อยยกสำหรับผู้ชาย และนิ้วนางสำหรับผู้หญิงทำนายดวงชะตา หากสำเร็จครั้งแรกขอให้ยกขึ้นทันที และอธิษฐานยกใหม่อีกครั้ง ขอให้ยกไม่ขึ้น หากคำทำนายดีสำเร็จดังหมาย ซึ่งก็สมปรารถนาดังใจทุกประการ

เนินพิศวง 
เนินพิศวง.jpg
          อยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 68 สายตาก - แม่สอด  มีลักษณะเป็นทางขึ้นเนินที่แปลก คือเมื่อนำรถไปจอดไว้ตรงทางขึ้นเนินโดยไม่ได้ติดเครื่องรถจะไหลขึ้นเนินไปเอง  มีนักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ถึงสาเหตุนี้พบว่า เกิดจากเป็นภาพลวงตา เนื่องจากได้มีการวัดระดับความสูงของเนินลูกนี้แล้วปรากฏว่า ช่วงที่มองเห็นเป็นที่สูงนั้น มีระดับความสูงต่ำกว่าช่วงที่เห็นเป็นทางลงเนิน ดังนั้นรถที่เรามองเห็นไหลขึ้นนั้นที่จริงไหลลงสู่ที่ต่ำกว่า แต่ก็ไม่มีผู้ใดสามารถบอกได้ว่าเหตุใดจึงมองเห็นเป็นภาพลวงตาเช่นนั้นได้
น้ำตกแม่กาษา
น้ำตกแม่กาษา.jpg
          อยู่ที่ตำบลแม่กาษา  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีทางเดินขึ้นไปบนเขาสูง มีถ้ำ และธารน้ำกว้างประมาณ 5 เมตร เป็นทางจากปากถ้ำถึงน้ำตก จากเส้นทางสายแม่สอด - แม่ระมาด (ทางหลวงหมายเลข 105) ประมาณกิโลเมตรที่ 13-14 มีป้ายทางเข้าเขียนว่า บ้านแม่กื๊ดสามท่า  จากปากทางเข้าไปประมาณ 4 กิโลเมตร  และมีทางแยกเข้าไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร  เป็นทางแคบขรุขระ สองข้างทางเป็นไม้ล้มลุกขึ้นสูง ในฤดูฝนมีน้ำมากแต่ในฤดูแล้งไม่มีน้ำเลย  ทางเข้าน้ำตกนี้ยังไม่ดี และในบริเวณน้ำตกยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว
บ่อน้ำพุร้อนแม่กาษาบ่อน้ำพุร้อนแม่กาษา
          อยู่ที่ตำบลแม่กาษาเช่นกัน แยกขวาจากเส้นทางสายแม่สอด - แม่ระมาด ตรงกม. ที่ 13 - 14 เข้าทางลูกรัง 8 กม.  ผ่านเข้าไปในหมู่บ้าน  บ่อน้ำร้อนนี้อยู่ในตัวหมู่บ้าน มีบ่อน้ำร้อนอยู่ 2 บ่อ  บ่อหนึ่งมีความกว้างประมาณ 2 ม.  อีกบ่อหนึ่งกว้างประมาณ 1 ม.  นอกจากนี้ยังมีธารน้ำร้อนเป็นสายมาพบกับธารน้ำเย็น  เมื่อผ่านเข้าไปในบริเวณหมู่บ้านจะได้กลิ่นกำมะถันกรุ่นอยู่ทั่วไปและมีไอน้ำจางลอยขึ้นเหนือพื้นดินเล็กน้อย เมื่อเข้าไปดูที่ปากบ่อจะเห็นฟองและการเดือดของน้ำให้ชัดเจน  อุณหภูมิของน้ำสูงพอสมควร บริเวณหมู่บ้านมีธรรมชาติที่สวยงามล้อมรอบด้วยภูเขาสูงและไร่นาของชาวบ้านแถบนั้น  แลดูเขียวชอุ่มไปทั่ว
สะพานมิตรภาพไทย-พม่า
สะพานมิตรภาพไทย-พม่า.jpg
          สะพานมิตรภาพไทย-พม่า  ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าสายลวด สุดทางหลวงหมายเลข 105 (สายตาก – แม่ สอด)  เป็นสะพานสร้างข้ามแม่น้ำเมยระหว่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับ เมืองเมียวดีสหภาพเมียนมาร์ (หรือพม่าเดิม)  สะพานมิตรภาพไทย - พม่า มีความยาว 420 เมตร กว้าง 13 เมตร  สร้างเพื่อเชื่อมถนนสายเอเชียจากประเทศไทยสู่สหภาพเมียนมาร์ ตลอดจนภูมิภาคเอเซียใต้ ถึงตะวันออกกลางและยุโรป  เป็นประตูสู่อินโดจีนและอันดามัน
แม่น้ำเมย
แม่น้ำเมย.jpg
          แม่น้ำเมย หรือพม่าเรียกว่าแม่น้ำต่องยิน  เป็นเส้นกั้นเขตแดนไทย เมียนมาร์ ที่ยาวถึง  327 กิโลเมตร   แม่น้ำสายนี้แปลกกว่าแม่น้ำทั่วไปคือไหลขึ้นทางทิศเหนือ  โดยมีจุดกำเนิดที่บ้านน้ำด้น (เป็นน้ำที่ผุดขึ้นจากใต้ดิน) อำเภอพบพระ ไหลผ่านอำเภอแม่สอด อำเภอแม่ระมาด อำภอท่าสองยาง ผ่านบ้านสบเมย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน บรรจบกับแม่น้ำสาละวิน ไหลเข้าเขตพม่าลงอ่าวมะตะบัน
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่น
          ตั้งอยู่บริเวณป่าแม่ตื่น มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในเขตอำเภอแม่ระมาด และอำเภอสามเงา จังหวัดตาก มีเนื้อที่ 733,125 ไร่ ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทิวเขาสูงชัน สลับซับซ้อน  เป็นป่าเขาที่ครอบคลุมพื้นที่ต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยใหญ่น้อยสายต่าง ๆ จำนวนมากไหลลงสูงน้ำแม่ตื่น  แล้วไหลออกบรรจบแม่น้ำปิง ลงสู่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลตามลำดับ   เนื่องจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าแม่ตื่นมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง  และความชื้นต่างระดับกันทำให้มีสภาพป่าที่แตกต่างกันหลายประเภท  นอกจากนี้ยังมีสัตว์ป่าที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวนได้แก่ กวางผา เลียงผา และเก้งหม้อ
ลำน้ำแม่ตื่น     
ลำน้ำแม่ตื่น
ดอยสอยมาลัย
          ยอดดอยอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 1,600 เมตร  จากยอดดอยสามารถมองเห็นอ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลได้  สิ่งที่น่าสนใจภายในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฯ ได้แก่ สลาแมนเดอร์ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า จิ้งจกน้ำ เป็นสัตว์น้ำดึกดำบรรพ์ที่หายาก  ลักษณะจะเหมือนกับจิ้งจก ลำตัวสีชมพู  พื้นที่โดยทั่วไปเป็นป่าสนเมืองหนาว  มีจุดชมวิวที่ดูทะเลหมอกในยามเช้าได้ในช่วงปลายฝนต้นหนาว  ช่วงฤดูที่น่าเที่ยวเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน – มกราคม

อุทยานแห่งชาติแม่เมย / อุทยานแห่งชาติแม่ระเมิง
          มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 115,800 ไร่ หรือ 185.28 ตารางกิโลเมตร
แหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ภายในอุทยานแห่งชาติแม่เมย
ถ้ำแม่อุสุ
 
          เป็นถ้ำหินปูนที่มีขนาดกว้างใหญ่ มีลำน้ำแม่อุสุไหลเข้าสู่ปากถ้ำ มีระยะทางโดยประมาณ 450 เมตร ปากถ้ำกว้างประมาณ 20 เมตร สูงประมาณ 6 เมตร  ภายในของถ้ำมีคูหาใหญ่ ๆ อยู่ 3 คูหา มีหินงอกหินย้อยที่สวยงามมาก เวลากลางวัน แสงอาทิตย์ส่องลาดผ่านปล่องถ้ำลงมากระทบหินทราย เกิดประกายแวววาว  บริเวณปากทางเข้าถ้ำมีเจ้าหน้าที่นำเที่ยวชมภายใน  ทางเดินในถ้ำค่อนข้างสะดวก มีเพียงบางช่วงที่ต้องปีนป่ายก้อนหินบ้าง  ใช้เวลาเที่ยวชมประมาณ 1 ชั่วโมง  ถ้ำแม่อุสุจึงเที่ยวได้เฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูแล้ง
น้ำตกชาวดอย
 
น้ำตกแม่สลิดน้อย
 
ม่อนกิ่วลม
 
          เป็นจุดชมดวงอาทิตย์  ขึ้นยามเช้าที่สวยที่สุดบนเส้นทางสายนี้  มองเห็นทะเลหมอกปกคลุมหุบเขาเบื้องล่าง โดยมียอดเขาสูงต่าง ๆ โผล่พ้นสายหมอกแลดูราวกับเกาะใหญ่น้อยกลางทะเลสีขาว
ม่อนครูบาใส / ม่อนพูนสุดา
          อยู่ใกล้เคียงกับม่อนพูนสุดา ห่างกันประมาณ 200 เมตร  สามารถชมทะเลหมอกยามเช้าและชมพระอาทิตย์ตกดินได้ ห่างจากที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่เมย ประมาณ 7 กิโลเมตร
ส่วนม่อนพูนสุดา เป็นจุดชมทะเลหมอกที่สวยงามมากอีกแห่งหนึ่ง อยู่ห่างจากม่อนกระทิง 2 กิโลเมตร
ม่อนกระทิง
 
          เป็นจุดชมทะเลหมอกที่มีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่ง บริเวณนี้เคยมีกระทิงอาศัยอยู่ชุกชุมจนมีพรานป่าขึ้นมาล่าอยู่เสมอ ๆ
น้ำตกผาเทวะ
น้ำตกผาเทวะ(1).jpg
          เป็นอีกจุดหนึ่งที่จะได้พบในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ  และเป็นน้ำตกที่เด่นที่สุดในอุทยานฯ  มีความสูง ๑๕๐ เมตร  เมื่อขึ้นไปบนยอดเขาจะพบทุ่งหญ้านิรนาม  เป็นทุ่งหญ้าและหุบเขาสามารถพักแรมได้  เป็นจุดที่มีทิวทัศน์สวยงาม  และบรรยากาศเย็นสบาย ซึ่งถ้าตื่นมาตอนเช้าจะมองเห็นทะเลหมอกได้ถ้าฟ้าเปิด  ใกล้ ๆ บริเวณจะพบหลุมขุดแร่เป็นระยะ ๆ เพราะที่นี่เคยเป็นพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่มาก่อน  และบริเวณกลางป่ามีเจดีย์ซึ่งเป็นที่บรรจุอัฐิของหญิงสาวที่เลือกมาผูกคอตายเพราะผิดหวังในความรัก
ดอยหัวหมด
 
          ดอยหัวหมด เป็นยอดเขาต้นหญ้าและไม้ทนแล้งเป็นลักษณะยอดเขาเตี้ย ๆ ที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม  จุดเด่นของดอยหัวหมดในช่วงฤดูฝน  คือทุ่งดอกไม้สีชมพู เป็นต้นเทียนดอยที่จะออกดอกสีชมพูไปทั่วทั้งดอย  ช่วงที่ดอกเทียนดอยบานอยู่ในช่วงเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม  จุดเด่นของดอยหัวหมดในช่วงฤดูหนาว  คือวิวทะเลหมอก เบื้องล่างเป็นหุบเขา เมื่อเขาอยู่ระดับต่ำทำให้เห็นทะเลหมอกได้ใกล้ ๆ ซึ่งทะเลหมอกจะเกิดในแอ่งเบื้องล่าง จุดเด่นของดอยหัวหมดในช่วงฤดูร้อน คือป่าดอกเสี้ยว มีสีขาว เป็นไม้ป่า จะออกดอกพร้อมเพรียงกันในช่วงฤดูร้อน ราวเดือนมีนาคม ทำให้ป่ากลายเป็นสีขาวสวยแปลกตา
น้ำตกทีลอเร
น้ำตกทีลอเร.jpg
          ซึ่งมีเส้นทางการผจญภัยที่นับเป็นสุดยอดอีกแห่งในเมืองไทย คือ การล่องเรือยางกลางลำน้ำแม่กลอง แม่น้ำที่ถือกำเนิดในผืนป่าตะวันตก นับเป็นสายน้ำที่มีความยาวและสำคัญที่สุดอีกแห่งของเมืองไทย การล่องแม่น้ำแม่กลองตอนล่าง เริ่มต้นที่บ้านปะละทะ ความยากการล่องเรือนี้จัดอยู่ในระดับ 3-4 จึงเหมาะสำหรับการล่องด้วยเรือยางมากกว่าแพไม้ไผ่  ระยะการล่องประมาณ 27 กิโลเมตร ใช้เวลา 6-7 ชั่วโมง  ขากลับจากน้ำตกไปบ้านปะละทะ ต้องเดินป่า ผ่านป่าทึบ สลับการขึ้นเขา  ซึ่งอาจจะพบเห็นสัตว์บ้าง ควรนั่งช้างสลับกับการเดิน ระยะทางรวม 30 กิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 8-10 ช.ม.
น้ำตกโคทะ
น้ำตกโคทะ.jpg
          น้ำตกโคทะ  ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติของผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์  ในเขตบ้านกะเหรี่ยงโคทะ เป็นน้ำตก ขนาดใหญ่กว้างกว่า 100 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ ลงสู่เบื้องล่างสูงประมาณ 120 เมตร  เสียงดังกึกก้องได้ยินแต่ไกล  นับเป็นน้ำตกที่มีความสวยงามไม่แพ้น้ำตกทีลอซูที่เดียว  การเดินทางสามารถใช้ทางจากสบแม่ละมุ้ง เดินเท้าหรือนั่งช้าง ถึงหมู่บ้านกะเหรี่ยงโคทะใช้เวลาเดินทางไปประมาณ 3 ชั่วโมง  เดินเท้าจากหมู่บ้านลัดเลาะไปตามทุ่งนาสู่ผืนป่าอีกประมาณ 30 นาที จะถึงน้ำตก
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร (ฝั่งตะวันออก)
          ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และตำบลแม่ละมุ้ง อำเภออุ้มผาง จังหวัดตาก  มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ ๓,๒๐๐ ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ ๒ ล้านไร่ เป็นแหล่งอาหารและที่หลบภัยของสัตว์ป่าเป็นอย่างดี  ประกอบด้วยทุ่งหญ้า ถือว่าเป็นลักษณะเด่นของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร  มีกระจายอยู่บริเวณตอนกลางของพื้นที่รวมแล้วมากกว่า ๕๐,๐๐๐ ไร่ ป่าเบญจพรรณส่วนใหญ่ยังมีสภาพสมบูรณ์     - น้ำตกกะแง่สอด
น้ำตกกะแง่สอด.jpg
           น้ำตกกะแง่สอด  อยู่กลางป่าลึกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก  ปูพรมด้วย มอสเขียวขจีทั่วโขดหิน
น้ำตกปิตุ๊โกลอซู
          น้ำตกปิตุ๊โกลอซู.jpg
          น้ำตกปิตุ๊โกลอซู  ตั้งอยู่บนเทือกเขาดอยสามหมื่น เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 500 เมตร เป็นน้ำตกที่มีความสูงที่สุดในเมืองไทย
น้ำตกเซปละ
น้ำตกเซปละ.jpg
          เป็นน้ำตกภูเขา หินปูนที่ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความกว้าง 10 เมตร ยาว 50 เมตร  กระแสน้ำที่ตกลงกระทบโขดหินทำให้ดูคล้ายกับก้อนเมฆสีขาวที่มีความสวยงาม

ถ้ำตะโค๊ะบิ
ถ้ำตะโค๊ะบิ.jpg
           ถ้ำตะโค๊ะบิ  อยู่ในเขตบ้านแม่กลอง  ลักษณะถ้ำมีทางเดินกว้างลงไปเป็นชั้น ๆ ข้างในมีทางแยกหลาย ทาง  เป็นถ้ำขนาดใหญ่ เพดานถ้ำสูง มีหินงอก หินย้อยสวยงาม
น้ำตกนางครวญ
น้ำตกนางครวญ.jpg           น้ำตกนางครวญ  เป็นน้ำตกขนาดกลางไหลลดหลั่นลงไปเป็นชั้นเล็ก ๆ ท่ามกลางป่าร่มรื่น  มีต้นน้ำมาจากลำคลองริมท้องนาข้างทาง
อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ
          อุทยานแห่งชาติน้ำตกพาเจริญ  ครอบคลุมพื้นที่ใน อำเภอแม่สอด และอำเภอพบพระ จังหวัดตาก  ประกอบไปด้วยป่าที่อุดมสมบูรณ์  พื้นที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนเป็น แหล่งต้นน้ำลำธาร  มีเนื้อที่ประมาณ 534,375 ไร่ หรือ 855 ตารางกิโลเมตร 
 แหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยาน    
       
          เป็นน้ำตกหินปูนที่สวยงามด้วยชั้นน้ำตกที่ไหลลดหลั่นลงมาเป็นชั้นเล็กชั้นน้อยจำนวนมาก  ซึ่งไหลมาจากลำห้วยน้อยใหญ่มารวมกันเป็นแอ่งใหญ่ แล้วไหลลงน้ำตก ลดหลั่นลงไป 37 ชั้นด้วยกัน มีน้ำไหลตลอดปี
       
        บ่อน้ำร้อนห้วยน้ำนัก
บ่อน้ำร้อนห้วยน้ำนัก.jpg           เป็นบ่อน้ำร้อนธรรมชาติขนาดใหญ่  เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เมตร ลึก 2 เมตร มีอุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส เป็นบ่อน้ำร้อนที่มีความใสบริสุทธิ์ ปราศจากกำมะถัน จึงใช้อุปโภคบริโภคได้ และบริเวณขอบบ่อโดยรอบมีต้นไม้ต้นหญ้าเขียวชะอุ่ม       
        น้ำตกป่าหวาย
น้ำตกป่าหวาย.jpg          เป็นน้ำตกหินปูนอีกแห่งหนึ่ง มีน้ำตลอดปี และมีป่าหวายหนาแน่น  การชมน้ำตกต้องเดินจากชั้นล่างของน้ำตก ฝ่ากระแสน้ำขึ้นไปชมน้ำตกชั้นบนแล้วเดินต่อไปอีกประมาณ 30 เมตร จะพบปล่องภูเขากว้างใหญ่มีน้ำไหลลงสู่ปล่องดังกล่าว  แล้วหายไปในบริเวณใต้ภูเขา        
        น้ำตกธารารักษ์
 
          หรือน้ำตกเจดีย์โคะ เป็นน้ำตกขนาดเล็ก ชั้นเดียว มีน้ำตลอดปี หน้าผาสูง 30 เมตร ข้างบนเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่
เจดีย์ยุทธหัตถี
เจดีย์ยุทธหัตถี.jpg
          เจดีย์ยุทธหัตถี เป็นโบราณสถาน สร้างในสมัยสุโขทัยมีอายุราว ๗๐๐ ปีเศษ องค์เจดีย์ยุทธหัตถีอยู่เยื้องกับวัดพระบรมธาตุประมาณ ๒๐๐ เมตร ลักษณะของเจดีย์ยุทธหัตถีเป็นศิลปะแบบสุโขทัย ก่ออิฐถือปูนฐานกว้าง ๑๒ เมตร เรือนธาตุรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมขึ้นไป สูง ๑๖ เมตร
ศาลหลักเมืองสี่มหาราช
ศาลหลักเมือง 4 มหาราช.jpg
           ศาลหลักเมืองสี่มหาราช  ตั้งอยู่เชิงสะพานกิตติขจร ก่อนเข้าตัวเมืองตาก จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองตากเป็นเมืองเก่ามีมาก่อนสมัยกรุงสุโขทัย เป็นเมืองที่มีพระมหาราชเจ้าในอดีตได้เสด็จมาชุมนุมกองทัพที่เมืองตากถึง ๔ พระองค์ คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ทรงชนช้างกับขุนสามชนเจ้าเมืองฉอด สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแกรง แล้วยกทัพกลับราชอาณาจักรไทย โดยเสด็จผ่านดินแดนเมืองตากเป็นแห่งแรก สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงนำทัพไปตีหัวเมืองฝ่ายเหนือ และได้สร้างวัดพระนารายณ์ ปัจจุบันอยู่ที่เชิงสะพานกิตติขจร และ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เคยได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองตาก
วนอุทยานแห่งชาติเขาพระบาท (ไม้กลายเป็นหิน)
วนอุทยานแห่งชาติเขาพระบาท (1).jpg           ไม้กลายเป็นหินที่พบยาวประมาณ 20 เมตร และเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 เมตร   เป็นไม้กลายเป็นหินที่ใหญ่ที่สุด ตั้งแต่มีการค้นพบในทวีปเอเชีย  โดยไม้กลายเป็นหินจัดเป็นฟอสซิลชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ  โดยเกิดจากซากต้นไม้ที่ถูกแทนที่ด้วยน้ำบาดาลซึ่งสารละลายของซิลิกา และเกิดการตกตะกอนกลายสภาพเป็นหินอย่างช้า ๆ  คือแทนที่แบบโมเลกุลจนกระทั่งกลายเป็นหินทั้งหมด โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและโครงสร้างอีก มักฝังตัวอยู่ในชั้นกรวด คาดว่าจะเกิดสะสมตัวในยุคควอเตอร์นารีคอนตัน  อายุประมาณ 2 ล้านปี  จากการแพร่กระจายตัวของตะกอนตะพักที่ปรากฏ น่าจะเกิดสะสมตัวบริเวณตะพักคุ้งน้ำของแม่น้ำปิงโบราณ  ก่อนที่จะมีการปรับสภาพและเปลี่ยนทางเดิน กลายเป็นแม่น้ำปิงในปัจจุบัน
น้ำตกทีลอซู
           น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง  เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้น ๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย
          ทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม.แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อนระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม
          การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ "มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู"
อ่างเก็บน้ำห้วยลึก
อ่างเก็บน้ำห้วยลึก.jpg
           เป็นอ่างเก็บกักน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภค บริโภค และผลิดกระแสไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นที่รู้จักดีของชาวแม่สอดเพราะว่าถือว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวและเป็นสถานที่พักผ่อน ด้านทิศตะวันออกจะมองเห็นหุบเขาพะวอ ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน พอตกตอนเย็นก็จะมีประชาชนมาเที่ยวพักผ่อน มาออกกำลังกาย และชมพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น
อุทยานแห่งชาติขุนพะวอ.jpg
           ขุนพระวอเป็นผืนป่าบนเทือกเขาสลับซับ ซ้อนทางด้านตะวันตกในเขตจังหวัดตาก ความชุ่มชื้นของป่าดงดิบที่ปกคลุมอยู่อย่างหนาแน่น ทำให้อุทยานแห่งชาติแห่งนี้เป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยหลายสายและเกิดน้ำตกสวย งามหลายแห่งภายในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติขุนพะวอมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 137,500 ไร่ หรือ 220 ตารางกิโลเมตร อยู่ในอำเภอแม่สอด และอำเภอแม่ระมาด จังหวัดตาก
 ที่่มา : http://www.dnp.go.th/parkreserve/asp/style2/default.asp?npid=217&lg=1
อุทยานแห่งชาติตากสินมหาราช
          เดิมมีชื่อว่า “อุทยานแห่งชาติต้นกระบากใหญ่” เนื่องจากมีต้นกระบากที่ใหญ่สุดในประเทศไทยเท่าที่สำรวจพบในขณะนี้ มีต้นไม้ขนาดใหญ่ประมาณสิบคนโอบอยู่ต้นหนึ่ง และมีสะพานหินที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เมื่อได้ไปสำรวจพบเห็นว่า ลักษณะทางธรรมชาติซึ่งมีความโดดเด่น ได้แก่ ต้นกระบากใหญ่ สะพานหินธรรมชาติ น้ำตกห้วยหอย น้ำตกแม่ย่าป้า มีสภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ มีน้ำไหลตลอดทั้งปี และมีสัตว์ป่าที่ชุกชุม

อุทยานแห่งชาติลานสาง
อุทยานแห่งชาติลานสาง.png                    มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่อำเภอเมือง จังหวัดตาก มีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด เป็นป่าต้นน้ำลำธาร มีสัตว์ป่าชุกชุม และมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ทิวทัศน์ที่สวยงามร่มรื่น เช่น น้ำตกที่งดงามหลายแห่ง ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันทั่วไป คือ “น้ำตกลานสาง” เหมาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจเป็นอย่างยิ่ง อุทยานแห่งชาติลานสาง มีเนื้อที่ประมาณ 65,000 ไร่ หรือ 104 ตารางกิโลเมตร
วัดพระพุทธบาทดอยโล้น.jpg
          สมเด็จมหาสากยะมุณีศรีสรรเพชร เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่มีพุทธลักษณะงดงามหน้าตักกว้าง 20 เมตร สูง 38 เมตร รอยพระพุทธบาทตั้งอยู่บนยอดเขาสูงมีมณฑปสร้างครอบไว้ในบริเวณเดียวกันยังมีบ่อน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านถือว่าเป็นบ่อน้ำทิพย์ เมื่อถึงเดือนเมษายนของทุกปี ช่วงหลังประเพณีสงกรานต์ชาวบ้านจะจัดประเพณีขึ้นเขาไหว้รอยพระพุทธบาท
พระธาตุแก่งสร้อย
วัดพระธาตุแก่งสร้อย.jpg
          เป็นวัดเก่าแก่ที่คงสภาพที่สมบูรณ์ มีตำนานเล่าว่า ก่อนนี้เป็นเมืองอุดม เป็นที่ราบกว้างใหญ่ พระยาอุตุม จึงได้สร้างเมืองขึ้น ประกอบกับมีชุมชนอาศัยอยู่ริมน้ำเป็นจำนวนมาก ในครั้งพุทธกาล พระพุทธเจ้าเสด็จผ่านได้แวะพัก ชาวบ้านชาวลั๊วทราบข่าว จึงได้นำ ดอกไม้ และอาหารมาถวาย ซึ่งดอกไม้บริเวณนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ดอกสร้อย และพุทธองค์ได้นำพระเกศาให้ไว้ จึงได้สร้างเจดีย์บรรจุไว้ ซึ่งเรียก ว่าพระธาตุแก่งสร้อยมาจนถึงปัจจุบัน
พระพุทธบาทเขาหนาม
พระพุทธบาทเขาหนาม
           สำหรับวัดพระพุทธบาทเขาหนามแห่งนี้ ในอดีตไม่ได้เป็นวัด มีแต่รอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่บนยอดเขาเท่านั้น ผู้คนทั่วไปมิอาจปืนขึ้นมาสักการะได้ เพราะอยู่สูงจากแผ่นดินปกติมาก สำหรับเขาลูกนี้ที่ได้ชื่อว่าเขาหนามก็เพราะว่า มีลักษณะแหลมเหมือนหนามและสูงเทียมดอย
ถ้ำโยคี
           ถ้ำโยคี.jpg
          เป็นถ้ำที่ถูกปิดมานานเพิ่งค้นพบปากถ้ำ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยที่สวยงาม โดยมีเรื่องเล่ากันมาก่อน ว่ามีฤาษีมาอยู่ในสมัยก่อน และมีชุมชนป่าคาอยู่ใกล้กัน จากการสำรวจก็ได้พบรอยพระบาทเล็ก ๆ อยู่ด้านบนเหนือถ้ำ จึงได้สร้างวิหารน้อยครอบไว้
เกาะวาเลนไทน์        เกาะวาเลนไทน์
          เดิมคือดอยลาน เนื่องจากมีต้นลานเป็นจำนวนมาก เมื่อถูกน้ำท่วมก็ตายลง ปัจจุบันคงเหลืออยู่บ้างประปราย มักมีนักท่องเที่ยวมาเป็นประจำ เพราะมีหาดทรายขาวในช่วงน้ำลดจะสวยงามมาก สามารถลงเล่นน้ำได้ ช่วงหลังได้มีศูนย์ท่องเที่ยวเพื่อการศึกษา (ทศท) ได้มาช่วงวันวาเลนไทน์ จึงได้ขนานนามว่า"เกาะวาเลนไทน์" และคณะอื่น ๆ อย่างเช่น คณะของคุณดำรงค์ พุฒตาล ก็ได้มาเยี่ยมชม และได้นำกลับไปลงตีพิมพ์ในหนังสือคู่สร้างคู่สม จึงทำให้เกาะวาเลนไทน์เป็นชื่อเรียกติดปากผู้คนมาทุกวันนี้ และมักมาพักค้างแรมกันมากขึ้น 

วัดดอนแก้ว
วัดดอนแก้ว.jpg
          "พระพุทธรูปหินอ่อน" วัดดอนแก้ว อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นพระพุทธรูปหินอ่อน ปางมารวิชัย แกะสลักด้วยหินอ่อน ขนาดหน้าตักกว้าง 1.30 เมตร สูงจากพระแท่นฐานถึงรัศมี 1.60 เมตร ศิลปะแบบพม่า 
           เป็นพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งได้อัญเชิญมาจากประเทศพม่าเมื่อเดือนเมษายน พุทธศักราช 2546 นับเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนชาวจังหวัดตาก และชาวจังหวัดใกล้เคียง รวมถึงชาวพม่าให้ความเลื่อมใสศรัทธา ประดิษฐานอยู่ในอุโบสถวัดดอนแก้ว 
 
วัดสีตลาราม
วัดสีตลาราม.jpg
          วัดสีตลารามเป็นวัดเก่า มีบรรยากาศร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่มากมายเป็นวัดที่มีกุฏิพระ และโบสถ์สร้างตามศิลปะยุโรป แม้แต่อาคารเรือนไม้เก่าแก่ในวัดก็เช่นกัน ต่อมาพระอุโบสถถูกไฟไหม้จึงสร้างขึ้นใหม่ หน้าอุโบสถมีวิหารคตสร้างด้วยไม้แกะสลักลวดลายภายในประดิษฐานพระพุทธรูปสมัยอยุธยา
ตลาดริมเมย
          เป็นชุมชนบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเมยในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ตรงข้ามกับอำเภอเมียวดีของสหภาพพม่า เป็นตลาดค้าขายสินค้าพื้นเมืองมากมายทั้งของไทย และสหภาพพม่า เช่น  หน่อไม้แห้ง ปลาแห้ง ปลาหัวยุ่ง เห็ดหอม ถั่ว เครื่องหนัง ผ้าซาติน ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นตลาดการค้าอัญมณี เช่น หยก ทับทิม และ พลอยสีที่มาจากสหภาพพม่า การเดินทาง สามารถขึ้นรถสองแถวจากตลาดอำเภอแม่สอดไปตลาดริมเมยทุกวัน
ตลาดมูเซอ
ตลาดมูเซอ.jpg          ร้านขายผลิตผลของชาวไทยภูเขา ตั้งอยู่ริมทางสายตาก-แม่สอด (ทางหลวง ๑๐๕ ) บริเวณกิโลเมตรที่ ๒๙ ผลิตผลที่ชาวไทยภูเขานำมาขายได้แก่ พืชผลต่าง ๆ ที่เพราะปลูกได้ จะเริ่มขายตั้งแต่เช้าถึงเวลาบ่าย
ตรอกบ้านจีน
ตรอกบ้านจีน.jpg
          "ตรอกบ้านจีน" ตั้งอยู่ที่ถนนตากสิน ใกล้วัดสีตลาราม ตำบลระแหง เป็นชุมชนการค้าขายที่รุ่งเรืองมากในอดีต โดยมีชาวจีนชื่อ "จีนเต็ง" ซึ่งอพยพเข้ามาอยู่ กรุงเทพฯ มาทำการค้าขายไปถึงเชียงใหม่ และได้ขยายกิจการลงมาถึงเมืองตาก ปัจจุบันบ้านจีนจึงเหลือแต่บ้านเก่าๆ ซึ่งยังคงลักษณะของสถาปัตยกรรมเดิมไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ เหมาะสำหรับเดินทางเที่ยวชมสภาพบ้านเรือนโดยรอบและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชุมชนตรอกบ้านจีน
ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ศาลสมเด็จพระนเรศวร.jpg
           ศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช อยู่ตรงข้ามสนามกีฬาเทศบาลแม่สอด สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2545 เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ครั้นเมื่อพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ ณ เมืองแกลง ประเทศสหภาพเมียนมาร์ โดยเสด็จผ่านด่านแม่ละเมา อ.แม่สอดเป็นแห่งแรก
 พระธาตุหินกิ่ว
พระธาตุหินกิ่ว.jpg
             ตั้งอยุ่ที่บ้านวังตะเคียน หมู่ที่ 5 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก  วัดพระธาตุหินกิ่วดอยดินจี่มีพระธาตุประดิษฐานอยู่ในสถูปเจดีย์ชาวบ้านเรียกว่า "พญาล่อง" ตั้งอยู่บนภูเขา ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงมอญขนาดเล็ก สร้างไว้บนก้อนหินด้วยแรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา เป็นความมหัศจรรย์จากธรรมชาติ  ลักษณะเป็นก้อนหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนชะง่อนผากิ่วคอดเหมือนจะขาดออกจากกัน ชาวบ้านเรียกหินมหัศจรรย์นี้ว่า "เจดีย์หินพระอินทร์แขวน" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ 7 อย่าง ๑. พระพุทธรูปพระพักตร์งามภายในถ้ำฆ้องถ้ำกลอง  ๒. พระธาตุหินกิ่ว (พระธาตุหินพระอินทร์แขวน)  ๓. เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ๔. รอยเท้าพระอรหันต์ หรือรอยเท้าคนมีบุญ  ๕. พระพุทธรูปปางลีลา  ๖. เมืองลับแล  ๗. เรือโบราณ 200 ปี
วัดโพธิคุณ
วัดโพธิคุณ.jpg
           อุโบสถและศาลาการเปรียญเป็นสถาปัตยกรรมซึ่งมีศิลปะงดงาม  พร้อมทั้งจัดอาณาบริเวณอันเป็นพุทธสถานไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ  เป็นดังการเนรมิตของพระวิษณุ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ดอยมูเซอ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรตาก ดอยมูเซอ.jpg
          ตั้งอยู่หมู่บ้านมูเซอ เลขที่ 65 หมู่ 6 ตำบลแม่ท้อ อำเภอเมือง จังหวัดตาก ตลอดเส้นทางเข้าไปยังศูนย์วิจัยจะมีทิวสนสีเขียวปลูกเป็นทิวยาวเกือบตลอดทาง ด้านในศูนย์วิจัย ฯ มีเรือนรับรองสำหรับการสัมนา หรือตั้งแคมป์เพื่อสัมผัสอากาศหนาว หรือท่องเที่ยวเชิงเกษตรอนุรักษ์ และยังมีโรงกล้วยไม้ และโรงปลูกต้นกาแฟอีกด้วย
ดอยพาวี

ดอยพาวี.jpg
          ดอยพาวี หรือ ดอยพะวี มีความสูง 1,920 เมตร จากระดับน้ำทะเล ซึ่งสูงและมีทัศนียภาพที่งดงามกว่าดอยมะม่วงสามหมื่นที่มีน้ำตกเปโต๊ะลอซูเป็นจุดขาย “ดอยพาวี” โดดเด่นด้วยทิวทัศน์สันเขา ยอดดอยแหลม พืชพันธุ์ที่แปลกหายาก พร้อมชมวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงฤๅษี ที่นับวันยิ่งหาดูได้ยากเช่นกัน การเดินเท้ามายังยอดดอยแห่งนี้ ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ถือว่ากำลังพอเหมาะ ถ้ามาหน้าหนาวรับรองยิ่งฟินฮะ
 ขอบคุณภาพจาก : www.facebook.com/ChillDTravel
ขอบคุณข้อมูลจาก : pantip.com/topic/34043217
กาดนั่งยอง คล้องย่าม ถนนคนเดินริมแม่น้ำปิงเมืองตาก

กาดนั่งยอง คล้องย่าม.jpg
           นับเป็นถนนคนเดินแห่งใหม่ที่เกิดขึ้นในตัวเมืองตาก ท่ามกลางบรรยากาศริมแม่น้ำปิงตลอดความยาวหลายร้อยเมตรรวมอาหารคาวหวาน ของใช้ ของฝาก ของที่ระลึก มากมายหลากหลายให้เลือกช้อปยามเย็น บริเวณหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดตาก บรรยากาศดีอย่าบอกใคร อาหารการกินมากมายหลายรายการคิดค้นกันขึ้นมาให้แปลกแหวกแนวไม่เหมือนที่อื่น เป็นเมนูใหม่ รูปแบบใหม่ ถูกใจนักชิมทั้งชาวไทยและต่างชาติ เปิดให้เลือกช้อปทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ไม่ไกลจากศาลพระเจ้าตากสินมหาราช

อ้างอิง : th.wikipedia.org/wiki/จังหวัดตาก

                     www.tak.go.th

                     http://www.painaidii.com/

                     http://www.dnp.go.th

                     http://travel.kapook.com

                     http://travel.mthai.com

                     www.touronthai.com

10 ร้านสุดเด็ดเมืองตาก

      1.ข้าวเม่า ข้าวฟ่าง ตาก
ข้อมูล : ข้าวเม่า ข้าวฟ่างร้านอาหารที่มีชื่อเสียงอย่างมากในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยร้านมีความสวยงามสร้างได้โดดเด่นภายใต้การเนรมิตป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ มาสร้างสรรค์ในบรรยากาศป่าในจินตนาการตกแต่งด้วยพรรณไม้นานาชนิด รวมไปถึงน้ำตกขนาดใหญ่ ผสมผสานกับความกลมกลืนของมวลไม้ป่าธรรมชาติได้อย่างลงตัว ให้บรรยากาศร่มรื่นสบาย พรั่งพร้อมด้วยอาหารไทย อาหารพื้นบ้านตามฤดูกาล และ เมนูผักสดอร่อยที่นำมาปรุงแต่งรสชาติอย่างพิถีพิถัน บริการอันเป็นเลิศ เปี่ยมด้วยอัธยาศัยไมตรี สร้างความสุขอันเต็มอิ่มแด่ลูกค้าผู้มาเยือน เชิญสัมผัสบรรยากาศและลิ้มลองอาหารเลิศรสได้ทุกวัน
ที่ตั้ง : 382 หมู่9 ถนนแม่สอด-แม่ระมาด ตำบลแม่ปะ อำเภอแม่สอด ตาก
โทรศัพท์ : 055-532483
เวลาเปิด-ปิด : มื้อกลางวัน : 11.00 น. - 15.00 น. //มื้อเย็น : 17.00 น. - 22.00 น
การเดินทาง : ใช้เส้นทางถนนแม่สอด-แม่ระมาด ตรงไปประมาณ 2 กิโลเมตรก่อนถึงทางแยกไปอำเภอแม่ระมาด จะเห็นร้านข้าวเม่าข้าวฟ่างอยู่ด้านซ้ายมือ
  1. ขนมจีนขยุ้ม ร้านคุณน้อย
ข้อมูล : ขนมจีนขยุ้ม ร้านคุณน้อยร้านอร่อย แบบฉบับสูตรป้าน้อยสไตล์ขนมจีนขยุ้มด้วยมือ ร้านตั้งอยู่บนถนนสายเอเซีย อำเภอแม่สอด จังหวัดหวัดตาก เป็นร้านขายขนมจีน มีน้ำยาให้ได้เลือกลิ้มรสหลายอย่างทั้ง น้ำยากระทิ น้ำยาป่า น้ำพริก น้ำเงี้ยว อีกทั้งยังมีเมนูอาหารตามสั่งอีกมากมาย บรรยากาศในร้านมีให้เลือกนั่งได้หลายโซนไม่ว่าจะโซนโอเพ่นแอร์ และห้องปรับอากาศเย็นสบาย
ที่ตั้ง : 59/9 ถนนสายเอเชีย ซอยร่วมใจ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก 63110
โทรศัพท์ : 055-533-916
เวลาเปิด-ปิด : 9.00 - 17.00 น
การเดินทาง : ใช้ถนนสายเอเชีย จากตัวเมืองตาก ให้ตรงไปอำเภอแม่สอด ก่อนถึงร้านให้สังเกตสถานีวิทยุเอเอ็ม
เมนูนี้แนะนำ : ขนมจีน, น้ำยากระทิ, น้ำยาป่า, น้ำเงี้ยว, น้ำพริก, ไก่ทอด
  1. ชิดชล ตาก

ชิดชล ตาก.jpg

ข้อมูล : ชิดชล ร้านอร่อยริมน้ำ ร้านบรรยากาศดีน่านั่งสามารถมองเห็นวิวสะพานยาวข้ามแม่น้ำปิงสวยงาม ร่มรื่นและเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมีเมนูหลากหลายให้ได้เลือกลิ้มลอง ทุกเมนูล้วนปรุงมาจากเชฟสุดยอดฝีมือ แถมการบริการก็ยังเป็นกันเองจนน่าประทับใจ
ที่ตั้ง : 276/16 ถนนไทยชนะ ตำบลเชียงเงิน อำเภอเมืองตาก
โทรศัพท์ : 055-512-366
เวลาเปิด-ปิด : 10.00-22.00น.
การเดินทาง : ใช้ถนนไทยชนะ ตรงไปบริเวณเชิงสะพานกิตติขจร จะเห็นร้านชิดชลอยู่ขวามือ ติดกับแม่น้ำฝั่งในเมือง บนถนนไทยชนะ
เมนูนี้แนะนำ : กระดูกหมูอ่อนผัดพริก, ผักกรูดผัดน้ำมันหอย, ต้มยำปลาคัง, ไก่ทอดหมี่กรอบ
  1. ไอยราวดี ตาก
ข้อมูล : ไอยราวดี ร้านอาหารตั้งอยู่ริมแม่น้ำปิง ภายในตกแต่งแบบเล่นระดับ มีที่นั่งให้ลูกค้าเลือกนั่งได้หลากหลายมุม โดยทุกมุมสามารถสัมผัสได้กับบรรยากาศร้านอาหารริมน้ำทั้งสิ้น บริเวณทางเดินเข้าร้านและหน้าร้านร่มรื่นด้วยต้นไม้นานาพันธุ์ ช่วงค่ำภายในร้านจะดูโรแมนติกด้วยแสงสีจากโคมไฟ
ที่ตั้ง : หมู่ 7 4/4 ตำบล ป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก จังหวัด ตาก 63000
โทรศัพท์ : 055-558-013
เวลาเปิด-ปิด : 17.00-22.00น.
การเดินทาง : จากตัวเมืองตาก ตรงมาทางสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน ข้ามสะพานมาประมาณ 100 เมตรให้เลี้ยวขวา ประมาณ 1 กิโลเมตร เข้าถนนเจดีย์ยุทธหัตถี ร้านอาหารไอยราวดีอยู่ด้านขวามือ ติดแม่น้ำปิง
เมนูแนะนำ : ขาหมูไอยราวดี, ไส้กรอกรวม, สเต็กหมูจิ้มแจ่ว, ต้มยำปลาเก๋า, ปลาทับทิมทอด
  1. บ้านเคียงน้ำ ตาก
ข้อมูล : บ้านเคียงน้ำ ร้านอาหารบรรยากาศร่มรื่นสดชื่นท่ามกลางธรรมชาติทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายเมื่อเข้ามาทานอาหารที่ร้าน โดดเด่นด้วยเรื่องรสชาติที่พิถีพิถันในการปรุง ใช้วัถุดิบชั้นดี ที่สำคัญราคาประหยัด
ที่ตั้ง : ถนนแยกทางหลวงหมายเลข 1 (ตาก) - เจดีย์ยุทธหัตถี ตำบลป่ามะม่วง อำเภอเมืองตาก ตาก 63000
โทรศัพท์ : 0-5589-4069
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน 10.00 - 22.00 น.
การเดินทาง : ถึงตัวเมืองตากใช้ถนนข้ามสะพานกิตติขจรตรงเข้าไปประมาณ 200 เมตร ให้เลี้ยวซ้ายจากนั้นจะมีป้ายบอกตลอดทาง ร้านอาหารบ้านเคียงน้ำจะตั้งอยู่ฝั่งขวามือติดกับแม่น้ำปิง
เมนูนี้แนะนำ : เมนูอร่อยหลากหลายทำตามสั่ง
  1. สวนอาหารกวางตุ้ง ตาก
ข้อมูล : สวนอาหารกวางตุ้ง เปิดมาแล้วมากกว่า 30 ปี ในปัจจุบันตกแต่งร้านบรรยากาศสไตล์เหมือนได้มาเยือนเมืองจีน สัมผัสบรรยากาศเมืองจีนได้ที่นี่ที่เดียว ร้านใหญ่ที่จอดรถกว้างขวาง สามารถรองรับนักท่องเที่ยว และทัวร์ได้เป็นจำนวนมาก ภายในร้านมีทั้งหมด 40 กว่าโต๊ะ มีห้องVIP แบบ12ท่านโต๊ะอาหารหมุนได้ มีห้องจัดงานเลี้ยง งานแต่งงาน จำนวน 30-35โต๊ะ การบริการแสนประทับใจ อาหารสะอาดถูกหลักอนามัยคัดสรรวัตถุดิบชั้นดี และห้องครัวใหญ่ที่สุดในแม่สอด
ที่ตั้ง : 43/11 ถ.ราษฎร์อุทิศ ต.แม่สอด อ.แม่สอด จ.ตาก 63110
โทรศัพท์ : 055-532-030, 055-533-179
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน
การเดินทาง : ใช้ถนนศรีพานิช ตรงมาเรื่อยๆ จะพบซอยของโรงแรมพรเทพ เลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยจะพบร้านอาหารกวางตุ้งอยู่ด้านซ้ายมือ
เมนูนี้แนะนำ : ปลาเมยนึ่งซีอิ้ว , พริกหยวกยัดไส้, สาหร่ายห่อกุ้งทอด, แพะตุ๋นน้ำแดง , กุ้งผัดซอส xo
  1. พรชัย ตาก
ข้อมูล : ร้านพรชัย สาขา 2 ร้านอร่อยเด็ดเจ้าดังตั้งอยู่ริมแม่น้ำเมย ภายในร้านบรรยากาศดี ตกแต่งเรียบง่าย ให้บริการแบบเป็นกันเอง ด้วยความที่เปิดมานานจนเป็นที่รู้จัก ไม่ว่านักท่องเที่ยวจากไหนเป็นต้องแวะที่นี่ทุกรายไป
ที่ตั้ง : 310 ถนนริมเมย ท่าสายลวด แม่สอด ตาก 63110
โทรศัพท์ : 055-563-008
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน
การเดินทาง : ใช้ถนนริมเมย ร้านอาหารพรชัยสาขาริมเมย สังเกตุร้านตั้งอยู่ติดกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง
เมนูนี้แนะนำ : หลากหลายเมนูตามสั่ง
  1. ครัวชิดวนา ตาก

ครัวชิดวนา ตาก.jpg

ข้อมูล : ครัวชิดวนา ร้านหมูกระทะเจ้าดังของอำเภอแม่สอด โดดเด่นด้วยเมนูปิ้งย่างสไตล์หมูกระทะ หลากหลายเมนูปิ้งย่างไม่ว่าจะบรรดาเนื้อหมูต่างๆ เมนูซีฟู้ดสุดพิเศษ ทุกอย่างสดใหม่คุณภาพดี พร้อมน้ำจิ้มสดใหม่รสชาติสูตรเด็ดไม่เหมือนใคร ร้านโปร่งโล่งสบาย ตกแต่งเรียบง่าย เน้นการบริการแบบเป็นกันเอง
ที่ตั้ง : 142 ถนนชิดวนา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก
โทรศัพท์ : 055-532-614
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน
การเดินทาง : ใช้ถนนชิดวนาตรงไป สังเกตร้านตั้งอยู่ ตรงข้ามการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอแม่สอด
เมนูนี้แนะนำ : หมูกระทะ พร้อมน้ำจิ้มรสเด็ด
  1. ศุภาแหนมเนือง ตาก
ข้อมูล : ศุภาแหนมเนือง ร้านอาหารเวียดนามสุดอร่อย ที่ให้คุณได้อิ่มอร่อยกับอาหารคุณภาพหลากหลายรสชาติดีทั้งไทย เวียดนาม บรรยากาศดี ที่ศุภาแหนมเนือง สนุกสนานกับคาราโอเกะสุดมันส์ มีทั้งห้องรวมและห้อง VIP ราคาไม่แพง มีที่ให้เลือกนั่งได้หลายโซน การบริการดี่เยี่ยมจนน่าประทับใจ
ที่ตั้ง : 171/1 ตำบลไม้งาม อำเภอเมือง จังหวัดตาก
โทรศัพท์ : 055-541-266 , 091-838-8935
เวลาเปิด-ปิด : 9:30 - 20:00น.
การเดินทาง : ใช้ถนนตรงไปทางตำบลไม้งาม
เมนูนี้แนะนำ : แหนมเนือง, หมูยอเอ็นแก้ว, เบื้องญวน
  1. นฤมลแหนมเนือง ตาก
ข้อมูล : นฤมลแหนมเนือง ร้านอาหารเวียดนาม จังหวัดตาก ได้รับเกียรติบัตรของสำนักงานสาธารณสุขออกให้โดยกระทรวงสาธารณสุข (Clean Food Good Taste) บรรยากาศเย็นสบายติดแม่น้ำปิง มีเมนูอาหารเวียดนามหลากหลายให้เลือกชิม ทุกเมนู ใหม่ สด สะอาด
ที่ตั้ง : 220/1 ถนนไทยชนะ ตำบลระแหง อำเภอเมือง จังหวัดตาก
โทรศัพท์ : 055-515-134
เวลาเปิด-ปิด : เปิดให้บริการทุกวัน 10.30 - 14.30 น.
การเดินทาง : ใช้ถนนไทยชนะตรงเข้าไปทางเข้าตำบลระแหง
เมนูนี้แนะนำ : กระดูกอ่อนสาวญวณ, กุ้งพันอ้อย,ไก่ทอดเกลือ, และข้าวคลุกแหนม

อ้างอิง : http://www.painaidii.com/

ติดตามรายละเอียดได้ที่ …..http://www.ophconsultant.com/blog/travel/tak.php

หลักสูตรใหม่ประจำปี 2016

พบกับหลักสูตรใหม่ ปี 2016 ESB , Mornitoring & Survey ,พัตนาผู้จัดการและหัวหน้างาน , KPIs & Competency ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่… www.ophconsultant.com