บริหารคนแบบซุนวู

Lonely-Man-Rex.jpg

ในด้านศิลปะแห่งการนำทัพ ซุนวูเสนอให้ผูกใจด้วยพระคุณ สร้างเอกภาพด้วยพระเดช ปกครองด้วยระเบียบวินัย ในด้านยุทธวิธี ซุนวูเน้นการจู่โจมฉับพลัน เผด็จศึกฉับไว ในด้านยุทธศาสตร์ซุนวูเสนอการวางแผนอย่างเหนือชั้น ชนะข้าศึกโดยมิต้องรบ ในด้านการบัญชาการ ซุนวูเสนอให้ผ่อนคล้อยตามสภาวการณ์ รู้เขารู้เรารบในแบบและนอกแบบเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน…
นี้คือ ตัวอย่างของหลักการวางแผน การปกครองคนหมู่มาก เพื่อการรบและเพื่อชัยชนะของการทำสงครามต่างเมือง มีไม่น้อยที่หลายท่านได้อ่านหนังสือฉบับ 3 ก๊ก แล้วอ่านพิชัยสงครามซุนวู พบว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในการทำสงคราม
ตำราซุนวูสอนให้ผู้อ่านวางแผนแบบแยบยล รู้เขารู้เรา เอาชนะโดยไร้ซึ่งการเสียเลือดเสียเนื้อ รู้จักยุทธวิธีการวางแผนการศึก ในตอนหนึ่งของหนังสือ พิชัยสงครามซุนวู โดยนักแปลฝีมือดี คุณอธิคมและคุณอดุลย์
หากอ่านแล้วนำหลักการยุทธ์พลิกแพลงกลับมาใช้ในการดูแล บริหารบุคลากรในองค์กร นับว่ามีประโยชน์มากโขทีเดียว หนังสือตำราซุนวูกล่าวถึงหลักการเลี้ยงคนและบริหารคนในกองทัพ ตอนหนึ่ง ว่า ..
“การทำสงครามต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ กองทัพกะปลกกะเปลี้ย ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดทรัพย์สินแคว้นอริ แย่งเสบียงจากข้าศึก
ดังนั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นฆ่าสังหารข้าศึก ต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น หากต้องการให้นักรบแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง
อันรถศึก ถ้ายึดรถศึกได้ 10 คัน ต้องตกรางวัลให้ผู้ยึดคนแรกให้อย่างงาม เชลยนั้น ต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร จึงกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ยิ่งทำให้ฝ่ายตนเข้มแข็ง ”
ท่านจะเห็นว่า การบริหารคนในองค์กร ไม่ต่างอะไรจากพิชัยสงครามซุนวู หากหวังจะให้ธุรกิจเติบโต ได้เปรียบคู่แข่ง สิ่งสำคัญคือการคงไว้ซึ่งการบริหารทรัพยากรในองค์กร งบประมาณ บุคลากร อยากให้คนเก่งมีใจทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ ท่านผู้บริหารต้องวางยุทธ์ในการเลือกคนทำงาน การขับเคลื่อนผลักดันศักยภาพคน จำแนกและระบุบุคคลแต่ละประเภทในองค์กรให้ได้
คนเก่งในองค์กรมีหลายแบบ หากต้องมีวิธีการจูงใจแบบคู่ขนาน How To Reward ? การจูงใจบางอย่างต้องใช้ทรัพย์สิน เงินทอง ของรางวัล แต่การจูงใจบุคคลบางประเภทกลับไม่ต้องใช้ทรัพย์มากมายก่ายกอง มีเพียงการวางกลยุทธ์การผลักดันศักยภาพที่เขามี ให้นำมาใช้พัฒนาอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง เขาเหล่านั้นกลับทำประโยชน์ได้อย่างมหาศาล คงอยู่เคียงข้างองค์กร
ดังนั้น หากองค์กรไม่มีงบประมาณมาจัดสรร กระตุ้นให้พนักงานเจ้าหน้าที่เกิดการจัดทำโครงการ การพัฒนาใดๆก็ตาม ผู้เขียนแนะนำว่า ให้ใช้การให้รางวัลแบบไม่ใช่ข้าวของเงินทอง แต่นั่นคือ รางวัลทางใจและรางวัลทางกระตุ้น ส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่
บางครั้ง บางท่านมองเพียงมุมเดียว ว่าเขาเหล่านั้นในองค์กร แท้จริงต้องการขั้นเงินเดือน เงินเพิ่ม เงินรางวัล แต่หากใช้การสำรวจ( Survey) เพื่อหาจุดที่ต้องการ เหมาะสม ท่านจะพบเรื่องที่ไม่คาดคิดจากความรู้สึกที่แท้จริงของเขาเหล่านั้น ลองนำกลยุทธ์ซุนวูไปปรับใช้ดูนะคะ
………………………………………………………………..
Cr. Picture


http://www.independent.co.uk 

บทความ  หลักสูตร  อบรม  ซุนวู  คนเก่ง  กลยุทธ์  สงคราม  บริหาร  จูงใจ  รางวัล  ปัจจัย  เชลย 

 องค์กร  สำรวจ  survey  reward training 

Advertisements

แนวทางลดปัญหา Turnover

Businessman and a problem

        นี่คือแบบอย่าง การทำงานที่มีประสิทธิภาพสำหรับนักสรรหา (Recruiter) นั่นคือ ในการลาออกแต่ละเดือนนั้น นักสรรหาบุคลากร ควรนำจำนวนผู้ลาออกหารจำนวนพนักงานที่มีอยู่ทั้งหมด และพิจารณาหาสาเหตุทุกเดือน ไม่ปล่อยละเลยเป็นเรื่องปรกติ 

          นอกจากนั้น ควรพิจารณาหาเหตุผลเพิ่มเติม เช่น ตำแหน่งที่ลาออก ผู้ทำงานอยู่ในกลุ่มดาวเด่น ผลงานดี ตำแหน่งงานเฉพาะทาง กลุ่มนี้ถือเป็นทรัพยากรบุคคลที่สำคัญขององค์กร ควรมีการกำหนดเกณฑ์เป้าหมาย ที่เกินจำนวนรับได้ ของจำนวนผู้ลาออกในกลุ่มนี้ หากเกินจำนวนนักสรรหาควรวางแผนพิจารณาร่วมกับผู้บังคับบัญชาหรือฝ่ายบริหาร ในการหาทิศทางรองรับ แก้ปัญหาที่เหมาะสม 

          การลาออก ถือเป็นสิทธิ์ของผู้ทำงานในการตัดสินใจส่วนหนึ่ง แต่เมื่อคัดเลือกสรรหาบุคลากรเข้ามาในหน่วยงาน หัวหน้างานในหน่วยงาน ต้องมีกระบวนการส่งเสริม ดูแล ควบคุม ติดตาม อย่างมีระบบ ทำอย่างไร ให้พนักงานสามารถทำงานได้ตามเป้าหมายและใช้ชีวิตในที่ทำงานอย่างสะดวกใจ 

ตัวอย่าง แนวทางการลด Turnover พนักงาน 

turnover reduce.jpg

          แนวทางลดการลาออก แต่ละองค์กรต้องมีแผนป้องกัน แก้ไข ส่งเสริมที่อย่างจริงจัง ไม่มองการแก้ปัญหาเป็นเรื่องของนักสรรหาบุคลากร เพราะความรับผิดชอบหลักในการดูแลบุคลากรเมื่อเข้าสู่สายงาน เป็นหน้าที่สำคัญของ Line Manager ในการจูงใจ รักษาพนักงานที่มีความสามารถ(Retain Talent) ให้ทำงานอยู่คู่องค์กร มีความรักศรัทธาในเพื่อนร่วมงานและฝ่ายบริหาร 
……………………………………………………………..
Cr.Picture 


http://www.governing.com/columns/smart-mgmt

turn over  line manager  retain talent  buddy  engagement  training  reward 


 recruiter  succcession plan  career path  planning  ลาออก อบรม  บทความ 


 หลักสูตร  สรรหา   

จัดทำแผนพัฒนารายบุคคล (IDP)

idp_pic

     หลังจากผ่านกระบวนการ สรรหาคัดเลือกผู้ที่เหมาะสม ทั้งทางผลปฏิบัติงานและสมรรถนะความสามารถ เมื่อเข้าสู่กระบวนการพัฒนารายบุคคล (Individual Development Plan : IDP) อาจกำหนดแนวทางพัฒนาที่แตกต่างกันไปตามความเหมาะสม ความจำเป็น ระยะเวลาและงบประมาณขององค์กร 

          รูปแบบที่จัดทำทั่วไป แบ่งออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

  ex idp.jpg

          การเลือกจัดทำแผนพัฒนา เป็นระยะ 

          – จัดทำแผนพัฒนาระยะสั้น (Short Course) : อบรม(Training) , มอบหมายให้ศึกษางานดังกล่าวแล้วมาสรุป (Reading-Briefing) , ศึกษาดูงานในองค์กรตัวอย่าง (Best Practice) , เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ(Workshop) 

          – จัดทำแผนระยะกลาง (Middle Course) : ระบบจับคู่เพื่อคอยดูแลงานอย่างใกล้ชิด(Buddy) , พี่เลี้ยงคอยดูแลควบคุม (Monitoring) , ผู้เชี่ยวชาญสอนงานใกล้ชิด(Expert Briefing) , มอบหมายให้สังเกตรายงานเป็นระยะ (Observation) 

          – จัดทำแผนระยะยาว (Long Course) : มอบหมายโครงการให้จัดทำ (Project Assignment) , ส่งศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น (Continuing Education) 

          ตัวอย่างแผนพัฒนารายบุคคล(จากภาพ) ต้องลำดับการพัฒนาที่เร่งด่วนและสำคัญมากเป็นอันดับแรกๆ อาจแบ่งระยะเวลา พัฒนาแต่ละ GAP ที่พบแตกต่างกัน ไม่จำเป็นว่า แต่ละรูปแบบต้องพัฒนาระยะสั้นหรือพัฒนาระยะยาว มีการผสมผสานรูปการพัฒนาในหนึ่งตำแหน่งต่างกัน แต่เมื่อจบการพัฒนาแต่ละจุด ต้องมีการประเมินผลลัพธ์ที่ได้ และทำการ Feedback ให้พนักงานท่านนั้นรับทราบ เพื่อนำมาปรับปรุง ส่งเสริมศักยภาพ (High Potential) ต่อไป 

          แต่ละองค์กรต้องมีการวางแผนพัฒนาที่เป็นรูปแบบมาตรฐานตนเอง ไว้ก่อน หลังมีการประเมินผลปฏิบัติงาน(KPI) ประเมินสมรรถนะความสามารถ(Competency)ในงานปลายปีแล้ว ผู้จัดทำที่รับผิดชอบดูแลแผนพัฒนา ควรมีการประชุมส่วนที่เกี่ยวข้อง รวบรวม นำเสนอ วางรูปแบบ เสนองบประมาณ ที่เหมาะสมร่วมกัน เพื่อการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ 

……………………………………………………………

คำถามชวนคิด 

แผนพัฒนารายบุคคล (IDP) นั้น ควรใช้พัฒนาบุคคลกลุ่มใดในองค์กร ? 

1) กลุ่มหัวหน้างาน , ผู้จัดการ 

2) กลุ่มพนักงานทำงานเกรด A ,B 

3) กลุ่มพนักงานที่หัวหน้าแผนกคัดเลือกขึ้น 

4) พนักงานที่ทำงานต่ำกว่ามาตรฐาน 

5) กลุ่มพนักงานดาวเด่น 

คำตอบ คือ …………………………………………………………………………

………………………………………………………

Cr.picture 

http://www.aussiecon4.org.au/read-books 

 IDP  GAP  จัดทำ  แผนพัฒนา  รายบุคคล  feedback  training  high  potential 

 บทความ  อบรม  บุคคล  HR  HRD  KPI competency  ตัวอย่าง 

“ สร้างเสน่ห์จากน้ำเสียง ” ฝึกง่ายๆ

shout.jpg

สำคัญมาก ก่อนพูดทุกครั้งเราเป็นนายคำพูด ผู้พูดควรไตร่ตรองทุกประโยคที่พูด “ อย่าพลั้งพลาดให้คำพูดกลับมาเป็นนายเรา ” การพูดดีมีเสน่ห์ น้ำเสียงชวนฟัง ไม่จำเป็นต้องเกิดมาหน้าตาหล่อ สวย เสียงดี ทุกคนสามารถพูดให้เกิดเสน่ห์แก่ตนเอง ฝึกได้ไม่ยาก รวมไปถึงหลายคน พูดสร้างความสำเร็จในอาชีพมาแล้ว นับไม่ถ้วน แต่มีไม่น้อยที่คำพูดทำให้ ขาดที่ยืนในสังคม ด้วยประโยคที่ “ไม่ทันคิด” ให้รอบคอบ
ไม่ว่าผู้จัดการหัวหน้า ลูกน้อง ทำงานสายอาชีพใด พบว่า น้ำเสียงมีส่วนสำคัญทำให้ “ ชีวิตเกิดหรือดับ…อนาคต” ยกเว้น บุคคลพิเศษที่ไม่สามารถใช้เสียงสื่อสารได้ สวรรค์สร้างมาให้เขามีจิตใจเข้มแข็ง ฝึกปรือทักษะการสื่อสารด้วยภาษามือ แทนการใช้เสียงพูด
ดังนั้น เมื่อเราสามารถพูดได้อย่างอิสระแล้ว เราควรใช้สิทธิในการสื่อสารที่มีอยู่ อย่างสร้างสรรค์ สร้างเสน่ห์ สร้างมิตรภาพแทนสร้างศัตรู
หากหมั่นฝึกฝนการพูด ฝึกสังเกตนักพูด ผู้ประกาศ ผู้บริหาร หัวหน้างาน แม่ค้า ตำรวจ ทหารหรือผู้ร่วมงาน จะพบว่าแต่ละคนมีลักษณะการพูด ท่าทางความเชื่อมั่น ความมั่นใจต่างกัน แน่นอนหากคุณหมั่นฝึกการพูด ใช้น้ำเสียงตนเอง คุณจะเรียนรู้โทนเสียง จังหวะการพูดตนเองได้ดี ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใด งานประชุม นำเสนองาน พบปะลูกค้า สนทนากับกลุ่มเพื่อน คุณจะสามารถพูดได้ดีและดีเยี่ยมอย่างน่าทึ่ง
เราเกิดมามีโทนเสียงแตกต่างกัน แต่สามารถทำให้เสียง น่าฟัง น่าเชื่อถือได้ ซึ่งวิธีฝึกนั้นไม่ยากเกินไป ก่อนอื่น มาเรียนรู้การดูแลเสียงของเรา ให้มีความคมชัด พูดได้คล่องแคล่ว ซึ่งเป็นพื้นฐานข้อแรกในการฝึกใช้น้ำเสียง

 การดูแลเสียงก่อนและหลังพูด 

ออกกำลังกาย : แน่นอน หากร่างกายแข็งแรง เราจะมีพลังในการใช้เสียงมาก แต่หากเราเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย เจ็บป่วย ไม่สบาย คุณจะพบว่า น้ำเสียงมีลักษณะช้า ไม่กระตือรือร้น ผู้ฟังฟังแล้วเกิดความรู้สึกเกิดความเบื่อหน่าย ท้อแท้ตามผู้พูด วิธีออกกำลังกายที่ดีนั้น เช่น ว่ายน้ำ แอโรบิค โยคะ ถ้าไม่มีพื้นที่กว้างบริเวณรอบบ้าน เราสามารถออกกำลังกายในห้องได้ เช่น ซิทอัพ หรือวิดพื้น วันละ 100 ครั้ง นอกจากช่วยลดพุงแล้ว กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรง ได้เหงื่อดี ปอดขยาย มีพลังอีกมากในการใช้น้ำเสียง ถ้าอยากได้บรรยากาศผ่อนคลาย เดินเร็วหรือวิ่งจ๊อกกิ้ง สบายๆพอมีเหงื่อ วันละ 30 นาที ระยะทางไกลพอควร
ฝึกหายใจ : การหายใจ ต้องฝึกให้เป็นจังหวะ มีความพอดี ปกติเราหายใจเข้า หายใจออกเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว แต่เมื่อใดก็ตามทีคุณต้องใช้น้ำเสียงพูด เป็นเวลานาน หรือเปล่งน้ำเสียงให้ดังกังวาน การหายใจนั้นสำคัญมาก ควรรู้จังหวะฝึกให้สัมพันธ์กับการพูด
– หายใจเข้า ฝึกหายใจเข้าอย่างช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจเข้า หน้าท้องจะพอง ขยายตัวออกเล็กน้อย ลองฝึกประจำทุกวัน จะพบว่าทำได้เองแบบธรรมชาติ
– หายใจออก ฝึกหายใจออก ช้าๆ ลึกๆ ขณะหายใจออกหน้าท้องแบนราบ แฟบลง สำหรับผู้ที่มีไขมันสะสมไว้หน้าท้องมากหน่อย ให้สังเกตว่าหน้าท้องยุบลงเล็กน้อย เมื่อหายใจเข้าหน้าท้องกลับมาเท่าเดิม
– ขณะพูด ฝึกหายใจเข้า หายใจออกและฝึกพูดไปพร้อมกับหายใจ อย่างธรรมชาติ ช่วงแรกๆ พบว่าหากเรามัวแต่ กังวลเรื่องจังหวะหายใจ และการขึ้นลงของหน้าท้อง เราจะพูดแบบไม่เป็นธรรมชาติ เสียงมีลักษณะเกร็งๆ เล็กน้อย ดังนั้น ข้อควรจำในช่วงฝึกใหม่ๆ จังหวะที่เราหายใจเข้า ไม่ควรพูด

คำถามคือ แล้วจะหยุดพูดช่วงหายใจเข้าอย่างไร ? 

… ช่วงหายใจเข้านั้น เป็นช่วงที่แบ่งประโยคพูด เพื่อเริ่มต่อประโยค หรือใจความถัดไป ใช้เวลา ไม่เกิน 1-2 วินาที ในช่วงรอยต่อระหว่างประโยค จังหวะแบ่งการหายใจ ฝึกแรกๆอาจดูไม่คล่อง แต่เมื่อเคยชิน รับรองพูดปรื๋อเลยค่ะ
– พูดนานๆ เมื่อต้องใช้เสียงพูดนาน หรือเปล่งเสียงก้องนานๆ พลังในการพูดจะเริ่มลดลง วิธีการคือ ให้หายใจปกติตามธรรมชาติ ข้อห้าม สำหรับนักพูดที่ดี คือ ห้ามถอนหายใจขณะพูดในที่สาธารณะ ดูไม่สุภาพ ขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อต้องพูดนานๆ หลายชั่วโมง
ผู้เขียนแนะนำ ให้ผู้พูด ดื่มน้ำอุ่นกลั้วคอพอดับกระหาย ไม่ดื่มอิ่มแปร้นะคะ ลดโทนเสียงดังลง 1 จังหวะ เพื่อถนอมเสียงให้มีความต่อเนื่องตลอดงาน หรือนักพูดบางท่าน จะมีเทคนิคการเบรคพักเสียงตนเอง ในขณะหนึ่ง เรียกว่า “ หยุดพูดแบบไม่หยุด” กล่าวคือ ใช้เทคนิค โยนคำถามแก่ผู้ฟัง เพื่อรอคำตอบจากผู้ฟังหลายกลุ่ม หรือการทำกิจกรรม ระหว่างพูด เช่น กิจกรรมกลุ่มแบบ Workshop สันทนาการต่างๆ เหล่านี้ ช่วยพักเสียงผู้พูดได้ดีทีเดียว แต่ระยะเวลาไม่ควรนาน เพราะจะดึงความน่าสนใจผู้พูดไป
พักผ่อน : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญค่ะ เพราะหากร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ระบบในร่างกายจะไม่พร้อม 100 เปอร์เซ็นต์ เสียงไม่สดชื่น ดูเหนื่อยง่าย การพักผ่อนที่ดี คือ นอนหลับวันละ 8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย หากเป็นไปได้ นอนก่อน 22.00 น. ถือว่าดีมาก เพราะเป็นช่วงเวลาที่ระบบในร่างกายได้พัก เพื่อชาร์ตแบตเตอรี่ในวันถัดไป แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ เพราะต้องเร่งงานหนัก นอนน้อยช่วงนั้น เป็นเวลาสั้นๆ ไม่ควรนอนน้อยไปกว่า 6 ชั่วโมง วันต่อไปต้องปรับโหมดการนอนเข้าสู่เวลาปกตินะคะ
เครื่องดื่มและน้ำเปล่า : สำคัญไม่แพ้ เรื่องอื่นใด คือ เครื่องดื่มที่ดื่มก่อนใช้เสียง ควรดื่มน้ำอุ่น หากเป็นไปได้ควรงดชา กาแฟ เพราะทำให้คอแห้งง่าย หากจำเป็นต้องดื่มชา กาแฟ กันง่วง (บางท่านติดงอมแงม ขาดกาแฟเหมือนร่างกายขาดสารกระตุ้นให้ตื่น) แนะนำให้ดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้ว สำหรับนมนั้น ไม่ควรดื่มก่อนพูดเช่นกัน เพราะทำให้เกิดอาการเรียก ภาษาชาวบ้านว่า “ เหนียวในลำคอ” ทำให้การพูดไม่คล่อง ติดขัดได้ แต่หากจำเป็นจริง ให้ดื่มนมแล้วดื่มน้ำอุ่นตาม 1 แก้วเช่นกันค่ะ
อาหาร ของว่างที่ควรรับประทาน : ไม่ว่าคุณจะต้องใช้น้ำเสียง หรือวันพักผ่อนทั่วไป แนะนำทานอาหารว่าง ผลไม้กลุ่มวิตามินซีทุกวัน ผิวพรรณสวย เสียงใส ควรหลีกเลี่ยงอาหารเย็นจัด อาหารมัน อาหารทอดกรอบ อาหารร้อนจัด อาหารรสชาติเค็มปี๋ เปรี้ยวจี๊ด หวานแบบน้ำตาลเรียกพี่ หากหลีกเลี่ยงได้ คุณจะรักษาน้ำเสียงได้ดีตลอดทุกวัน สำคัญไปกว่านั้น คือสุขภาพดีตามมา อีกด้วย สำหรับใครที่ชอบพกพาลูกอม หมากฝรั่ง ยาอมชุ่มคอ ติดกระเป๋าประจำ ควรงดรับประทานของประเภทนี้ ยิ่งทำให้ลำคอเกิดอาการชา อักเสบ คอแห้งได้ง่าย
ควรรับประทานอาหารแต่พอดี ไม่อิ่มแปร้พุงกางเกินพอดี อาจเกิดอึดอัดพุง แน่นท้อง หาวเรอ เอ้ออ้าตามมาเป็นได้
ห้ามนอนเปิดแอร์เย็นจัด : ผู้อ่านคงแปลกใจว่า นอนเปิดแอร์ เกี่ยวอะไรกับเสียงพูด เกี่ยวข้องแน่นอนค่ะ เพราะอากาศเย็นมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ยิ่งนอนในห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำ ชื่นใจ วันรุ่งขึ้น คุณจะรู้สึกเหมือนเสียงแหบแห้ง มีอาการคัดจมูกได้ หากวันรุ่งขึ้นต้องใช้เสียงพูดนานๆ แนะนำให้นอนในห้องแอร์ธรรมชาติ (งดเปิดแอร์ ประหยัดไฟดีค่ะ) แต่ถ้าห้องนอนลักษณะทึบ ปิดกั้นลมตามธรรมชาติพัดเข้ามา คุณสามารถนอนเปิดแอร์ได้ เปิดอุณหภูมิไม่เกิน 25 องศา หาผ้าห่มนวมหนาๆ สิ่งของที่ลืมไม่ได้เวลาจัดกระเป๋าเดินทาง คือ ผ้าพันคอ ต้องมีไว้ติดกระเป๋าเดินทางตลอด พกพาไปทุกที่ เพื่อให้ความอบอุ่นร่างกาย รับรองตื่นขึ้นมาตอนเช้า คุณจะรู้สึกสดชื่น สบายตัว
งดใช้เสียง : ในการรักษาเส้นเสียงให้น่าฟัง นักร้องหลายท่านเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เสียงยังทรงพลัง และไม่แตกกระเจิง เพราะเขาเหล่านั้นรู้จักรักษาเส้นเสียง การถนอมเสียงคือ งดใช้เสียงดังต่อไปนี้
– งดการตะโกนดังๆ การตะโกนทำให้เส้นเสียงแตกง่าย บางรายต้องได้รับการผ่าตัดก็มี (โดยเฉพาะหัวหน้างาน ต่อไปต้องงดตะโกน ถามหางานหรือต่อว่าลูกน้อง ดังๆ ) ยืนคุยใกล้ๆ เรียกมาปรับความเข้าใจระยะรู้ใจ ดีกว่า “ตะโกนดังไปสามบ้านแปดบ้าน”
– งดตะโกนแข่งเสียงคู่ เหมือนนกเขาขันคู่ กล่าวคือ พูดเสียงดังแข่งกับเสียงรอบข้าง เช่นเสียงรถยนต์ , เสียงเครื่องจักรทำงาน , เสียงเพื่อนร่วมงานจับกลุ่มคุยกัน
– งดพูดเสียงสูง การพูดทั่วไป การตำหนิหรือการสั่งงาน ไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสูงปรี๊ดแตก ยิ่งทำให้เส้นเสียงพังง่าย ความรู้สึกคนฟังก็พังลงเช่นเดียวกัน วิธีการที่ดี คือ น้ำเสียงผู้พูดกดเสียงลงหรือเพิ่มโทนเสียงตนเอง 1-2 จังหวะ เปลี่ยนเป็นเสียงสูงระดับ 1 หรือเสียงต่ำระดับ 1 อยู่ในจังหวะกำลังดี น้ำเสียงพูดทั่วไป เสียงธรรมดาไม่เหมาะกับการสั่งงานหรือการเจรจา ตำหนิ ติชมงาน

ฝึกน้ำเสียงให้ทรงเสน่ห์ 

สำหรับ วิธีฝึกน้ำเสียงให้กลายเป็นผู้ทรงเสน่ห์นั้น ผู้เขียนขอเริ่มจาก ให้คุณผู้อ่าน

1. วิเคราะห์น้ำเสียง : ตัวคุณเอง เพื่อประเมินน้ำเสียงตัวเราว่า มีลักษณะโทนเสียงแบบใด จะได้ปรับน้ำเสียง ท่าทาง ให้เหมาะกับตนเอง มีความเป็นธรรมชาติ การพูดที่มีเสน่ห์ คือ พูดธรรมชาติ น้ำเสียงตรึงใจผู้ฟัง ท่าทางถูกจริตพองามสัมพันธ์กับเสียงพูด วิธีวิเคราะห์เสียง คือ ฝึกวิเคราะห์ลักษณะเสียงตัวเรา ว่าจริงๆแล้วคุณเองมีเสียงแบบไหน ใหญ่ เล็ก แหลม สูง
ฝึกพูด บันทึกเสียงตนเองเพื่อฟัง ให้พูดประโยคทั่วไป ฝึกอ่านข้อความ เรื่องเล่า ในห้องโถงกว้างๆ (เหมือนการพูดคนเดียว น่ะแหล่ะ) เมื่อได้ยินเสียงตนเองหรือเปิดให้เพื่อนฟัง จะทราบทันทีว่าเสียงเราเมื่อได้ฟังแล้วเป็นเสียงแบบใด
2. ปรับโทนสูงต่ำเสียง : เมื่อวิเคราะห์แล้วว่า ตนเองมีพื้นฐานเสียงแบบใด ให้ฝึกปรับโทนเสียง ให้เสียงมีความดัง เบา สม่ำเสมอ ไม่พูดแบบท่องหนังสือ พูดดังเว่อวังเกินงาม หลักการ คือ พูดไปแล้วรู้สึกเสียงดังเป็นธรรมชาติ น่าฟัง ข้อนี้ ต้องฝึกเล่าเรื่อง ฝึกพูดในกลุ่มเพื่อน ในครอบครัว ยิ่งมีคนคอยฟัง ติชมด้วยยิ่งดี
3. ปรับจังหวะเว้นวรรคเสียง : คือการฝึกเว้นวรรคประโยค เว้นวรรคคำ ฝึกหยุดนิ่งบางช่วง จังหวะที่ต้องพูดในเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกผู้ฟัง ในข้อนี้ ผู้พูดควรฝึกหยุดชั่วขณะหนึ่ง แสดงสีหน้า ท่าทางไปพร้อมกับการฝึกหายใจที่ถูกต้องควบคู่กัน แบบธรรมชาติไม่ดูแสร้งทำ เพราะคนฟังรู้สึกได้ค่ะ
4. เปลี่ยนน้ำเสียง : คือ การฝึกเพื่อเปลี่ยนน้ำเสียง ที่เราเป็นอยู่ ให้มีความคมชัด หนักแน่น ยิ่งใหญ่ น่าหลงใหล ชวนคล้อยตาม ในข้อนี้ไม่ใช่การฝึกเลียนแบบเสียงใคร ไม่ต้องผ่าตัดกล่องเสียงให้วุ่นวาย แต่เป็นการนำเสียงตนเอง ที่สวรรค์สร้างมาคู่กับเราแต่เกิด ปรับเปลี่ยนให้เป็นธรรมชาติ สะกดใจผู้ฟัง มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง บางคนเกิดมาน้ำเสียงเล็ก ใหญ่ แหลม เสียงแหบ ต่างกัน เหล่านี้ ไม่ใช่อุปสรรคหรือปัญหา สามารถแก้ไขได้ ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเสียงหล่อ เสียงสวยเหมือนใคร
วิธีเปลี่ยนเสียง คือ ฝึกให้น้ำเสียงมีความหนักแน่น เสียงนิ่ง มีความก้องกังวาน ฐานเสียงกว้าง ปรับเสียงใหญ่ให้เป็นเสียงทุ้ม ปรับเสียงเล็กเปลี่ยนให้เป็นน้ำเสียงดัง มีช่องเสียงกว้างสม่ำเสมอ ปรับเสียงแหบให้ชวนฟังมีน้ำเสียงหนักเบา เน้นประโยคที่สำคัญ
เรื่องเปลี่ยนเสียงนี่ หลายท่านบอกผู้เขียนว่ายาก จริงๆไม่ยาก แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนการอ่านมากๆ อ่านหนังสือทุกวัน ฝึกอ่านเรื่องที่หลากหลาย (อ่านเกินวันละ 7 บรรทัดนะคะ) ฝึกพูดนำเสนองาน นำเสนอในห้องประชุม ฝึกแสดงความคิดเห็น พูดต่อหน้าสาธารณชนจำนวนมากบ่อยๆ หากไม่มีพื้นที่ฝึกจริงๆ แนะนำ ฝึกพูดในห้องน้ำ พูดใต้ต้นไม้ ยืนคุยกับธรรมชาติ ( ระวัง ข้อนี้นิดหน่อย ใครเห็นและไม่เข้าใจ อาจคิดว่า เราไม่เต็มเต็ง ) ฝึกยืนอ่านบทวิพากษ์วิจารณ์ในปัจจุบันบ่อยๆ ประจวบกับการประสานท่วงท่าที่สัมพันธ์กับน้ำเสียงในเรื่องที่พูด รับรองสะกดใจผู้ฟังแน่นอน
5. หาระดับความดังสุด เบาสุดของเสียง : ฝึกพูดดังๆเพื่อหาจุดที่เราคิดว่า ผู้ฟังได้ยินพอดี ไม่ดูตะโกนมากไป จุดเสียงดังสุดและเสียงเบาสุด (พูดดังแบบผู้ฟัง จำนวนผู้ฟัง 50 คนขึ้นไปได้ยิน พูดเบาแบบ จำนวนผู้ฟัง 10 คนได้ยิน)
เล่ากันมาพอควรแล้ว สำหรับหลายท่านที่สนใจ เรื่องวิธีพูดสร้างเสน่ห์ในโอกาสต่างๆ หากมีเวลา ผู้เขียนจะมาเล่าให้ฟังโอกาสหน้าค่ะ วันนี้ลองไปเริ่มฝึกดูแลเสียง ฝึกวิเคราะห์เสียงตนเอง ฝึกพื้นฐานทั่วไปด้านการพูดก่อนค่ะ ในครั้งหน้า เสียงที่คุณพูดมาตั้งแต่เกิด แต่ละลักษณะเช่น เสียงสูง เล็ก ใหญ่ พูดรัว เสียงแหบ บ่งบอกถึง ตัวคุณเป็นคนแบบใด วิธีปรับแก้แบบไหนเหมาะสม ดูมีเสน่ห์ให้คนเหลียวหลังมอง ขอติดไว้ก่อนนะคะ?

บทความ  อบรม  การพูด  หลักสูตร  training  น้ำเสียง  หัวหน้างาน  สร้างเสน่ห์  นักพูด  โทนเสียง

จังหวะ  ฝึกพูด  ผู้บริหาร  สะกดใจ

30 มีนา วันอะไร ? ทำไมคนทั้งโลกควรรู้ ?

Print

ก่อนเริ่มงานช่วงเช้า เห็นพนักงานในออฟฟิศมุงดูบางสิ่งบางอย่าง อย่างจริงจังตั้งใจ พร้อมเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่มาของปัญหาดังกล่าว เมื่อเดินเข้าใกล้ จึงพบว่า กำลังดูข่าวผู้หญิงท่านหนึ่งเปลือยกาย ปีนออกมาทางกระจกรถยนต์ของตนเอง  ตามแหล่งข่าวแจ้งป่วยเป็นโรคไบโพลาร์ (Bipolar)

ย้อนกลับไป เมื่อหลายปีก่อน ผู้เขียนเคยทำงานร่วมกับผู้บริหารท่านหนึ่ง ที่เป็นโรคไบโพลาร์ ช่วงได้รับยาต่อเนื่อง การบริหารงาน เป็นไปอย่างราบรื่น วันไหนขาดยารักษา เรียกว่า “ของขึ้น”  …ลูกน้องขวัญกระเจิง ไปตามๆกัน.. ใครราหูโคจรมาวันนั้น อย่าได้เข้ามาใกล้เชียว ชีวิตตกอับเป็นแน่แท้!!  โชคดีที่ผู้เขียนพอมีความรู้ในการอยู่ร่วมกับผู้ป่วยโรคนี้ อยู่บ้าง จึงมีวิธีจัดการกับปัญหาพอไปได้ เป็นเสมือนกัลยาณมิตรที่ดี ช่วยชี้แนะและให้กำลังใจ

แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเขาทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งไม่เข้าใจสภาวะโรคที่เขาเป็น คนมักมองว่าเขา “บ้า” หรือ “เพี้ยน” !!!

ผู้เขียนเชื่อว่า หากเราเรียนรู้ในการอยู่ร่วมกับพวกเขาเหล่านั้น อย่างเข้าใจ โรคนี้หายได้และกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข ไม่ใช่โรคที่สร้างปัญหาต่อใคร

BiopolarCoverNIHcrop

ทราบหรือไม่ 30 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันไบโพลาร์โลก (World Bipolar Day)  วันนี้มีความสำคัญอย่างไร ??

จากข้อมูลกรมสุขภาพจิต นพ.มล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลกได้ทำการสำรวจ และรายงานโรคที่จะสร้างปัญหาให้กับประชาชนและประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2563 พบว่า โรคจิตเวช โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าจะมีอัตราการป่วยของประชากรสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และคาดว่าจะมีประชากรร้อยละ 10 ของโลกที่มีปัญหาสุขภาพจิต

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าประมาณ 5% หรือ 3 ล้านคน แต่มาพบแพทย์ไม่ถึงแสนคน ส่วนอีก 2 ล้านกว่าคน ไม่มาพบแพทย์

ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยไบโพลาร์ ร้อยละ 1 % ของประชากร

ส่วนในประเทศไทย รายงานจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานพยาบาลสังกัดกรมสุขภาพจิต ประจำปี 2556 จำนวน 156,663 ราย พบเป็นผู้ป่วยไบโพลาร์ 52,852ราย หรือประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยที่มารับบริการทั้งหมด เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย  ช่วงอายุที่พบมาก 3 ลำดับแรก   ได้แก่ 45-49 ปี รองลงมา 40-44  ปี และ 50-54 ปี ตามลำดับ

” โรคไบโพลาร์ (Bipolar disorder )” หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่จัดอยู่ในกลุ่มโรคทางด้านอารมณ์ กลุ่มเดียวกับโรคซึมเศร้า  เรียก โรคสองบุคลิก มีอารมณ์ซึมเศร้า(depression)  ภาวะเฉื่อยชา บางครั้งก็แปรเปลี่ยนกลับมาสนุกสนาน รื่นเริง ผิดปกติ(mania)

โรคนี้ เพศหญิงมีโอกาสเป็นเท่าเพศชาย พบความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 ,21,22  มักเริ่มเป็นก่อนวัยกลางคน บางรายเริ่มเป็นตั้งแต่ 15-25  ปี แต่มี บางรายที่เริ่มเป็นหลังอายุ 40 ปี โรคนี้เป็นโรคที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรม หาก บิดา มารดา หรือเครือญาติ มีประวัติเป็น รุ่นลูกหลานมีโอกาสเป็นได้สูงกว่าคนทั่วไป 4 เท่า  บางครั้งขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูในวัยเด็ก  ภาวะเครียด การประสบปัญหาวิกฤติชีวิตรุนแรง สารเสพติด มีส่วนกระตุ้นให้เกิดโรคดังกล่าว

อาการของโรค

            อารมณ์ซึมเศร้า (Depression) ไม่อยากทำอะไร มองทุกอย่างแง่ลบ หมดเรี่ยวแรง รู้สึกตนเองไร้ค่า คิดฆ่าตัวตาย(Suicide)

            อารมณ์ดีผิดปกติ (Mania)  มีภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ  มีความคิดรื่นเริง มากเกินควร มีกิจกรรมตลอดเวลา ใช้เงินฟุ่มเฟือย ชอบพูดคุยตลอดเวลา ไม่ชอบใครมาขัดจังหวะหรือขัดคำสั่ง คำพูด เกิดอาการโมโหรุนแรงหรือก้าวร้าวได้ บางครั้งอารมณ์นี้มีผลต่อการตัดสินใจในการทำงานบางอย่าง ทำให้การตัดสินใจงานผิดพลาดได้

บางคนกลางคืนไม่ยอมหลับ ไม่ยอมนอน อยากเที่ยวกลางคืน ใช้จ่ายเงินมาก คนเป็นโรคนี้ บางคนอยู่ช่วงหนึ่งอาจจะ  ประมาณ 4-6 เดือน จะสามารถกลับคืนเป็นปกติได้เองโดยไม่ต้องรักษา คนรอบข้างจะไม่รู้สึกว่าเป็นปัญหาหรือคิดว่าหายปกติแล้ว ถ้าไม่สังเกตพฤติกรรมอย่างใกล้ชิด จะพบเห็นเขาดำเนินชีวิตได้ปกติ พอถึงช่วงหนึ่ง จะรื่นเริงอีก หรืออาจจะสลับไปขั้วตรงข้าม

โรคนี้ช่วงซึมเศร้าจะเหมือนกับโรคซึมเศร้า อัตราการฆ่าตัวตายคือ 15-20% เพราะฉะนั้น หนึ่งในห้ามีโอกาสที่จะเกิดปัญหาเบื่อเศร้าและฆ่าตัวตาย ช่วงที่รื่นเริงมากๆ ก็จะมีประเด็นการฆ่าตัว ตายได้ด้วยเช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะแค่ตอนซึมเศร้า

แนวทางในการรักษา

เชื่อว่าโรคไบโพลาร์เกิดจากการทำงานผิดปกติของสมองโดยมีสารสื่อนำประสาท ที่ไม่สมดุลย์คือมีสารซีโรโทนิน (serotonin) น้อยเกินไปและสารนอร์เอพิเนฟริน (epinephrine) มากเกินไป

ยาที่ใช้รักษาโรคไบโพล่าร์ได้แก่ยาในกลุ่มยา ควบคุมอารมณ์ (mood stabilizers), ยาแก้โรคจิต (antipsychotics), และยาแก้โรคซึมเศร้า (antidepressants)

  1. บางรายพบแพทย์ 2-4 ครั้งต่อปี บางรายมากกว่านั้น  การรักษาโดยใช้ยาไปช่วยในการปรับสารสื่อนำประสาทตรงให้กลับมาทำงาน ได้อย่างปกติ เรียกชื่อกลุ่มยานี้ว่า กลุ่มปรับอารมณ์ให้คงที่ (mood stabilizer) ช่วงแรกคุมอาการให้เป็นปกติที่สุดภายใน 1 สัปดาห์หรืออย่างช้า 1 เดือน

หลังจากนั้น เป็นการรักษาต่อเนื่อง อาจต้องใช้ยาคุมอาการ ระยะเวลาการรักษา การหายจากโรคนี้ ขึ้นอยู่กับอาการและตัวคนไข้เป็นสำคัญ

  1. ยาหลักที่นิยมใช้รักษาและได้ผลดี

Lithium-carbonate-xtal-1979-Mercury-3D-sf

Fig. A    : Lithium carbonate is one of many treatments for bipolar disorder

 

  • ควบคุมอาการ mania ได้ดีมาก คือ lithium
  • อาการซึมเศร้า ยาอื่นๆ ที่ได้ผลดี คือ valproate, carbamazepine, lamotrigine, gabapentin และ topiramate
  1. อาการซึมเศร้าตอบสนองดีต่อยา clozapine, olanzapine, risperidone, quetiapine และziprasidone
  2. พยายามให้ผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ

5.จัดรูปแบบการดำเนินชีวิตที่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องการนอน นอนวันละ 6-8 ชั่วโมง

  1. การรักษาด้านจิตใจและสังคม (psychosocial intervention) จะช่วยลดการกลับเป็นซ้ำได้

เน้นเรื่อง การปรับตัวต่อผลกระทบที่เกิดการกระตุ้นภาวะเจ็บป่วย ,การปรับตัวของผู้ป่วย ของญาติ และครอบครัวต่อการ       เจ็บป่วยที่เกิดขึ้น โดยญาติและครอบครัวต้องทำความเข้าใจต่อการดูแล รักษาผู้ป่วย

  1. การทำจิตบำบัด
  • cognitive behavior therapy คือเชื่อว่า อาการของผู้ป่วย มีสาเหตุจากการมีแนวคิดที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง การรักษา มุ่งแก้ไขแนวคิดของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความจริงมากขึ้น รวมถึงการปรับพฤติกรรม ใช้ทักษะใหม่ในการแก้ปัญหา
  • interpersonal psychotherapy การรักษาที่เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยกับผู้อื่น มุ่งให้ผู้ป่วยมีการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อมและผู้อื่นที่ดีขึ้น ไม่เน้นถึงความขัดแย้งในจิตใจจะเสริมประสิทธิภาพการรักษาของยาเป็นอย่างดี

อาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้า

ผศ.นพ.พนม เกตุมาน จิตแพทย์  ได้กล่าวถึง อาการเริ่มต้นของโรคซึมเศร้าไว้ว่ามีลักษณะดังนี้

  1. อารมณ์ไม่สนุกสนาน ไม่ร่าเริงเหมือนเดิม ไม่มีความสุข เบื่อ ท้อแท้ เครียด หงุดหงิด และเศร้า
  2. หมดความสนใจในสิ่งต่างๆ เบื่อสิ่งที่เคยทำแล้วสนุก มีความสุข ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากเจอใคร
  3. เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงมาก (หรือบางคนกินมากเพื่อให้หายเครียด น้ำหนักเพิ่มขึ้น)
  4. นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ หรือตื่นเร็วกว่าเดิม 2-3 ชั่วโมง แล้วนอนต่อไปไม่ได้ (แต่บางคนนอนมากขึ้น เนื่องจากไม่อยากทำอะไร นอนแต่ก็ไม่หลับ)
  5. เหนื่อยหน่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ไม่อยากทำอะไร
  6. ความคิดช้า การเคลื่อนไหวช้า
  7. สมาธิความจำเสีย ตั้งใจทำงานไม่ได้ ลังเลตัดสินใจลำบาก
  8. คิดว่าตัวเองไร้ค่า ทำผิด ทำไม่ดี คิดต่อตัวเองไม่ดี
  9. อยากตาย และฆ่าตัวตาย

หากใครไม่แน่ใจว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอยู่ในภาวะเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าวหรือไม่ แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง  แต่หากกลัวการไปพบแพทย์   สามารถปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง

เมื่อทราบแล้ว เราควรหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต แม้ปัจจุบัน สภาพสังคม เศรษฐกิจ ที่ส่งผลกระทบต่อความเครียด ในการดำรงชีวิต ผู้เขียนแนะนำให้ทุกท่าน ใช้หลักเดินทางสายกลาง  อะไรที่ตึงหรือหย่อนเกิน ก็ทำให้พอดิบพอดี เพราะไม่ว่าจะเราจะพยายามเร่งรีบ ทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไม่มีใครทำเกินเวลา 24 ชั่วโมงได้ แม้แต่พระอาทิตย์ยังอัสดง !!!! เมื่อยาม รุ่งอรุณมาสว่างเจิดจ้าอีกครั้ง

ขงจื้อ นักปรัชญาชาวจีน กล่าวไว้ว่า

“เกียรติภูมิที่ยิ่งใหญ่ไม่ได้อยู่ที่เราไม่เคยล้ม แต่อยู่ที่เราลุกขึ้นทุกครั้ง ที่เราล้มต่างหาก” 

ขอบคุณที่มาข้อมูล

 

 

Tag

Bipolar    , ไบโพลาร์ , ซึมเศร้า ,เรียนรู้ ,ผู้บริหาร , บุคลิก ,อบรม

 

 

 

 

 

กลวิธีสะกดลูกน้องแบบกากินน้ำ (คนเป็นใหญ่ต้องอ่าน)

กา

หลายคนคงได้ยินประโยคที่ว่า “เหมือนสวมหมวกสองใบ”

การรับหน้าที่บทบาทเป็นผู้นำนั้น มิใช่แค่บริหารงานเป็น อย่างเดียว ต้องบริหารตนเองให้อยู่เหนือความคาดหมายของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย จึงจะได้ชื่อว่า หัวและหน้า ที่สมบูรณ์แบบ

วันนี้ ผู้เขียนขอหยิบยก นิทานชาดก เรื่อง “กาดื่มน้ำทะเล” กล่าวถึงผู้นำที่สมควร

ไม่น่าเชื่อหลักการบริหารงานในแบบนี้ มีตั้งแต่ครั้งพุทธกาลมาแล้ว

พระพุทธเจ้ากล่าวถึงบทบาทผู้นำ ได้อย่างงดงาม  ความว่า

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวันเมืองสาวัตถี ทรงปรารภพระอุปนันทเถระ ผู้ไม่รู้จักพอแล้วเที่ยวสอนภิกษุอื่นให้รู้จักพอ จึงตรัสพระคาถาว่า

บุคคลควรตั้งตนไว้ในคุณอันสมควรก่อน แล้วพึงสั่งสอนผู้อื่นในภายหลัง บัณฑิตจะไม่พึงเศร้าหมอง “       แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นเทวดารักษาสมุทร สมัยนั้นมีกาน้ำตัวหนึ่งบินเที่ยวหากินอยู่ในมหาสมุทรนั้นมักร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาว่า

” ท่านทั้งหลาย  จงดื่มกินน้ำทะเลเพียงเล็กน้อยนะ  ช่วยกันประหยัดน้ำทะเลด้วย” เทวดาเห็นพฤติกรรมของมันแล้วจึงถามไปว่า

” ใครนะ ช่างบินวนเวียนอยู่แถวนี้  เที่ยวร้องห้ามฝูงนกฝูงปลาอยู่  ท่านจะไปเดือดร้อนอะไรกับน้ำทะเลด้วยละ ”  มันจึงตอบว่า

” ข้าพเจ้าคือกาผู้ไม่รู้จักอิ่ม ปรารถนาจะดื่มน้ำทะเลผู้เดียว กลัวว่าน้ำทะเลจะหมดก่อน จึงต้องร้องห้ามอย่างนั้น “เทวดาได้ฟังเช่นนั้นจึงกล่าวเป็นคาถาว่า

” ทะเลใหญ่นี้จะลดลงหรือเต็มอยู่ก็ตามที   ที่สุดของน้ำแห่งทะเลใหญ่นั้นที่บุคคลดื่มแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ไม่ได้ทราบว่า สาครอันใคร ๆ ไม่อาจดื่มให้หมดสิ้นไปได้ ” ว่าแล้วก็แปลงร่างเป็นรูปที่น่ากลัวขับไล่กาน้ำนั้นให้หนีไป   …….

สำหรับหัวหน้างาน ผู้จัดการ ผู้บริหารงาน ต้องหมั่นทบทวนกระบวนการคิด การบริหารงาน หมั่นประเมินตนเองแบบ 360 องศา อยู่เสมอ ปฏิบัติตัวเช่นน้ำครึ่งแก้วอยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันมีหลักสูตร พัฒนาศักยภาพมากมายหลายหลักสูตร เพื่อพัฒนาทักษะการบริหาร ทักษะการคิดทักษะการตัดสินใจ เพื่อบริหารทีมงานได้อย่างลงตัว มีประสิทธิภาพ เช่นเดียวกันกับหลายหลักสูตรที่ใช้หลักธรรม คำสอน เข้ามาผสมผสาน ดึงจิตใต้สำนึกภายในตนเอง ออกมาแสดงศักยภาพ ให้เรามีอิสระทางความคิด อิสระทางการเงิน

ไม่เว้นแม้แต่ให้เราค้นหาความผิดพลาดในอดีต นำกลับมาทบทวนแก้ไขใหม่

บางหลักสูตร เมื่อถึงขั้นตอนหนึ่ง ผู้เข้าสัมมนา หัวหน้างาน ผู้จัดการ หลายคนร้องห่มร้องไห้ ฟูมฟาย( คล้ายอะไรสะกิดใจ อย่างแรง ) ใครเข้าหลักสูตรนี้แล้ว ชีวิตดี งานรุ่ง

สุดแล้วแต่ผู้อ่านทุกท่านสะดวกตามความเหมาะสม อะไรที่ทำแล้วสบายใจ ชีวิตเปลี่ยนได้จริง ก็น่าสนใจ แต่ควรใช้สติพิจารณา ไตร่ตรอง และตามงบประมาณในกระเป๋าที่มีอยู่

หนึ่งในทักษะการบริหารทีม ที่สำคัญ มีอยู่ในตัวไม่ต้องไปซื้อหา ราคาหมื่นแสน คือ ทักษะการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน

ทำอย่างไร ? ให้ลูกทีมร่วมแรงร่วมใจพัฒนาผลงาน ทำงานได้ตามเป้าหมาย มีความกระตือรือร้น ใช้พระเดช พระคุณแต่พอดี ซึ่งทักษะนี้ มีอยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคน อยู่ที่ว่า คุณดึงสิ่งนี้มาใช้หรือเปล่า ?

วันนี้ มาเรียนรู้หลักการ “กลวิธีสะกดลูกน้องให้อยู่หมัด” ในแบบไม่ต้องลงแรง ลงกายมาก  เป็นกลยุทธ์ที่สามารถนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการบริหารงานสถานการณ์ต่างๆ เรียกความศรัทธาจากลูกน้อง ได้อย่างมหาศาล

7 กลวิธีการบริหารลูกน้องในทีม

1. บริหารด้วยหลักหัวหน้าต้นแบบ:เป็นการบริหารเรียกความศรัทธา สร้างระบบงานที่ดี

ผู้นำที่ดี ต้องทำตัวเป็นต้นแบบหรือแบบแผน(pattern)  ไม่ว่าเริ่มงาน เวลาทำงาน การแก้ปัญหา เมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด ลูกน้องสามารถนำมาเป็นแบบอย่างในการเริ่มทำงานหรือแก้ปัญหางานได้ นั่นคือสร้างให้  “ลูกน้องเกิดความรู้สึกทึ่ง มองหัวหน้าคือไอดอลของเขา เกิดความเกรงใจ มีการบอกต่อจากรุ่นสู่รุ่นในทางที่ดี หาใช่ !! เดินไปกลุ่มไหน กลุ่มนั้น แตกกระเจิง

ตัวอย่าง  บริษัทประกันภัยแห่งหนึ่ง    ทุกเช้า ผู้จัดการ A แผนกทรัพยากรบุคคล ทักทายเพื่อนร่วมงาน แต่งกายสุภาพใส่สูทอย่างภูมิฐาน  ก่อนเริ่มงาน 15 นาที มีการจัดเตรียมเอกสาร นัดหมายงาน   จัดโต๊ะแบบ 5 ส ไม่วางข้าวของเกินความจำเป็นเต็มโต๊ะให้ระรานตา เช่น โทรศัพท์เคลื่อนที่  รูปถ่ายครอบครัว

มีการตรวจเช็คข้อมูลตอบรับหน้าจอคอมทุกวัน ลำดับความสำคัญตามแผนงาน ประชุมส่วนงานระดมความคิดเห็นทุกเช้า(Briefing ) หากมีงานเร่งด่วนเข้ามา มีการบริหารจัดการก่อน-หลัง  รวมทั้งการบริหารอารมณ์ได้เป็นอย่างดี ใกล้เลิกงาน มีการตรวจเช็คงานประจำวัน เตรียมวางแผนงานในวันถัดไป

ทุกเช้าเย็นของการทำงาน ลูกน้องทุกคนรู้หน้าที่ โดยอัตโนมัติ ทำงานเป็นระบบ มีปัญหาในงานปรึกษาหัวหน้า เพราะได้ตัวอย่างการบริหารงานจากหัวหน้า   เรียกการบริหารตนเองแบบนี้ว่า “คนต้นแบบ”

2. บริหารด้วยกฎของความเฉื่อยไอแซก:ใช้กรณีกระตุ้นการสร้างผลงาน กระตุ้นทีมงาน

คนทำงานขยันมักขยันต่อเนื่อง คนเกียจคร้านมักเกียจคร้านอย่างต่อเนื่องเช่นกัน    โดย เซอร์ ไอแซก นิวตัน กล่าวถึงกฎของความเฉื่อย(Inertia) ว่า  “ วัตถุที่หยุดนิ่งจะพยายามหยุดนิ่งอยู่กับที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำ ส่วนวัตถุที่เคลื่อนที่จะเคลื่อนที่เป็นเส้นตรงด้วยความเร็วคงที่ตราบที่ไม่มีแรงภายนอกมากระทำเช่นกัน

ตัวอย่าง ที่เห็นชัดเจนในชีวิตประจำวันคือ เมื่อสัญญาณไฟเขียวเปลี่ยนเป็นไฟแดง คนขับรถจะเหยียบเบรคทันที เพื่อหยุดรถ ตัวคนขับ ซึ่งเคยเคลื่อนที่ด้วยความเร็วพร้อมกับรถ  จะถูกผลักมาข้างหน้าทันที  เช่นเดียวกัน มนุษย์ทุกคนมีความต้องการตามหลักมาสโลว์ ต้องการความเสมอต้น เสมอปลาย ต้องการอยู่ร่วมกันในสังคม อย่างสันติสุข

ดังนั้น ใช้กฎข้อนี้ในการบริหารลูกทีม มอบหมายงานตามขอบเขตความรับผิดชอบให้อย่างเท่าเทียม พร้อมกระตุ้นชมเชยสำหรับผู้ที่ทำงานดี เขาจะมีแรงใจทำงานได้อย่างต่อเนื่อง  ลูกทีมที่มีผลงานอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์ เสนอแนะ แนะนำแนวทางหรือให้โอกาสแสดงความคิดเห็นปัญหาที่เขาเป็นอยู่ เขาจะมีแรงใจพัฒนางานต่อเนื่อง

3. บริหารแบบกำหนดเส้นตาย :กรณีโครงการ ชิ้นงาน ยอดสินค้าบริการ ที่มีระยะเวลาจำกัด

การกำหนดเส้นตาย (Deadline) ช่วยให้ผู้กระทำลงมือปฏิบัติในทันที สนับสนุนให้เกิดแรงจูงใจในการทำงานอย่างระมัดระวัง วางแผนเพื่อให้ทันกำหนดเวลา  ดังนั้น กลวิธีนี้ใช้ได้ผลสำหรับงานทั่วไป งานเร่งด่วน หรือโครงการที่ต้องการผลสัมฤทธิ์ชัดเจน  การกำหนดเส้นตายนั้น ใช้ได้ทั้งคำสั่งทั้งสองแบบคือ ทางวาจา( Verbal )และลายลักษณ์อักษร (Non Verbal) ขึ้นอยู่กับสาระสำคัญของงาน หากต้องการหลักฐานคำสั่งชัดเจน เป็นทางการควรใช้การกำหนดเส้นตายตามแบบลายลักษณ์อักษร ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการส่งต่อข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ฉับไว มากกว่าบันทึกลงแผ่นกระดาษ เช่น ส่งทางไลน์ ทางเมล ทางเฟสบุ๊ค เป็นต้น

คุณลองสังเกตการโฆษณาสินค้า เดี๋ยวนี้ มีการแข่งขันกันสูงอย่างต่อเนื่อง   แถมผู้อุปโภคบริโภค สะดวกในการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น

“เก็บเงินปลายทาง เมื่อได้รับสินค้า”

“รับประกันความพึงพอใจ ไม่พึงพอใจสินค้ายินดีคืนเงิน”

หนึ่งในกลยุทธ์ทางการตลาด ที่ผู้บริโภคมักติดกับดัก คือ ใช้หลักการแบบกำหนดเส้นตาย   จำกัดด้วยเวลา จำนวนผลิตภัณฑ์ ส่วนลด

“สินค้าหมด ”     “ชิ้นสุดท้าย”

“พิเศษ หากคุณโทรมาภายใน 5 นาที   คุณจะได้รับ ซื้อ 1 แถมฟรีอีก 1”

“พิเศษเฉพาะ วันพุธ ซื้อ 1 แถม 1 ในเวลา 14.00-16.00”

4. บริหารแบบจำกัดทางเลือก:ใช้กรณีบริหารทีมจำนวนมาก จำกัดระยะเวลา  หรือทีมที่ขาดความเชื่อมั่นในการทำงาน

กลวิธีนี้ สิ่งแรกที่หัวหน้าทีมงานต้องทำคือ จำกัดทางเลือกให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่ควรเกิน 2-3 ทางเลือก หรือแทบไม่มีทางเลือกเลย ถูกจำกัดอิสระภาพในทางเลือก ต้องลงมือทำทันที

มนุษย์เราหากมีทางเลือกมากขึ้น เวลามากขึ้น มักจะรอใกล้เวลาจึงลงมือทำหรือหมดเวลาไปกับการเลือก

ดังนั้น เมื่อหัวหน้ามอบหมายงานให้ลูกทีม ควรมีการวางแผนถึงกระบวนการดำเนินงาน การส่งงานอย่างชัดเจน แน่นอน    ตัวอย่าง แผนก Marketing ของบริษัทผลิตยางรถยนต์ชื่อดัง  ผู้จัดการแผนกมอบหมายให้ลูกทีม 10 คน ลงสำรวจตลาดยางรถยนต์ในพื้นที่เขตภาคใต้  ให้สุ่มเก็บกลุ่มประชากรผู้ใช้รถยนต์ รถบรรทุกและจักรยานยนต์ จำนวน 1,100 คน ชาวไทย 1,000 คน ชาวต่างชาติ 100 คน ตามใบสำรวจที่หัวหน้าส่งเมลให้  ภายใน 5-7 วัน ต้องส่งรายงานผลทันทีทั้งตัวเปเปอร์และกราฟประมวลผล

จะเห็นว่า จากตัวอย่างหัวหน้าจำกัดพื้นที่ลงสำรวจ  ,จำนวนประชากร,วันส่งงาน5-7วัน,ตัวงาน ทำให้ในทีมงานต้องมีการวางแผนงาน เตรียมการเดินทาง จัดแบ่งหน้าที่ เป็นอย่างดี เพื่อให้ส่งงานทันตามกำหนด

5. บริหารแบบหลักการประมวลผลคอมพิวเตอร์:ใช้กรณี งานที่ทำยาก เป้าหมายสูง รวมทั้งงานที่ไม่มีความสำคัญมากนักหรือกรณี ทีมงานขาดความเชื่อมั่น ท้อถอย

กลวิธีนี้ คือ หลักการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ ทำให้งานดูง่าย และดูยาก ในเวลาเดียวกัน ผู้อ่านคงสงสัยว่า แล้วการบริหารแนวนี้ดีอย่างไร คำถามคืออะไรที่มีขั้นตอนยุ่งยาก การทำงานมาก ข้อมูลเยอะ ใช้เวลามาก คนส่วนใหญ่ชอบหรือไม่ ?แน่นอน ในทางตรงกันข้ามหากมีขั้นตอนง่าย ใช้ระยะเวลาสั้น ผลงานออกมาดี คนชอบหรือไม่ ?  การบริหารงานแบบนี้ใช้ในสถานการณ์หรือขั้นตอนการทำงาน ที่มีความซับซ้อนหรืองานค่อนข้างวุ่นวาย

หัวหน้างาน ใช้หลักการ “คิด วิเคราะห์ แยกแยะ ”  ก่อนอธิบาย หรือมอบหมายงาน  อธิบายเรื่องยากให้ดูง่าย  ส่วนงานอะไรที่ง่ายต้องทำให้รวดเร็วเกินคาด  งานที่ไม่มีความสำคัญ หัวหน้าต้องมีวิธีการพูดให้ลูกน้องใช้เวลากับงานนั้นน้อย และจบงานนั้นอย่างรวดเร็ว ไม่เสียเวลาไปกับงานนั้นมาก

บางครั้งหลักการนี้ อาจนำมาใช้กับการกระตุ้น จูงใจทีมงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่น ทีมฝ่ายขายผลิตภัณฑ์และความงาม มองว่าแพคเกจดูแลผิวพรรณและกระชับเรือนร่าง  ราคาสูง  คู่แข่งมาก ขายยาก    ผู้จัดการ B ประมวลรายละเอียดแพคเกจแต่ละตัวออกมา มีจุดดี จุดด้อย โอกาสการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า นำเสนอช่องทางบริการ? หาข้อดี ข้อได้เปรียบอย่างไร ? และสุดท้าย ประมวลผลสรุปการขายให้ได้ ทำไมลูกค้าต้องเลือกเรา?

ผู้จัดการ B นำเสนอวิธีการขายให้ง่ายและตรงใจลูกค้า เป็นแบบอย่างแก่ทีมงาน ให้เห็นว่า เรื่องยาก ง่ายนิดเดียว อยู่ที่กึ๋น

ในทางตรงกันข้าม หากงานที่คิดว่าไม่มีความจำเป็น ไม่มีประโยชน์  ควรมีกลวิธีพรรณาถึงผลเสียที่ตามมามากมาย อย่างมีเหตุมีผล จากนั้นปิดประเด็น

ทีม

6. บริหารแบบมีความคาดหวัง:ใช้กรณี ผู้นำต้องการให้ผลของงานนั้นทำได้ 100% การบริหารแบบมีความคาดหวัง ใช้กรณี ทีมงานหรือลูกน้องที่ต้องการทำยอดสินค้า มีเป้าหมายระยะเวลาหรือโครงการ งานที่ดูยาก หากผู้นำสามารถหาแรงบันดาลใจ ประโยคที่คาดหวัง พูดด้วยสีหน้า ท่าทางจริงจัง สายตามุ่งมั่น ตั้งใจ แน่นอน ลูกทีมย่อมเกิดแรงผลักดันจากท่าทางที่ผู้นำแสดงออก ประโยคที่ผู้นำกล่าวคาดหวัง เขาเหล่านั้น สามารถทำงานออกมาได้ดี อย่างแทบไม่น่าเชื่อ

ตัวอย่าง

“พี่หวังว่า โครงการ  Promote พนักงาน เราต้องโปร่งใสและสรุปงานภายในเดือนนี้”

“ผมหวังว่าโครงการพัฒนาคุณภาพบริการ จะสามารถแก้ปัญหาเรื่องร้องเรียนทางโทรศัพท์ได้”

“ที่สอนงานไปวันนี้ พี่หวังว่า อีกไม่กี่วันเราจะเป็นน้องใหม่ ที่เก่งกว่าพี่เก่าๆ เสียอีก”

7. บริหารด้วยหลักการ win win:ใช้กรณี ต้องการกระตุ้นให้งานสำเร็จในทันที รวดเร็ว คือหลักการบริหารทีมงานมีผลดีต่อทั้งผู้นำและลูกทีม ไม่ใช่สั่งงานเพื่อให้ได้งานเพียงอย่างเดียว แต่หากงานนั้นประสบความสำเร็จ ผู้นำได้ผลงานตามเป้าหมาย คนทำงานได้รับผลตอบแทนด้วยของรางวัล เกียรติบัตร หรือการเลี้ยงตอบแทน ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ที่ผู้นำพึงเลือกใช้ ทั้งนี้ให้คำนึงถึงผลสัมฤทธิ์ของงานนั้นๆ

ตัวอย่าง

“พี่ขอบคุณพวกเราทุกคนในทีมที่ทุ่มเท งานสำเร็จ เย็นนี้ พี่อนุญาตให้กลับเร็วได้”

“  ถ้าเราทำยอดขายได้เกินสิบล้านบาท พี่จะเสนอผู้บริหารเรื่องขอเพิ่มค่าเดินทาง”

“ถ้างานเสร็จเรียบร้อย  พรุ่งนี้พี่จะพาพวกเราไปเลี้ยงให้หายเหนื่อยกัน”

 

ผู้นำที่ดีนั้น นอกจากบริหารเป็น บริหารถูกทาง ต้องรู้จักวิธีสร้างแรงจูงใจทีมงานอย่างฉลาดด้วย

จึงได้ชื่อว่า “บริหารดี” เพราะไม่ว่าอยู่ในสังคมใด คนถือว่าเป็นเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนไปสู่การพัฒนาองค์กร คนดูแลยาก มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพภายใน ภายนอกตลอดเวลา  ผู้นำจึงต้องพัฒนาศักยภาพการบริหารงาน ให้โดดเด่น เหนือชั้นและรู้ทันทุกฝีก้าว “ลูกน้อง”

การอบรม เสมือนเป็นตำราเล่มหนึ่ง ที่ผู้เขียนนำมาขัดเกลา บอกเล่าจากประสบการณ์ ชีวิตจริง ในการบริหารงานจริง เราต้องอิงตำรา สั่งสมความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์และบริหารตามสถานการณ์ที่เหมาะสม   ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ความศรัทธาในตน”  ที่พร้อมจะนำหรือจะตาม

วิลเลียม เจมส์ กล่าวไว้ว่า “ศรัทธาเป็นหนึ่งในพลังที่ทำให้ชีวิตมนุษย์ ดำรงอยู่”

ลองนำไปใช้ดูค่ะ ดี แย่อย่างไรอย่าลืมนำมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ ขอบคุณทุกท่านที่ติดตาม

ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันเป็นแบบนี้ ?

น้ำมะพร้าวช่วยให้เราหน้าอ่อนกว่าวัย ผิวมีออร่า รู้ยัง ?

น้ำมะพร้าว

แต่ประโยชน์ที่นอกเหนือไปกว่านั้น อัดแน่นด้วยคุณสมบัติเลอค่าไม่น้อยไปกว่าผลไม้อื่นใดในโลก  หลังจากอ่านบทความนี้จบ เชื่อแน่ว่าหลายท่านต้องหันมาให้ความสนใจ หา “น้ำมะพร้าว” มาลิ้มลอง อย่างแน่นอน

ก่อนอื่น มาเรียนรู้กันก่อนว่ามะพร้าวมีที่มาที่ไปอย่างไร ในประเทศไทย  ถึงได้เป็นสินค้าส่งออกที่ได้รับความนิยมสูงในต่างประเทศ เนื่องจากมะพร้าวน้ำหอมจากบ้านเรา หอมหวาน ชื่นใจ เนื้อมะพร้าวขาว อ่อน น่ารับประทานที่สุด ราคาขายในประเทศไทยตกอยู่ลูกละ 10-40 บาท ขึ้นอยู่กับแพคเกจ ที่ผู้ขายนำเสนอ

มะพร้าว

แต่หากส่งไปขายต่างแดน ราคาอยู่ที่ ลูกละ 100-300 บาท  บางประเทศแพงกว่านั้น เพราะงั้นซื้อมะพร้าวบ้านเรา  สด อร่อย ที่สำคัญถูกกว่าเยอะเลย

มะพร้าว มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cocos nucifera L. อยู่ในตระ***ล ปาล์ม

เนื้อมะพร้าว  1 ลูกให้คุณค่าพลังงาน 354 Kcal ส่วนน้ำมะพร้าว ให้พลังงาน 13 Kcal โดยประมาณ

มะพร้าวมีหลายสายพันธุ์  อาทิ เช่น มะพร้าวกะทิ นิยมนำมาทำขนมไทย เพราะมีเนื้อหนานุ่มเต็มลูก มะพร้าวไฟ มะพร้าวพวงร้อย มะพร้าวซอ มะพร้าวพวงทอง มะพร้าวสีสุก แต่ที่นิยมนำน้ำและเนื้อมาดื่ม รับประทานดับกระหาย คือ มะพร้าวน้ำหอม นั่นเอง

พื้นที่ปลูกมะพร้าวในประเทศไทย คือ ภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออก  ดินที่เหมาะสมควรมีลักษณะเป็นดินใกล้ฝั่งแม่น้ำ ตามเกาะต่างๆ ชายทะเล ดินบนคันนา ดินเลนที่เป็นสันดอน  เนื้อและน้ำมะพร้าวจึงให้ผลออกมาดี โดยเฉพาะมะพร้าวน้ำหอม ที่มีลักษณะความหอม หวานเฉพาะตัว ที่ไม่มีใครเหมือน

มะพร้าวนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง ไม่เพียงแค่ผลเท่านั้น อาทิเช่น

มะพร้าว

• เนื้อมะพร้าวแก่ ใช้ขูดเพื่อคั้นทำน้ำกะทิ ประกอบอาหารประเภทแกงคั่ว แกงเขียวหวานหรือทำขนม

• เนื้อมะพร้าวอ่อนถึงกลาง  อบแห้งเป็นส่วนประกอบอาหารคาว หวาน

• กากมะพร้าวที่เหลือ ตากแห้งเป็นอาหารสัตว์  ปุ๋ยใส่ต้นไม้

• จาวมะพร้าว นำมารับประทานได้ 1 ลูกมี 1 จาว มีฮอร์โมนออกซินปริมาณมาก รสชาติอร่อย

• กะลามะพร้าว นำไปประดิษฐ์เป็นอุปกรณ์ตกแต่งบ้าน โคมไฟ อุปกรณ์ออกกำลังกาย เครื่องดนตรี ภาชนะใส่อาหาร

• น้ำมันมะพร้าว ได้จากการนำกากมะพร้าวไปต้มและบีบ ใช้เป็นน้ำมันปรุงอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผมและดูแลผิวพรรณ ผลิตไบโอดีเซล

• ใยมะพร้าว  นำไปอัดทำที่นอนใยมะพร้าว  เบาะนั่ง

• ก้านและใบ  ทำไม้กวาด

• ยอดอ่อนมะพร้าว นำไปประกอบอาหาร เช่น แกงยอดมะพร้าว ยำยอดมะพร้าว เมื่อเก็บยอดอ่อนแล้วต้นมะพร้าวนั้นจะตาย ดังนั้นยอดอ่อนมะพร้าวจึงมีราคาแพง และหายาก

• จั่นมะพร้าว หรือช่อดอกมะพร้าว ให้น้ำตาล เรียก “น้ำตาลมะพร้าว”

น้ำมะพร้าวที่เลือกนำมาดื่มควรมีอายุประมาณไม่เกิน 1 เดือน ภายในผลมีน้ำบรรจุอยู่ 90 % (ประมาณ 400 -500 มิลลิลิตร) และเมื่อเปิดมารับประทานแล้ว ควรทานให้หมด หรือแช่ตู่เย็น หากข้ามวันน้ำมะพร้าวจะเปลี่ยนเป็นรสชาติเปรี้ยวมาก ซึ่งรสชาติเปรี้ยวนี่เอง ที่เป็นคุณสมบัติพิเศษ คนไทยพื้นบ้านนำน้ำมะพร้าวใส่หมักดองผัก เพื่อเก็บไว้รับประทาน เช่น ดองถั่วงอก ดองผักกุ่ม ดองผักเสี้ยนบ้าน ดองผักกาด  ดองหัวไชเท้า และนำมารับประทานเป็นเครื่องเคียงคู่กับน้ำพริก หรือขนมจีน ขอบอกว่ารสชาติดีอย่าบอกใครเชียว สำหรับเมนูนี้ ชมรมคนรักผักดองพลาดไม่ได้

การเลือกดื่มน้ำมะพร้าวนั้น หลายคนเห็นผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาด ที่มีส่วนผสมน้ำมะพร้าว ผลิตออกมาจำนวนมาก เช่นนมปรุงแต่งผสมน้ำมะพร้าว วุ้นมะพร้าว ขนมปังรสมะพร้าว โยเกิร์ตมะพร้าว เครื่องดื่มผสมน้ำมะพร้าว น้ำผลไม้ผสมน้ำมะพร้าว ดังนั้น ขึ้นอยู่ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อตามความชื่นชอบและเหมาะสม ข้อแนะนำ ควรอ่านฉลากแนะนำส่วนผสมข้างสินค้า เลือกบรรจุภัณฑ์ที่สะอาดหรือเลือกซื้อเป็นลูก น้ำมะพร้าวที่บรรจุถุงหรือขวด อาจมีเติมน้ำตาลมากเกินความต้องการร่างกาย หากไม่แน่ใจในความสะอาด ไม่ควรเสี่ยงซื้อ โดยเฉพาะสารฟอกขาวที่ฉีดเข้าไปในมะพร้าว พบมากในมะพร้าวเผา

ประโยชน์สารพัดที่คุณควรเลือกดื่มน้ำมะพร้าว

มะพร้าว

• น้ำมะพร้าวช่วยแก้อ่อนเพลีย  เพราะในน้ำมะพร้าวมีโพแทสเซียม ช่วยในการสูญเสียเกลือแร่ ทำให้สดชื่น

• มะพร้าวช่วยรักษาสิว โดยในเนื้อมะพร้าวมีทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสติน ออกฤทธิ์ต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน ทำให้สิวน้อยลง ผิวพรรณดูเรียบเนียนขึ้น น้ำมะพร้าวช่วยลดปวดประจำเดือน  คุณผู้หญิงลองดื่มน้ำมะพร้าวสัก 7 วัน จะพบว่า อาการปวดประจำเดือนและปวดศีรษะลดลง ยกเว้นช่วงมีประจำเดือน ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว เพราะจะทำให้ประจำเดือนมานานมากขึ้นและอาจมีไข้ได้

• น้ำมะพร้าวทำให้ผิวพรรณ เปล่งปลั่ง สดใส เต่งตึง สวยงาม ในน้ำมะพร้าวมีเอสดตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ทำให้ผิวกระชับ ยืดหยุ่น ชะลอวัย

• น้ำมะพร้าวช่วยสมานแผล เพราะน้ำมะพร้าวช่วยในการกระตุ้นการเจริญเติบโตและแบ่งเซลล์ได้ดี รอยแผลเป็นกลับมาดีขึ้น

• น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม เพราะน้ำมะพร้าวช่วยรักษาสมดุลเอสโตรเจนในร่างกายเพศหญิง ให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้น้อยกว่า

• น้ำมะพร้าวมีแร่ธาตุ โปรตีน น้ำตาล แคลเซียม โปรแตสเซียม ฟอสฟอรัส และไขมัน ผู้ป่วยโรคเบาหวานและไตไม่ควรดื่มมาก

• น้ำมะพร้าวช่วยให้ผมสลวย เงางามและยาวเร็วลดปัญหาผมร่วง ศีรษะล้าน

• น้ำมะพร้าวช่วยชะลอความชราและผิวพรรณผ่องใส

• น้ำมะพร้าวช่วยปรับสมดุลภายในร่างกาย สมดุลฮอร์โมน

• น้ำมะพร้าวช่วยป้องกันโรคหัวใจได้

• น้ำมะพร้าวมีความบริสุทธิ์ธาตุเย็น ช่วยดูดซับสารพิษและขับของเสียในร่างกาย

• น้ำมะพร้าวหากดื่มแล้วช่วยทดแทนเกลือแร่ที่สูญเสียจากการออกกำลังกาย ท้องเสียได้

• น้ำมะพร้าวมีประโยชนืต่อคุณแม่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมีกรดไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว  ขณะตั้งครรภ์หากดื่มน้ำมะพร้าวเป็นประจำ ช่วยทำให้ไขตัวเด็กในครรภ์สร้างสีค่อนข้างขาว ออกมาตัวสะอาดหรือไขน้อยลง

• น้ำมะพร้าวอ่อนมีไฟโตเอสโตรเจน(ในรูปของEstradiol) ต่อต้านสภาวะเครียดในหญิงวัยหมดประจำเดือน ที่มีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง

• ดื่มน้ำมะพร้าวทุกวันช่วยชะลออาการอัลไซเมอร์ในเพศหญิง (จากรายงานวิจัย ดร.นิซาอูดะห์ ระเด่นอาหมัด มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)

สำหรับความเชื่อเรื่องน้ำมะพร้าวในประเทศไทย มีกล่าวไว้ตามตำราพรหมชาติฉบับหลวง ว่า

• เพื่อความเป็นสิริมงคลของบ้าน ควรปลูกต้นมะพร้าวทางทิศตะวันออก

• คนเกิดปีชวด ปีเถาะ ควรปลูกหรือมอบมะพร้าวให้เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นมิ่งขวัญ

• ทางศาสนาพราหมณ์ จัดให้มีมะพร้าวอ่อนเป็นเครื่องสังเวยทุกครั้ง เพราะเชื่อว่าเป็นตัวแทนความอุดมสมบูรณ์ ความบริสุทธิ์

หลากหลายคุณประโยชน์จากมะพร้าว ผลไม้สัญชาติไทย รสชาติดี ที่ใครหลายคนเลือกดื่มเฉพาะดับกระหายคลายร้อน แท้จริงแล้วบรรจุคุณประโยชน์ ไว้มากมายเกินคุ้ม แต่ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ ควรรับประทานแต่พอดี วันละ 1 ลูก ไม่มากไม่น้อยไป

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาวะร่างกาย  โรคประจำตัว  การออกกำลังกายและรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ ให้ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกาย  แค่นี้คุณผู้อ่านทุกท่านก็มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ชีวิตสดชื่น แบบพี่ฟินิกซ์แล้วล่ะ

สัปดาห์หน้า พี่ฟินิกซ์จะนำความรู้อะไรใหม่ๆมาให้อ่าน ติดตามได้ที่นี่นะฮับ  !!!

ขอบคุณข้อมูลดีดี

•  www.wikipedia.org/wiki/มะพร้าว

•  http://hatyai.psu.ac.th/index.php?option=com_context&task=view&id=204&Itemid=0

•  Research Information and Data Center(RIDC)

•  โครงการวิจัยผลไฟโตเอสโตรเจนในน้ำมะพร้าวอ่อนต่อต้านสภาวะเครียดออกซิเดชั่นและการทำลายเนื้อเยื่อในหนูที่ตัดรังไข่ ผศ.ดร.จิตบรรจง  ตั้งปอง และคณะ)

•  Cr.picture จาก e-marketing กระทรวงการท่องเที่ยวการกีฬา

•  Cr.picture otoptoday.com

จัดทำแผนฝึกอบรมและพัฒนาประจำปี (Annual Plan)

annual plan

หลายองค์กรมีการทำแผนประจำปีเพื่อใช้ฝึกอบรมตามเป้าหมายของหน่วยงาน โดยการกำหนดแผนการฝึกอบรมและพัฒนาพนักงานประจำปี(Annual Plan) นั้น นักพัฒนาบุคลากรควรกำหนดการฝึกอบรมตามความจำเป็น(Training Need)มากกว่าความต้องการของพนักงาน(Training Want) วิธีการหาข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการจัดทำแผน มีเครื่องมือการค้นหาที่เหมือนหรือแตกต่างกันไป

โดยส่วนใหญ่นิยมการสอบถามในรูปแบบข้อมูลถามตอบ จากนั้นนำข้อมูลที่ได้รับกลับมาประมวลผลหาหัวข้อและโปรแกรมที่เหมาะสมในการจัดทำแผย ทั้งนี้ ผู้เขียนขอแนะนำรูปแบบการจัดทำแผนการฝึกอบรมและพัฒนาประจำปี อย่างง่ายและมีขั้นตอนการจัดทำที่เป็นระบบ  คือ

1. การหาความจำเป็นในการฝึกอบรมพัฒนา(Training Need)

การหาความจำเป็นแต่ละองค์กร ขึ้นอยู่กับข้อมูลแต่ละองค์กรในด้านนโยบายการพัฒนา(Vision,Mission,Goal,Strategy) ข้อมูลด้านหน้าที่ความรับผิดชอบงานตามตำแหน่งงานความสามารถในการทำงาน(JD&Competency) และข้อมูลด้านผลการปฏิบัติงาน การประเมินระดับช่องว่างความสามารถ โดยนำผลวิเคราะห์ช่องว่างความสามารถ(Competency Gap) มาจัดทำแผนพัฒนาฝึกอบรม

สำหรับแบบสอบถามเพื่อสำรวจหาความต้องการฝึกอบรม (Training Want) อาจใช้แบบสอบถามแบบผสมผสานทั้งแบบสอบถามปลายเปิด (open-ended questions) และแบบสอบถามปลายปิด (close-ended questions)

ทั้งนี้ควรจัดแบ่งการสอบถามเป็นสัดส่วน คำถามไม่กำกวม มีส่วนของการเสนอแนะเพื่อพัฒนาปรับปรุง เช่น แบ่งเป็น 3 ตอน (สอบถามโปรแกรมทั่วไป สอบถามโปรแกรมหลักสูตรการบริหารและสอบถามโปรแกรมเทคนิคเฉพาะหน่วยงาน)

ปัจจุบันเทคโนโลยีและระบบสารสนเทศเข้ามามีส่วนช่วยลดเวลาการจัดเก็บข้อมูลมากกว่าในอดีต ง่ายต่อการติดตามผล ผู้จัดทำแบบสอบถามใช้วิธีการส่งเมลสอบถาม ซึ่งถือว่าประหยัดเวลา นำข้อมูลมาใช้ได้สะดวกและลดการใช้วัสดุสิ้นเปลืองได้เป็นอย่างดี

2. การกำหนดหลักหลักสูตรฝึกอบรมพัฒนา(Training Course)

การกำหนดหลักสูตรฝึกอบรมนั้นให้กำหนดตามระดับการบริหารและการปฏิบัติงานของพนักงาน โดยหัวข้อการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมที่ง่ายต่อการนำไปใช้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

1)โปรแกรมด้านการบริหารจัดการ (Managerial Program)

2)โปรแกรมด้านด้านเทคนิคเฉพาะกลุ่มงาน (Technique Program)

3)โปรแกรมทั่วไป (General Program)

3. การจัดทำแผนฝึกอบรมพัฒนา(Annual Plan)

หลังจากมีการกำหนดแผนฝึกอบรมพัฒนาตามตำแหน่งงานแล้ว องค์กรต้องวางแผนการจัดฝึกอบรมพัฒนาพนักงานรายบุคคลประจำปี เพื่อสามารถพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ข้อมูลที่นำมาจัดทำแผนประกอบด้วยข้อมูล 2 ส่วน คือ

2)ข้อมูลด้านบุคคล เป็นการรวบรวมข้อมูลความรู้ ความสามารถที่เป็นจริงในการทำงานที่ผ่านมาในรอบปีของพนักงาน ด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ เช่น KPIs , Competency เป็นต้น

3)วิเคราะห์หาหลักสูตรและโปรแกรมการพัฒนารายบุคคล การวิเคราะห์หาข้อมูลดังกล่าวนั้นให้นำข้อมูลหลักสูตร โปรแกรมการอบรมมาตามหน้าที่ความรับผิดชอบจริงและแนวโน้มการรับผิดชอบการบริหารงานในสายอาชีพ การวางแผนสืบทอดตำแหน่งงานด้านการบริหาร

ทั้งนี้การพิจารณาเปรียบเทียบให้คำนึงถึงความจำเป็นในงานมากกว่าความต้องการเพื่อฝึกอบรม

 

4. การดำเนินการฝึกอบรมพัฒนาจริง(Implementation)

ในขั้นตอนนี้ นักพัฒนาบุคลากรต้องมีการวางแผนจัดการด้านงบประมาณ( Budjet)ประจำปี ตามปฏิทินผนงาน โดยงบประมาณที่ได้รับในแต่ละหน่วยงานหรืองบรวมการพัฒนานำมาบริหารจัดการความคุ้มค่าในการลงทุน ให้เหมาะสมด้านพัฒนาฝึกอบรม จัดเตรียมอุปกรณ์ ห้องอบรม ค่าวิทยากร ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานอบรมอื่นๆ ในการจัดฝึกอบรมภายใน(In-House Training )หรือค่าใช้จ่ายเพื่อการจัดฝึกอบรมภายนอกองค์กร (Public Training)

ทั้งนี้ การดำเนินการฝึกอบรมที่ถือว่าเครื่องมือการพัฒนา (Development Tools)ที่ดีเยี่ยม หาใช่เพียงการฝึกอบรมในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่การดำเนินการฝึกอบรมในรูปแบบเทคนิคอื่นๆ มีผลต่อการเรียนรู้ในระยะยะยาว(Long Term Learning)ของพนักงาน มีแหล่งความรู้มากมายใองค์กร ขึ้นอยู่กับการวางแผน แสวงหาผู้ดำรงตำแหน่งหรือหัวหน้างานที่มีความรู้ความสมารถมาจัดสอน

โดยพบว่า หลายหลักสูตรลดค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมภายในและภายนอก สามารถนำผลการฝึกอบรมพัฒนาใช้ประโยชน์ในการทำงานจริง เช่น การอบรมโดยใช้เครื่องมืออุปกรณ์จริง (Vestibule training) ,การฝึกอบรมในงาน(On The Job Training),การฝึกงาน (Internships),การสอนแนะ(Coaching),การมอบหมายโครงการ(Project Assignment),การฝึกอบรมโดยคอมพิวเตอร์(Computer based training) เป็นต้น

5. การวัดและการประเมินผลการฝึกอบรมพัฒนา(Measurement and Evaluation)

โดยในขั้นตอนนี้ ประกอบด้วยกระบวนการ 3 ขั้นตอนคือ  การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์และการประเมินผล เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดนำเสนอสู่แผนการบริหารจัดการบุคลากรและองค์กร

ผู้เขียนขอนำแนวคิดการวัดและประเมินผลเพื่อนำมาใช้การจัดการองค์การของ Robert S. Kaplan และ David P. Norton ซึ่งได้เสนอแนวคิด BSC :Balance ScoreCard เพื่อใช้การวัดผลการดำเนินกิจการ ทำให้ผู้บริหารมองเห็นภาพรวมองค์กร โดยเป็นการวัดผลทางการเงิน กระบวนการภายใน ความพึงพอใจลูกค้าและบริการ รวมทั้งการประเมินการเรียนรู้และการสร้างนวัตกรรมองค์กร

ภายใต้มุมมองแต่ละด้านของการตั้งเกณฑ์และการดำเนินการ ต่างๆ ในองค์กร

1) วัตถุประสงค์(Objective)  เป็นการกำหนดวัตถุประสงค์แต่ละมุมมองที่ต้องการให้ตัวชี้วัดบรรลุผล

2) ตัวชี้วัด(Performance Indicator) การกำหนดตัวชี้วัดเพื่อให้งานบรรลุผลสำเร็จตามหน้าที่ปฏิบัติ

3) เป้าหมาย (Target) เป็นการตั้งค่าความสำเร็จเชิงปริมาณ กำหนดด้วยตัวเลข เปอร์เซ็นต์ ตามความเหมาะสมของงาน

4) แผนงานตามโครงการที่ตั้งใจ(Initiatives Project) การดำเนินงานตามแผนงานของโครงการที่เกิดขึ้นภายในองค์กร มีความก้าวหน้าตามลำดับขั้นตามแผนงานที่ตั้งไว้ในโครงการแต่ละโครงการ

จากกระบวนการวางแผนเพื่อพัฒนาฝึกอบรมประจำปี จะเห็นว่า การวางแผนฝึกอบรมพัฒนาพนักงานในองค์กรนั้น สามารถสร้างผลสำเร็จที่ยั่งยืนแก่องค์กร รวมทั้งเพิ่มขีดศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถ ตามเป้าหมายที่องค์กรคาดหวังนำองค์กรสู่ความเป็นเลิศระดับแถวหน้าธุรกิจ


คำถามชวนคิด

ท่านคิดว่าการจัดทำแผนฝึกอบรมพัฒนาประจำปี (Annual Plan) เหมือนหรือต่างจากแผนฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร (Training Road Map) อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………..

ประโยชน์ของการจัดทำ Competency

competency

การจัดทำระบบCompetencyในปัจจุบัน สำหรับองค์กรที่เริ่มดำเนินการ หลายองค์กรพยายามปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้ระบบสมรรถนะความสามารถนำมาใช้บริหารองค์กรและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ได้จริง บางแห่งใช้การดำเนินการแบบระยะสั้น(Short Term)หรือใช้ระยะเวลายาวนานหลายปี(Long Term) สำเร็จตามเป้าหมายระส่ำระส่ายบ้าง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแนวคิดดำเนินงานและกลยุทธ์การบริหารจัดการที่เยี่ยมยุทธ์แต่ละองค์การ

โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดทำCompetency นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่หากผู้บริหารสูงสุด มีความเข้าใจ ตั้งใจจริงต่อการจัดทำ วางนโยบายต่อการจัดทำ การสื่อสารอย่างมีระบบ เชื่อแน่ว่าเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จใบแรกที่งดงามอย่างแน่นอน

จากประสบการณ์ การเป็นที่ปรึกษาพัฒนาระบบ Competencyหลายองค์กรในประเทศไทย พบว่า ฝ่ายบริหารทุกองค์กรมีนโยบายและเป้าหมายต่อการพัฒนาองค์กรอย่างเต็มเปี่ยม ต้องการการพัฒนาบุคลากรให้เก่งอยู่ระดับแถวหน้าเพื่อแข่งขันทางการตลาด

แต่เมื่อนโยบายเข้าสู่กระบวนการสื่อสารถ่ายทอดลงมาตามลำดับสายงาน หน่วยงาน ความตั้งใจและความมุ่งมั่นถูกลดทอนลงไปตามลำดับเวลา บางแห่งเป็นกลายเป็นนโยบาย “เพียงลมโชย” ก็มี

ทั้งนี้ ผู้เขียนขอแนะนำเพิ่มเติมว่า การจัดทำ Competency ไม่ใช่เรื่องไกลเกินตัวหรือทำได้ยาก ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักขององค์กรนั่นคือ ฝ่ายบริหารและฝ่ายจัดการ ต้องหาแนวทางวิธีการสื่อสารข้อมูลให้ทุกระดับในองค์กรทราบวัตถุประสงค์อย่างลึกซึ้ง ไม่ควรประกาศนโยบายแบบผิวเผิน พนักงานทุกคนควรทราบถึงความจำเป็นของการอยู่รอดในธุรกิจ โดยคำนึงถึงความเป็นเจ้าขององค์การ

พบว่าองค์กรในประเทศไทยยังขาดนโยบายด้านการสร้างความผูกพันในองค์การแก่พนักงาน(Employee Engagement) ทำให้พนักงานทำงานตามหน้าที่ มากว่าทำงานอย่างเต็มที่เสมือนเจ้าของกิจการ

นับว่าเป็นเรื่อง “น่าเสียดาย” เพราะทุนมนุษย์(Human Capital)  คือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร

บางองค์กรจัดทำ Competency ไปแล้วเกิดปัญหาสารพัดเข้ามากระทบต่อผู้จัดทำ ฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหาร ทั้งการไม่ยอมรับผลประเมินจากพนักงาน  ความซับซ้อนในการประเมินสร้างภาระเพิ่มต่อหน้าที่งานเสียเวลาไปมาก  เกิดความท้อแท้ เหนื่อยหน่ายทั้งผู้จัดทำ ผู้ประเมินรวมทั้งผู้ถูกประเมิน สุดท้ายการจัดทำระบบบริหารผลงาน (Performance Management System) จึงไม่สามารถนำมาใช้บริหารและพัฒนาองค์กรองค์กรได้อย่างแท้จริง

หากการจัดทำระบบประเมิน Competency ไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อการบริหารพัฒนาองค์การอย่างที่ตั้งเป้าหมายไว้ ให้ทุกท่านกลับมาทบทวนกระบวนการจัดทำ มีความสอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับนโยบายองค์กร วิสัยทัศน์ ภารกิจ เป้าหมายธุรกิจ กลยุทธ์หรือไม่ โดยใช้การทบทวนแบบ WHO-WHAT-WHY- HOW ตำแหน่งไหน ทำอะไร ทำไม แก้ไขอย่างไร

นี่ล่ะค่ะจะว่ายากก็ยาก ง่ายก็ง่าย เปรียบ Competency เสมือน “เพชรน้ำงาม”อาศัยทุน เวลา ความตั้งใจและการเจียรไนจากช่างผู้ชำนาญ


คำถามชวนคิด

ท่านคิดว่าการจัดทำ Competency ควรเริ่มประเมินที่หน่วยงานใดก่อน?

………………………………………………………………………………..

หัวหน้า “แบบไหน” ลูกน้องยี๊!!

hate          คัมภีร์ Tao -Te Ching กล่าวถึงปรัชญาโบราณ เล่าจื๊อ เรื่องความเป็นผู้นำไว้ว่า

“ผู้นำที่มีการปรับตัวที่ดี จะได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจากผู้อื่น ซึ่งทำได้ด้วยการทำตัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับพวกเขา ความสนใจของพวกเขา จะได้รับการใส่ใจเพิ่มมากขึ้นเองตามธรรมชาติ เพราะว่ามันได้กลายเป็นหนึ่งในความสนใจของผู้นำด้วย”

ยิ่งสูงยิ่งหนาว คือคำเปรียบเปรยไว้กับหน้าที่ผู้นำ  และภาระทางตำแหน่งหน้างานที่สูงขึ้น เพราะการได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่ พ่วงท้ายมาด้วยความรับผิดชอบใหญ่โตนั้น   ผู้นำจำเป็นต้องมีทักษะบริหารงานหลายด้าน ให้พร้อมกับแรงกดดัน ที่เข้ามากระทบแบบไม่ทันตั้งตัว ที่สำคัญไม่ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งสร้างแรงกดดันให้ทีม

ลูกน้องพร้อมใจทำงาน ลูกน้องพร้อมใจลาออก หัวหน้ามีส่วนในการตัดสินใจมิใช่น้อย หลายสิบปีก่อน ผู้เขียนได้รับมอบหมายแบบสายฟ้าแลบ  ให้ดำรงตำแหน่งสูงด้านบริหารบุคลากรและด้านการศึกษา

“พี่เป็นใหญ่เป็นโตแล้ว อย่าบ้าอำนาจนะ”   รุ่นน้องคนสนิทกล่าวด้วยน้ำเสียง ดูมีความหวัง

ผู้เขียนทบทวนประโยคดังกล่าว มีด้วยหรือ? คำว่า “บ้าอำนาจ”  ไว้ใช้กับระบบเผด็จการทางการเมือง การปกครองมิใช่หรือ ?

การเอาใจหัวหน้ามาใส่ใจเรา นี่คือขั้นแรกของการเริ่มทำงานครั้งนั้น ..

มาดูกันว่า หัวหน้าแบบไหนที่ลูกน้องไม่อยากร่วมงานด้วย และมีแนวแก้ไขอย่างไร

หัวหน้าแบบไหนลูกน้องยี๊ !!!

  1. หัวหน้าเผด็จการ

หัวหน้าประเภทนี้ชอบออกคำสั่ง ใช้ระบบการบริหารงานแบบ บนลงล่าง ลักษณะนิสัยตรงเวลา เด็ดขาด มีการตัดสินใจฉับไว การบริหารงานแบบออกคำสั่งนี้(Command) เหมาะสำหรับดูแลทีมงานที่ทำงานสภาวะฉุกเฉิน เร่งรีบ อยู่ในสถานการณ์ขั้นวิกฤติ  แต่หัวหน้างานหลายท่านใช้วิธีออกคำสั่ง ในกรณีทำงานปกติ ใช้การออกคำสั่งเป็นเรื่องเคยชินในชีวิตประจำวัน ลูกน้องถึงกับต้องเอ่ยปาก “หัวหน้าเอาแต่สั่ง” งดกายใช้ภาษากาย(Body Language) เช่น ชี้นิ้ว ตะโกนดังด้วยเสียงระดับสูง

วิธีแก้ไข การออกคำสั่งควรเลือกให้เหมาะกับสถานการณ์เร่งด่วน หากท่านใด มีอาการเหล่านี้แนะนำให้พิจารณาจัดลำดับความสำคัญในงาน ตามหลักBlack Box(อ้างถึงบทความที่ผู้เขียนกล่าวไว้ http://www.ophconsultant.com/blog/management/black_box.php) เมื่อใดก็ตามพบว่าอารมณ์ไม่คงที่ ไม่ควรสั่งงานทันที เพราะมีผลด้านลบต่อผู้รับคำสั่ง ควรพักสมอง ดื่มน้ำเย็น หรือกาแฟสักแก้ว และทำสมาธิสัก 3-5นาที

  1. หัวหน้าขาวีน

หัวหน้าประเภทนี้จอมวีน จอมเหวี่ยง ลองสังเกตส่วนใหญ่หน้าไม่ค่อยรับแขก  บางท่านเรียก “หน้าเหวี่ยง”หรือบางคนหน้าแบบ “หน้าเนื้อใจเสือ” มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นโวยวายไว้ก่อน รับฟังเหตุผลไม่ทันจบ มีอารมณ์รุนแรง ไม่คงที่

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ค่อนข้างมีอีโก้ในตัวค่อนข้างสูง ต้องอาศัยการใช้หลักจิตวิทยาจากผู้มีอำนาจดูแลบริหารในการเปิดใจพูดคุย ประนีประนอมเพื่อสะท้อนปัญหาที่เขาเป็น และผลกระทบที่มีต่อทีมงาน สำหรับตัวหัวหน้างานนั้นมีวิธีแก้ไขคือ ฝึกสมาธิและให้คิดก่อนพูดเสมอ งดกายใช้ภาษากาย(Body Language) เช่น ท้าวเอว ชี้นิ้ว โยนของ  หัดสร้างรอยยิ้มมากกว่าฉีกแสยะยิ้ม

สุนทรภู่ท่านกล่าวไว้ในนิราศภูเขาทอง เกี่ยวกับคำพูดว่า

“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์    มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร  จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”

  1. หัวหน้านักปาด

หัวหน้าประเภทนี้ นำผลงานลูกน้อง เสนอเป็นงานตนเอง หน้าใหญ่  ชอบปรากฏตัวต่อกลุ่มฝูงชน ชอบเข้าหาผู้ใหญ่  ไม่ต้องการให้ลูกน้องเกิดข้อผิดพลาดในงาน ไม่ส่งเสริมความก้าวหน้าทีมงาน ใช้คำสั่งการแบบมองเป้าหมายเป็นหลัก  ไม่สนใจวิธีการดำเนินงาน  สนใจที่ผลงานมากกว่าคนทำงาน เดินไปกลุ่มไหนสังเกต “วงแตก

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ เรียกว่า “เสียหน้าไม่ได้” ให้ฝึกการสั่งงานเป็นระบบ ขั้นตอน มอบหมายงานด้วยลายลักษณ์อักษร ตามกรอบกำหนดเวลา อย่าคิดการทำงานคือชัยชนะ แต่คือความท้าทาย เปิดโอกาสให้ลูกน้องได้แสดงความคิดเห็นในงาน มีการประชุมรายสัปดาห์ รายเดือน เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกันเป็นทีม ฝึกพูดหรือออกคำสั่งแบบตรงประเด็น สั่งการแบบขอร้อง(Request)หรือการสั่งงานแบบขออาสาสมัคร(Volunteer)

  1. หัวหน้านักการเมือง

หัวหน้าประเภทนี้เล่นพรรคพวก สร้างความอึดอัดใจให้ลูกน้องเป็นอย่างยิ่ง หรือบางทีหลายท่านคงคุ้นคำว่า “การเมืองในที่ทำงาน” หากพบว่าลูกน้องมีความสนิทสนมกับฝ่ายตรงข้ามเกิดอคติในการทำงานทันที  ชอบลูกน้องประเภทเอาอกเอาใจเป็นพิเศษ มีความหวาดระแวงในการทำงานตลอดเวลา หาพรรคพวกจับกลุ่มพูดคุยในสิ่งที่ตนเองไม่พึงปรารถนา มักไม่มีคนจริงใจเป็นมิตรแท้

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ ผลการดำเนินงานค่อนข้างต่ำ งานมีคุณภาพน้อยเมื่อเทียบกับคุณภาพคุยงาน ผู้บังคับบัญชาควรมอบหมายโปรเจคสำคัญให้รับผิดชอบ กำหนดขอบเขตชัดเจน ทุกคนในทีมมีส่วนร่วมทำงาน  การแก้ไขปัญหาภายในทีมงานโดยหัวหน้าไม่คลุกคลีกับลูกน้องเป็นการส่วนตัว หัวหน้าใช้การออกคำสั่งแบบสั่งการหรืออาสาสมัคร ควรมีกิจกรรมผ่อนคลายในทีมงานเพื่อกระชับความสัมพันธ์ เช่น  รับประทานอาหารร่วมกัน จัดกิจกรรมวันเกิด

  1. หัวหน้าโฟโต้ฮันท์(Photos Hunt)

หัวหน้าประเภทนี้จอมจับผิดคล้ายเกมส์จับผิดภาพ ลูกน้องเรียกว่า “ทำดีเสมอตัว ทำชั่วเหยียบจมดิน” ไม่ว่าเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ตำหนิไว้ก่อน รับฟังเหตุผลบ้างแต่ไม่ใช้เป็นแรงจูงใจในการแก้ปัญหา ชอบเก็บสถิติด้านลบทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องส่วนตัว เรื่องงาน ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นมากนัก

วิธีแก้ไข หัวหน้าประเภทนี้ต้องงดการมองด้วยหางตา  หากลูกน้องผิดจริงควรใช้การออกคำสั่งแบบสั่งการมีลายลักษณ์อักษร เพราะการพูดเพียงอย่างเดียวทำให้ลูกน้องไม่ตระหนักเพียงพอ กรณี ทำผิดกฎ ระเบียบ  หรือใช้การสั่งการแบบแนะนำ (Suggest) เพื่อหาทางเลือก เปิดโอกาสให้ลูกน้องพิจารณาแก้ไข ควรใช้หลักการบริหารงานทั้งพระเดชและพระคุณร่วมกัน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของหัวหน้าที่ลูกน้องไม่อยากร่วมงานด้วย  มีอีกหลายประเภทที่คนทำงานพบเจอในชีวิตประจำวัน ควรใช้ลักษณะการทำงานแบบกระจกสะท้อนบุคลิกการทำงาน ( Image Mirror)  มีวิธีการบำบัดตนเองโดยอาศัยการสังเกตการเคลื่อนไหวตนเองผ่านกระจกเงา เรียก  Mirror Therapy ที่นิยมใช้ในกลุ่มพัฒนาบุคลิกภาพ สะท้อนภาพความเป็นตัวตน

โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี Giacomo Rizzolatti & Laila Craighero มหาวิทยาลัยปาร์มา ประเทศอิตาลี ได้ศึกษาวิจัยเรื่องของเซลล์สมองกระจกเงา (The Mirror-Neuron System) ตีพิมพ์เผยแพร่ลงวารสารทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ เรื่องทฤษฏีเซลล์กระจกเงาของมนุษย์

ค้นพบว่า สมองมนุษย์นั้นมีเซลล์ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “เซลล์สมองกระจกเงา( Mirror Neuron) ” เป็นเซลล์ที่สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของมนุษย์ เช่น การได้กลิ่น การมองเห็น การได้ยิน  การตอบสนองความรู้สึกต่างๆ เป็นตัวกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัส โดยเฉพาะผ่านการกระทำของผู้อื่น หากต้องการที่จะอยู่รอด ต้องเข้าใจการกระทำของคนอื่น หากปราศจากสิ่งนี้ ย่อม “ไม่มีสังคมมนุษย์”

จากประสบการณ์ผู้เขียนทำงานที่ปรึกษา พบว่า แท้จริงแล้วลูกน้องหลายคนตัดสินใจลาออก ไม่ใช่แค่ตัวเงินเดือน สวัสดิการ เป็นหลัก ส่วนใหญ่เกิดจาก “ผู้นำ” เมื่อหัวเสีย หางก็เสีย ตามระเบียบ

ดังนั้น ไม่ว่าท่านจะดำรงตำแหน่ง ในหน้าที่ใดก็ตาม  พึงระลึกไว้เสมอว่า

“อยู่สูงจงมองต่ำ อยู่ต่ำจงมองสูง”

ผู้เขียน อ.วีย์รฎา กวิณรวีบริรักษ์

www.ophconsultant.com

http://www.ophconsultant.com/blog/index.php